messageImage_1626993505432

จากคนป่วยแห่งเอเชียสู่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก: เส้นทางการพัฒนาอันยาวนานของจีนสู่ China Dream

จีน ได้ผ่านเส้นทางการพัฒนามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยของเหมาเจ๋อตุงที่เน้นการพัฒนาประเทศตามแนวทางสังคมนิยม มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาตามช่วงเวลาและผู้นำแต่ละคน จนมาถึงปัจจุบันความพยายามของผู้นำหลายสมัยได้ผลักดันให้จีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในที่สุด และผู้นำจีนในปัจจุบันยังคงต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว เพื่อไปให้ถึง China Dream ในปี 2049 และเพื่อสร้างชาติจีนให้กลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก โดยมีขนาดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ปี 2017 ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา มีการคาดการณ์ว่าจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาได้ในปี 2030 และขึ้นเป็นฐานทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สำคัญของโลก กล่าวได้ว่าจีนกำลังเข้าใกล้ความฝันที่ตั้งเอาไว้ (China Dream) ที่จะทำให้จีนเป็นประเทศที่ทันสมัย มั่งคั่ง เข้มแข็ง ชนชาติจีนกลับสู่ความรุ่งเรือง (Great Rejuvenation) อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าภายในปี 2021 จีนจะเป็นสังคมที่พอมีพอกินอย่างทั่วถึง ในปี 2035 จีนจะก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและมีความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี และในปี 2049 ในโอกาสที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะครบรอบ 100 ปี จีนจะเป็นประเทศทันสมัย เป็นผู้นำโลกด้านทหาร และมีอิทธิพลในเวทีโลก ประชาชนมีความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง

จึงเป็นที่น่าสนใจว่า จีนใช้นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอะไรในอดีต จึงสามารถเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ และจีนจะมีแนวทางการพัฒนารูปแบบไหนต่อไปเพื่อให้ถึงฟากฝันดังกล่าว โดยประวัติศาสตร์การพัฒนาของจีนสามารถย้อนกลับไปทำความเข้าใจได้ ผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของจีน ภายใต้ผู้นำ 5 รุ่น ตั้งแต่ยุคเหมาเจ๋อตุงจนถึงยุคสีจิ้นผิง ในปัจจุบัน

ผู้นำรุ่นที่ 1 เหมาเจ๋อตุง (.. 1949 – 1959) ยุคแห่งการพัฒนาแบบสังคมนิยม การแก้ปัญหาความยากจนและการส่งเสริมอุตสาหกรรม

ช่วงแรกในยุคสมัยของเหมาเจ๋อตุง ระบบเศรษฐกิจของจีนยังเป็นแบบสังคมนิยมที่ควบคุมโดยส่วนกลาง (Central Commanded Economy) มีการนำรูปแบบการพัฒนาของสหภาพโซเวียตมาใช้ และให้ความสำคัญกับความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกันกับสหภาพโซเวียต เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและอดอยากในประเทศ นโยบายที่สำคัญในช่วงนี้ คือ การประกาศใช้แผนพัฒนา 5 ปี (Frist Five-Year Development Plan 1953-1957) โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นหลัก ส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ และรัฐกับเอกชนเป็นเจ้าของร่วมกัน รวมทั้งเศรษฐกิจสหกรณ์ ซึ่งเป็นรูปแบบเศรษฐกิจส่วนรวมและทุนแห่งรัฐ

นโยบายที่สำคัญในช่วงที่ 2 คือ นโยบายธงแดง 3 ผืน  (Three Red Banners) ผืนที่ 1 ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมไปพร้อม ๆ กัน ผืนที่ 2 เน้นเพิ่มพูนผลผลิตในทุกด้านอย่างรวดเร็ว ผืนที่ 3 สร้างคอมมูนประชาชนให้เป็นหน่วยพื้นฐานด้านการผลิต การศึกษา สาธารณสุข และการทหาร โดยลดความสำคัญของครอบครัวลง และให้ประชาชนเสียสละและใช้ชีวิตแบบกลุ่มมากขึ้น แต่นโยบายดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากปัญหาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาศัตรูพืช ทำให้ภาคเกษตรกรรมเสียหาย เศรษฐกิจตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะนั้นเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังอยู่ในวงจำกัด คู่ค้าที่สำคัญมีเพียง ฮ่องกง ญี่่ปุ่น เยอรมัน รัสเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ไม่มีการไปลงทุนในต่างประเทศ และไม่อนุญาตให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศ จากความเชื่อที่ว่า การลงทุนจากต่างชาติเป็นที่มาของการขูดรีดระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในทางอุดมการณ์

ผู้นำจีนรุ่นที่ 2 เติ้งเสี่ยวผิง (.. 1959 – 1999) ยุคแห่งความทันสมัย ระบบตลาด และการเปิดประเทศ

นโยบายพัฒนาที่สำคัญในสมัยเติ้งเสี่ยวผิง คือ นโยบาย 4 ทันสมัย (Four Modernizations) เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจให้ทันสมัยใน 4 ด้าน ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การป้องกันประเทศ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นการปฏิรูปเกษตรกรรมเป็นอันดับแรกของการพัฒนาประเทศ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1978 มีการกำหนด “นโยบายปฏิรูประบบเศรษฐกิจ” ขึ้น เป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสม ที่เรียกว่า ‘สังคมนิยมที่ใช้กลไกตลาด’ (Market Socialism) และ “นโยบายการเปิดประเทศ” ให้ความสำคัญกับการเปิดการค้ากับต่างประเทศ เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ และสนับสนุนการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้วิทยาการความก้าวหน้าจากต่างประเทศ ในช่วงแรกเป็นการลงทุนของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่โดยการสนับสนุนของรัฐบาลจีน แต่ยังจำกัดอยู่ในประเทศในภูมิภาคเอเชีย ในขณะเดียวกัน ได้มีมาตรการผ่อนผันกฎระเบียบในการลงทุนมากขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนจากประเทศต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน ประเทศในยุโรป เป็นต้น

ในปี ค.ศ. 1979 จีนริเริ่มเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง คือ เซิ้นเจิ้น จูไห่ ซันเถา เซี่ยเหมิน และในปี ค.ศ. 1984  เพิ่มอีก 1 แห่ง คือ เกาะไหหลำ นโยบายปฏิรูประบบเศรษฐกิจดังกล่าวของจีน นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมีการลงทุนจากต่างประเทศในจีนเพิ่มขึ้น ประเทศที่เข้ามาลงทุนในจีนมาก ได้แก่ ฮ่องกง มาเก๊า สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เยอรมัน และไต้หวัน  จีนกลายเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา

และในช่วงปี ค.ศ. 1990 แนวคิดภูมิภาคนิยม (Regionalism) เข้ามามีบทบาทในการค้าการลงทุนมากขึ้น เช่น เขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา (Free Trade Area of the America : FTAA) ประชาคมยุโรป (European Union : EU) ทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียเริ่มมีการรวมกลุ่มกันบ้าง เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion Economic Cooperation : GMS) เป็นต้น จีนจึงเข้ามาลงนามความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งมากขึ้น

ผู้นำจีนรุ่นที่ 3 เจียงเจ๋อหมิน (.. 1999 2003) ยุคแห่งการผงาดขึ้นของจีนบนเวทีเศรษฐกิจโลก

ในยุคนี้เป็นการสานต่อนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของเติ้งเสี่ยวผิง ทั้งการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ระบบตลาด และระบบการเงิน ในศตวรรษที่ 21 กล่าวได้ว่า เป็นยุคแห่งการผงาดขึ้นของจีน (The Rise of China) มีการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอย่างต่อเนื่อง มีการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนในเอเชียมากขึ้น และมีการส่งออกสินค้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน

หลังจากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี ค.ศ. 1997 จีนเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้น จากการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และการขยายการค้าระหว่างประเทศกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่บทบาทของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเริ่มลดลง

ยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในช่วงนี้ คือ Going out Strategy ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 – 11 (ค.ศ. 2001-2005) (ค.ศ.2006-2010) โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือ การสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจจีนไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น มีการจัดตั้งหน่วยงานและกองทุนสนับสนุนการลงทุนในต่างประเทศ โดยเน้นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรและโครงการด้านการพัฒนาเทคโนโลยี

หลังจากจีนสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) ในปี 2001 ทำให้จีนสามารถส่งออกสินค้ามากขึ้น โดยส่งออกไปยังประเทศสมาชิก รวมทั้งยังสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ทำให้จีนมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก เฉลี่ยประมาณ 7-8 % ต่อปี ในระหว่างปี ค.ศ. 2001-2004

ผู้นำจีนรุ่นที่ 4 หูจิ่นเทา (.. 2003 – 2012) ยุคแห่งการสร้างเขตการค้าเสรี

ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในยุคนี้ คือ ยุทธศาสตร์เขตการค้าเสรี (Free Trade Areas Strategy) รวมทั้งการปฏิรูปการค้า การลงทุน มีการลงนามความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ และเขตเศรษฐกิจเอเชีย ลาตินอเมริกา โอเชียเนีย และยุโรป ทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก สามารถต่อรองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น กล่าวได้ว่า เป็นการผงาดขึ้นของจีนอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นการผงาดอย่างสันติ (Peaceful Rise)

ผู้นำจีนรุ่นที่ 5 สีจิ้นผิง (.. 2013 – ปัจจุบัน) ยุคแห่งการคืนชีพเส้นทางสายไหมและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

แม้ว่าในช่วงต้นของผู้นำสีจิ้นผิง จีนต้องเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะปัญหาผลผลิตล้นเกิน (over supply) อันเนื่องมาจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา แต่จีนยังคงดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์เปิดการค้าและการลงทุนเสรี

ในปัจจุบันการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีน เน้นการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคีแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมทางบกและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 หรือโครงการ “Belt and Road Initiative” เพื่อการสร้างชุมชนแห่งโชคชะตาร่วมกัน (The building of community of common destiny)

โครงการ “Belt and Road Initiative” หรือยุทธศาสตร์ One Belt One Road : OBORเป็นโครงการที่มุ่งสร้างเครือข่ายคมนาคมผ่านประเทศต่าง ๆ ทางตะวันตก และภาคใต้ของจีน ประกอบด้วย เส้นทางสายไหมทางบก 3 เส้นทาง และ 1 เส้นทางสายไหมทางทะเล

  • เส้นทางที่ 1 เชื่อมจีน เอเชียกลาง รัสเซียและยุโรป
  • เส้นทางที่ 2 เชื่อมจีน อ่าวเปอร์เซีย ทะเลเมอร์ติเตอเรเนียน ผ่านเอเชียกลางและตะวันออกกลาง
  • เส้นทางที่ 3 เชื่อมจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้
  • เส้นทางสายไหมทางทะเล เชื่อมจีนกับยุโรปทางทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรอินเดีย และเชื่อมจีนกับมหาสมุทรแปซิฟิกผ่านทะเลจีนใต้

โดยเส้นทางสายไหมทางบกถูกแบ่งออกเป็น 6 ระเบียงเศรษฐกิจ ได้แก่ (1) เส้นทางยูเรเซีย จากตะวันตกจีน – ตะวันตกรัสเซีย (2) เส้นทางจีน – มองโกเลีย – รัสเซียตะวันออก (3)เส้นทางตะวันตกจีน – เอเชียกลาง – ตุรกี (4) เส้นทางจีน – แหลมอินโดจีน – สิงคโปร์ (5) เส้นทางจีน – ปากีสถาน (6) เส้นทางจีน – พม่า – บังกลาเทศ – อินเดีย

สีจิ้นผิงได้กล่าวปาฐกถาในงานประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศ “หนึ่งแถบ หนี่งเส้นทาง” (Belt and Road Forum: BRF) ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2019 โดยมีผู้นำจาก 38 ประเทศเข้าร่วมการประชุม ถึงความสำเร็จของความร่วมมือในโครงการ BRI ในปัจจุบัน ด้วยการยึดหลักการ 3 ประการ ในการสร้างความร่วมมือภายใต้โครงการ BRI ในอนาคต ได้แก่ (1) การหารือร่วมกัน การมีส่วนร่วม และการแบ่งปันผลประโยชน์ (The principle of extensive consultation, joint contribution and shared benefits) (2) การยืนหยัดแนวคิดของความร่วมมือที่เปิดกว้าง การรักษาสิ่งแวดล้อม และความซื่อสัตย์สุจริต (Open, green and clean cooperation) และ (3) แนวคิดของความร่วมมือที่มีมาตรฐานระดับสูงเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (High standard cooperation to improve people’s lives and promote sustainable development)

กล่าวได้ว่า OBOR เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของจีน เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยจีนก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเซีย (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ OBOR และเป็นการใช้ Soft Power เพื่อการผงาดขึ้นใหม่อย่างสันติ

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังช่วยทำให้จีนพัฒนาจากประเทศส่งออกสินค้าไปเป็นประเทศส่งออกเงินทุน โดยจีนจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงภายในภูมิภาคกับภายนอกภูมิภาค ทำให้เกิดการไหลเวียนทางการค้า การลงทุน เทคโนโลยี ที่สะดวกและคล่องตัวมากขึ้น ขณะที่นโยบายภายในประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (ค.ศ. 2016 – 2021) จีนกำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า ‘Made in China 2025’ มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าด้วยตนเอง หลังจากที่จีนได้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับประเทศต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนมาอย่างยาวนาน จีนได้มีการปรับเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์ไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่เน้นคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตที่สอดคล้องกับสินค้าและบริการในอนาคตไปพร้อมกับการแสวงหาวัตถุดิบและการผลิตสินค้าขั้นกลาง โดยแบ่งยุทธศาสตร์ออกเป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่

  • ช่วงระหว่างปี 2016 – 2025 เป็นการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพในการผลิตสินค้าและบริการที่อาศัยเทคโนโลยีระดับสูง ผ่านการวิจัยและพัฒนา
  • ช่วงระหว่างปี 2026 – 2035 เป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้เทียบเท่ากับประเทศมหาอำนาจของโลก
  • ช่วงระหว่างปี 2036 – 2049 เป็นการขึ้นเป็นผู้นำของโลกทางนวัตกรรมในด้านของอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้สินค้าของจีนเป็นที่ยอมรับและรู้จักในตลาดโลก โดยประเภทของอุตสาหกรรมที่จีนได้มีการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนามีทั้งหมด 10อุตสาหกรรม ได้แก่ (1) เทคโนโลยีสารสนเทศ (2) หุ่นยนต์ควบคุมด้วยตัวเลข (3) การผลิตอุปกรณ์อากาศยานและอวกาศ (4) การผลิตเครื่องมือวิศวกรรมทางทะเลและเรือที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (5) การผลิตอุปกรณ์ขนส่งทางรถไฟที่ทันสมัย (6) ยานยนต์ประหยัดพลังงานและพลังงานใหม่ (7) การผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงานไฟฟ้า (8) การผลิตวัสดุชนิดใหม่ (9) การผลิตยาชีวภาพและอุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง และ (10) การผลิตเครื่องจักรและเครื่องมือทางการเกษตร

นโยบายการพัฒนาประเทศของจีนได้เดินทางมาจากจุดที่มุ่งเน้นการพัฒนาแบบสังคมนิยมและไม่เน้นความร่วมมือจากต่างชาติ จนมาถึงปัจจุบันที่การพัฒนาแบบกลไกตลาดและการร่วมมือทางการค้าและการลงทุนข้ามชาติ สามารถผลักดันจีนให้กลับขึ้นมาสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง พร้อมทั้งยังช่วยดึงประเทศในความร่วมมือให้เติบโตตามไปด้วย คำถามที่สำคัญคือ ในอนาคตประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย จะพัฒนาความร่วมมือกับจีนอย่างไร ให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์จากโครงการการพัฒนาอย่างเป็นธรรม เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและบริบทใหม่ของประเทศจีนต่อเศรษฐกิจใน
ภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

หัวหน้าโครงการ : ณัฐพรพรรณ อุตมา
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิค อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist