RC20257-1.1

สันติภาพของผู้หญิงท่ามกลางความรุนแรง

เวลาเราพูดถึงผู้หญิงกับความรุนแรงมักจะถูกอธิบายได้หลากหลายมิติ ตั้งแต่ความรุนแรงที่มันปรากฏในครอบครัว ความรุนแรงในชีวิตประจำวันเนื่องจากคู่สมรส และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากมิติทางวัฒนธรรม โครงสร้างทางสังคมหรือบทกฎหมาย เป็นต้น ดังนั้นเวลาอธิบายผู้หญิงกับความรุนแรงในมุมของสังคมมุสลิมหรือคำอธิบายที่ไปเกี่ยวข้องกับศาสนา ก็จะมีหลักการทางศาสนาเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงได้ ยกตัวอย่างเช่น สามีสามารถสั่งสอนภรรยาได้เพื่อให้อยู่ในวิถีหรือครรลองของมุสลิมที่ดี การลงโทษเบา ๆ ด้วยการตีแต่ไม่ให้เกิดรอยบนใบหน้า เป็นต้น ซึ่งก็จะมีการอ้างอิงในตัวหลักการดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกันถ้าย้อนกลับไปดูแล้วจะพบว่าศาสนานั้นถูกใช้เป็นข้ออ้างหรือไม่ก็ถูกใช้เพื่ออำนาจในกลุ่มบุคคลต่าง ๆ

ซึ่งจริง ๆ แล้วความรุนแรงที่ปรากฏขึ้นก็พบเจอได้ในหลาย ๆ สังคมที่ไม่ใช่แค่เฉพาะสังคมอิสลาม อย่างเช่น ความรุนแรงเนื่องมาจากเพศสภาพ (Gender-based Violence) แต่พอเป็นเรื่องของชุมชนมุสลิมก็มักจะมีคำอ้างของกลุ่มมุสลิมเองหรือไม่ก็มีการเชื่อมโยงประเด็นว่าเป็นเรื่องของหลักการทางศาสนา ซึ่งคำอธิบายแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากว่าทำไมเมื่อกลุ่มผู้หญิงมุสลิมเกิดเหตุความรุนแรง หลักการคำสอนทางศาสนาถึงถูกนำไปอธิบายและเชื่อมโยง ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องได้อย่างไร

ศาสนากับความรุนแรงของผู้หญิง

ในขณะเดียวกันพบว่าคำอธิบายเหล่านี้ได้รับการตีความที่สืบเนื่องมาจากการสอนของนักการศาสนาบางกลุ่ม หรือบางสายสกุลความคิด ซึ่งความคิดเหล่านี้ก็มีอิทธิพลต่อผู้รู้ทางศาสนาในประเทศไทยด้วย จากการไปศึกษาที่อื่น ๆ ของนักการศาสนาในประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันเราก็พบว่าหลักการอิสลามเมื่อกลับไปดูรากเหง้าหรือปรัชญาพื้นฐานที่เชื่อในเรื่องของพระเจ้าเป็นผู้สร้างก็มีการพูดในเรื่องของชายนั้นเท่ากันกับหญิง ซึ่งก็มีการย้ำในประเด็นเหล่านี้อยู่แต่กลับไม่ค่อยถูกพูดถึง ประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อย เช่น การที่สามีสามารถมีภรรยาได้มากกว่า 1 คน และการเชื่อมโยงกับวิธีคิดว่านี่เป็นเสรีภาพที่ให้โดยศาสนา ในขณะเดียวกันเสรีภาพของผู้หญิงก็มีเหมือนกัน อย่างเช่น สิทธิในการเป็นมารดา สิทธิในการสร้างสรรค์ครอบครัว เป็นต้น ซึ่งมักจะมาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่ามันเกิดการเลือกรับและตีความทางศาสนาเพื่อให้เข้าข้างฝ่ายที่มีโอกาสจะได้กระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงหรือกระทำในสิ่งที่ไม่ให้เกิดความเสมอภาค โดยเลือกบางข้อมาให้เกิดการจดจำ แต่บางข้อที่สำคัญกลับไม่ได้ถูกนำมาพูดถึงหรือถูกนำมาปฏิบัติอย่างแท้จริง

ถ้าเราย้อนดูความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับมาเลเซียเป็นความรุนแรงจากสถานการณ์การใช้อาวุธกองกำลัง พบว่าผู้หญิงรวมถึงคนในพื้นที่นี้เป็นกลุ่มชนชาวมลายู โดยพื้นชาติพันธุ์ถือครองวัฒนธรรมมลายูที่แตกต่างไปจากกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ หรือว่าประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ  เพราะฉะนั้นอีกปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากมิติทางศาสนาก็คือมิติของวัฒนธรรมชาติพันธุ์ วัฒนธรรมบางส่วนก็ไม่ได้ปรากฏแค่ในชาติพันธุ์มลายูอย่างเดียวแต่ก็เป็นวัฒนธรรมร่วม  เช่น วัฒนธรรมไทยเอง

การสร้างสันติภาพโดยผู้หญิง

ในการศึกษาความรุนแรงของผู้หญิงในเอเชียเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะเป็นลักษณะทั้งทวีป ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ศึกษาตัวอย่างของกระบวนการสร้างสันติภาพที่มีผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วม โดยเลือกพื้นที่ในการศึกษาอยู่ 2 ที่คือ ประเทศปากีสถานและประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งให้ความสนใจไปที่ประเทศอินโดนีเซีย

ถ้าพูดในภาพใหญ่กระบวนการสร้างสันติภาพของผู้หญิงนั้นมาพร้อมกับการเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงในแต่ละที่ ในช่วงศตวรรษที่ 20 มีการรวมกลุ่มกันของผู้หญิงในแต่ละประเทศเพื่อที่จะตั้งคำถามกับอำนาจของอาณานิคมที่แสวงหาประโยชน์ และทั้งสองประเทศก็อยู่ภายใต้อาณานิคมมาก่อน เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมของผู้หญิงจากการเรียกร้องความสงบนั้นมีมาตั้งแต่ในยุคนี้แล้ว มีการก่อตั้งฝ่ายของการไม่เอาความรุนแรงหรือใช้อาวุธสงครามมันก็ยิ่งชัดเจน อย่างเช่นในอินโดนีเซีย ‘กลุ่มขบวนการอาเจะห์เสรี’ ที่ก่อตั้งเมื่อช่วง ค.ศ. 1976 และมีกลุ่มผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วม จนก่อตั้งเป็นกลุ่มต่าง ๆ อย่างเช่น กลุ่มดอกไม้อาเจะห์ อย่างนี้เป็นต้น ขบวนการเหล่านี้มีบทบาทตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเจรจาพูดคุยอย่างเป็นทางการ หรือแม้แต่ในปากีสถาน ตั้งแต่ปลาย ค.ศ. 1950  บทบาทของผู้หญิงเช่นผู้นำหรือบรรดาลูกหลานของผู้นำก็เริ่มพูดออกมาในที่สาธารณะ และปรากฏชัดเป็นกลุ่มของผู้หญิงที่เป็นอีกปีกหนึ่งของการเรียกร้องการให้มีการปลดอาวุธ และเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วง 1960

นอกจากนี้การวางโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่ก็ปรากฏอยู่ในหลักสังคมอยู่แล้ว อย่างเช่น บทบาทของผู้หญิงที่นอกเหนือจากการดูแลครอบครัว ดูแลงานบ้าน บทบาทในการดูแลลูกแล้ว ผู้หญิงก็ยังถูกคาดหวังให้เป็นผู้พิทักษ์รักษาวัฒนธรรมภาษาของชาติพันธุ์หรือกลุ่มชาตินั้น ๆ ซึ่งบทบาทของผู้หญิงก็ขยายตัวมากยิ่งขึ้นเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ภาวะทันสมัยไม่ว่าจะเป็น โอกาสทางการศึกษา หรือ โอกาสในการทำงาน ขณะเดียวกันภาวะของการเรียกร้องหรือต้องการให้ผู้หญิงทำงานบ้านก็คงดำรงอยู่ เพราะฉะนั้นบทบาทตรงนี้กลายเป็นบทบาทที่ผู้หญิงมองเห็นภาพทั้งสองโลกทัศน์อย่างชัดเจน การเรียกร้องตรงนี้สังคมก็มีส่วนทั้งผู้หญิงในระดับชนชั้นนำกับชนชั้นกรรมาชีพหรือว่าผู้หญิงที่ไม่ได้มีงานทำ มีบทบาทอยู่ในบ้านหรือในหมู่บ้านของตัวเอง  เพราะฉะนั้นการที่ผู้หญิงเห็นภาวะความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งผู้ชายเองก็เห็นภาวะความเปลี่ยนแปลงด้วย แต่เนื่องจากประสบการณ์ที่มันเรียกร้องให้ผู้หญิงทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน มันปรากฏชัดว่าผู้หญิงประสบกับข้อท้าทายที่น่าสนใจหลายเรื่อง ในกรณีอย่างพื้นที่ปากีสถาน ข้อท้าทายมันแทรกซึมและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอำนาจของกลุ่มขบวนการที่ใช้ความรุนแรงหรือการก่อการร้ายสากลหรือนโยบายของรัฐบาลต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา ในขณะที่กลุ่มผู้หญิงบางกลุ่มเองก็สนับสนุนให้เกิดการใช้ความรุนแรงเนื่องจากว่ามีความกดดันภายในจากชุมชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์ตัวเอง ซึ่งบางกลุ่มบางคนก็ขยับตัวเปลี่ยนจากผู้ที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงมาเป็นผู้สร้างสันติภาพ แต่นั่นก็หมายความว่าพวกเขาใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนมุมมองว่าถ้าหากใช้ความรุนแรงต่อเนื่องหรือยังคงสนับสนุนให้ลูกชาย ตัวเขาเอง หรือคนในครอบครัวจับอาวุธมันก็ไม่สิ้นสุด เพราะท้ายที่สุดคนที่ถูกกระทำความรุนแรงซ้อนก็คือผู้หญิงเพราะมันเกิดความรุนแรงในครอบครัวตามมาด้วย หรือความรุนแรงที่ผู้หญิงถูกข่มขืนในสภาพสงคราม อย่างนี้เป็นต้น

สถานการณ์ไทย

ในสังคมไทยการรวมตัวกันของผู้หญิงในกระบวนการสันติภาพ ถ้าพูดให้ชัด เนื่องจากว่าความรุนแรงในลักษณะของการใช้อาวุธหรือความรุนแรงอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ น่าเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ละเลยที่จะดูว่าการเรียกร้องการยุติการใช้ความรุนแรงที่อื่นก็มี อย่างเช่น ทรัพยากรหรือการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่เบียดขับวิถีชีวิตและอำนาจในการต่อรองของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ  แต่เนื่องจากงานวิจัยชิ้นนี้ให้ความสนใจไปที่พื้นที่ความรุนแรงอันเนื่องมาจากสงครามหรือการใช้อาวุธขนาดหนัก เพราะฉะนั้นถ้าดูบทบาทของผู้หญิงก็มีมาตั้งแต่ต้นของการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ในช่วงปี ค.ศ. 2004 ความไม่สงบที่ชายแดนภาคใต้เห็นชัดปรากฏในสื่อ ในขณะเดียวกันผู้หญิงในยุคต้นของความรุนแรงในชายแดนภาคใต้ มักจะถูกชี้ให้เห็นภาพ ว่าเป็นผู้ได้รับผลกระทบ เป็นหญิงหม้าย เป็นบุคคลที่ถูกกระทำเนื่องมาจากเป็นภรรยาของกลุ่มแกนนำขบวนการ นักต่อสู้ เป็นต้น ดังนั้นภาพในช่วงต้นเป็นเรื่องของผู้ที่เป็นเหยื่อของความรุนแรง ในขณะนั้นไม่กี่ปีจึงเห็นภาพใหม่เกิดขึ้นว่า มันเปลี่ยนจากภาพผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของความรุนแรง มาเป็นผู้หญิงที่เริ่มรวมตัวกันเนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่ประสบภัยความรุนแรงหรือได้รับผลกระทบ แต่ยังมีผู้หญิงอีกหลายกลุ่มที่เข้ามารับเงินเยียวยาหรือได้รับความคุ้มครองจากรัฐ เช่น ได้เงินจากการจัดสรรงบประมาณ ภรรยาผู้ที่สูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงสามารถที่จะมารับเงินส่วนหนึ่งจากรัฐได้ ดังนั้นด้วยสถานการณ์นี้รวมกับเหตุปัจจัยที่มีกลุ่มองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจว่ามันเกิดอะไรในชายแดนภาคใต้ การขับเคลื่อนตรงนี้มีปัจจัยทางภายในและภายนอก ทั้งการช่วยเหลือของรัฐและการพยายามของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับประเทศและในระดับต่างประเทศ  เพราะฉะนั้นปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เสริมให้ผู้หญิงมารวมตัวกัน ซึ่งก็มีผู้หญิงที่รวมตัวกันอยู่แล้วในพื้นที่แต่อาจจะไม่ได้เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่

แนวทางพัฒนาของรัฐ

 รัฐต้องจัดลำดับความสำคัญของงาน ยกตัวอย่างเช่น การสนับสนุนทางงบประมาณและบุคลากร และฐานความรู้ ในเรื่องของการยุติความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงอันเนื่องมาจากการใช้อาวุธ อุปกรณ์หรือกำลังทหาร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวเสริมทำให้ความรุนแรงที่มีผลกระทบต่อผู้หญิงนี้มันดำเนินอยู่ อันที่ 2 คือการที่รัฐต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคประชาชนด้วยเพื่อแสวงหาทางยุติความรุนแรง เช่น บางเรื่องที่มันเป็นข้อสัมพันธ์กับจารีต ระบบทางวัฒนธรรม อาจจะไม่สามารถทำงานได้โดยตรง มาจากอำนาจสั่ง ตัวบทกฎหมาย หรืออำนาจสั่งจากผู้บังคับบัญชา จำเป็นจะต้องทำงานร่วมกับนักการศาสนาที่เข้าใจประเด็นทางเพศภาวะ (gender) มีมุมมองมิติของความเสมอภาคทางเพศ และอาศัยการตีความของนักการศาสนาที่เอื้อต่อการสร้างสันติภาพและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกระบวนการสร้างสันติภาพ อีกอันหนึ่งคือกลไกสากล (National mechanism) มันเอื้อต่อการทำงาน อย่างเช่น UNHCR จะนำมาใช้ยังไงให้เป็นประโยชน์ในฐานะที่รัฐรับรองข้อตกลงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นรัฐก็ต้องทำการบ้านให้เห็นว่ารัฐทำงานอย่างหนัก นอกเหนือจากนี้ก็คือการสร้างโอกาสในพื้นที่ของผู้หญิงเองที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ ที่อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ก็เริ่มมีการพูดคุยและมีข้อเรียกร้องมากขึ้น

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “กระบวนการสันติภาพของกลุ่มผู้หญิงท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคเอเชีย”

หัวหน้าโครงการ : อัมพร หมาดเด็น

สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
กราฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist