well-being-of-skipped-generation-households

ความอยู่ดีมีสุขของ “ครัวเรือนข้ามรุ่น” ในสังคมไทย

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาโครงสร้างครัวเรือนไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก อันเป็นผลมาจากอัตราการเกิดที่ลดลง อายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้เกิดการย้ายถิ่นของแรงงาน ปัจจัยเหล่านี้นอกจากจะส่งผลให้ครัวเรือนไทยมีขนาดเล็กลง ยังส่งผลให้องค์ประกอบครัวเรือนไทยมีความซับซ้อนมากขึ้น นอกเหนือไปจากครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียวจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นแล้ว ครัวเรือนข้ามรุ่น หรือที่เรียกอีกอย่างว่าครัวเรือนแหว่งกลาง (ครัวเรือนแหว่งกลาง คือ ครัวเรือนที่ประกอบด้วย 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นปู่ย่าตายาย และรุ่นหลาน โดยขาดสมาชิกรุ่นพ่อแม่) ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของครัวเรือนข้ามรุ่น

การเกิดครัวเรือนข้ามรุ่นมีสาเหตุหลักสองประการ ประการแรก คือการอพยพย้ายถิ่นของวัยแรงงานจากพื้นที่ชนบทเข้าสู่พื้นที่เมือง ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม (industrialization) ความเป็นเมือง (urbanization) ซึ่งเป็นแรงดึงดูดให้แรงงานมีการย้ายถิ่น (migration) ไปสู่พื้นที่ที่มีงานรองรับและมีค่าจ้างสูงกว่า โดยเมื่อพิจารณาจากอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำพบว่ามีความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามกับสัดส่วนของครัวเรือนข้ามรุ่น โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ (เช่น ชลบุรี) ซึ่งมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำค่อนข้างสูง จะมีสัดส่วนครัวเรือนข้ามรุ่นน้อย ขณะที่หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ) ซึ่งมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำค่อนข้างน้อย มักจะมีสัดส่วนครัวเรือนข้ามรุ่นมาก

สาเหตุประการที่สอง คือ การเลี้ยงดูบุตรในพื้นที่เมืองมีข้อจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ ไว้ใจได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายร่วมด้วย จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อสมาชิกครัวเรือนที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท เกิดเป็นครัวเรือนที่หลานอาศัยอยู่กับรุ่นปู่ย่าตายายเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากครัวเรือนข้ามรุ่นเป็นครัวเรือนที่เด็กอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุซึ่งเป็นวัยพึ่งพิง จึงมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาระทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุที่ต้องรับภาระเลี้ยงดูหลาน หรือปัญหาที่ส่งผลต่อพัฒนาการตลอดจนการเรียนรู้และการศึกษาของเด็ก ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลสืบเนื่องต่อทุนมนุษย์และต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว

ภาพรวมโครงสร้างครัวเรือนไทยในช่วงปี พ.ศ. 2533-2558

งานวิจัย “ความอยู่ดีมีสุขและปัจจัยทางเศรษฐกิจของครัวเรือนข้ามรุ่นในไทย” พบว่าในช่วงปี พ.ศ.2533-2558 ครัวเรือนไทยมีขนาดเล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ยลดลงจากประมาณ 4 คนต่อครัวเรือนในปี พ.ศ. 2533 เป็นไม่เกิน 3 คนต่อครัวเรือนในปี พ.ศ. 2558 เมื่อเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงจำนวนของครัวเรือนประเภทต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าครัวเรือน 2 รุ่นมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องโดยลดลงจากร้อยละ 60 ในปี พ.ศ. 2533 เป็นประมาณร้อยละ 36 ในปี พ.ศ. 2558 ส่วนครัวเรือน 3 รุ่นมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน โดยมีเพียงร้อยละ 16 ของครัวเรือนทั้งหมดในปี พ.ศ. 2558 สิ่งที่น่าสนใจคือครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียว ครัวเรือน 1 รุ่นและครัวเรือนข้ามรุ่นกลับมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี พ.ศ. 2558 ครัวเรือนแบบอยู่คนเดียวมีสัดส่วนเกือบถึงร้อยละ 20 ของครัวเรือนทั้งหมด ครัวเรือน 1 รุ่นมีสัดส่วนถึงร้อยละ 23 ของครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนข้ามรุ่นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 2.2 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดในปี พ.ศ. 2533 เป็นร้อยละ 5.2 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดในปี พ.ศ. 2558 สำหรับสัดส่วนของครัวเรือนข้ามรุ่นในแต่ละภาคของประเทศไทยพบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนครัวเรือนข้ามรุ่นสูงที่สุด รองลงมาคือ ภาคเหนือ ส่วนภาคกลาง ภาคใต้และกรุงเทพมหานครมีสัดส่วนครัวเรือนข้ามรุ่นที่ต่ำ

รูปแบบครัวเรือนมีความเชื่อมโยงกับความอยู่ดีมีสุขของสมาชิกครัวเรือน ซึ่งสะท้อนในตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่าย รายได้ เงินโอน การช่วยเหลือจากรัฐบาล รวมทั้งการกู้ยืมเงิน โดยครัวเรือนข้ามรุ่นมีรายได้ต่อหัวและค่าใช้จ่ายต่อหัวน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับครัวเรือนประเภทอื่น อีกทั้งครัวเรือนข้ามรุ่นมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อหัวและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาต่อหัวน้อยกว่าครัวเรือนประเภทอื่น อื่น ในทางกลับกันครัวเรือนข้ามรุ่นได้รับเงินโอนจากภายนอกครัวเรือนมากที่สุดและมีหนี้ต่อหัวมากที่สุด ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลน้อยที่สุด และมีแนวโน้มที่จะกู้ยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้านมากที่สุด โดยจากข้อมูลทำให้เชื่อได้ว่า ครัวเรือนข้ามรุ่นน่าจะมีความอยู่ดีมีสุขที่ด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนประเภทอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากครัวเรือนข้ามรุ่นมีการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์น้อยกว่าครัวเรือนประเภทอื่น เห็นได้จากการใช้จ่ายทางด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาลที่น้อยกว่าครัวเรือนอื่นที่มีเด็กและผู้สูงวัยอาศัยอยู่ อีกทั้งแนวโน้มในการสร้างหนี้จากการกู้ยืมจากกองทุนหมู่บ้านบ่งชี้ถึงภาระทางการเงินในอนาคตของครัวเรือนข้ามรุ่นที่อาจมีมากกว่าครัวเรือนประเภทอื่นด้วย นอกจากนั้นยังพบว่าปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อความน่าจะเป็นในการเป็นครัวเรือนข้ามรุ่น ได้แก่ สัดส่วนของสมาชิกครัวเรือนที่ว่างงาน อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในพื้นที่ภูมิลำเนา

จากการที่ครัวเรือนข้ามรุ่นมีสมาชิกครัวเรือนที่ประกอบไปด้วยเด็กและผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในวัยพึ่งพิง โดยรายได้ส่วนใหญ่ของครัวเรือนมาจากเงินโอนจากภายนอกครัวเรือน ดังนั้น เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (economic shocks) ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่เกิดเฉพาะครัวเรือน เช่น การเจ็บป่วย การตกงาน หรือ เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงที่เกิดกับทุกครัวเรือนในพื้นที่เดียวกัน เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติครัวเรือนข้ามรุ่นจึงมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงมากกว่าครัวเรือนประเภทอื่น ๆ โดยเมื่อแบ่งประเภทของการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงออกเป็นสี่ประเภท ได้แก่ ภัยธรรมชาติ ปัญหาด้านการเกษตร ปัญหาด้านการจ้างงาน และปัญหาอื่นๆ ผลการศึกษาจากการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของรายได้ในครัวเรือนที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง พบว่าครัวเรือนข้ามรุ่นมีความเปราะบางมากกว่าครัวเรือนประเภทอื่น และพบว่าครัวเรือนข้ามรุ่นมีความเปราะบางทางด้านรายได้ในภาคการเกษตรต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเผชิญกับปัญหาด้านการเกษตร อย่างไรก็ตามครัวเรือนข้ามรุ่นอาจชดเชยหรือทดแทนรายได้จากผลกระทบภาคการเกษตรด้วยรายได้ที่มาจากการรับจ้างนอกภาคการเกษตร ดังนั้น หากครัวเรือนข้ามรุ่นมีทางเลือกในการทำงานหรือแหล่งรายได้ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น ก็จะมีความเปราะบางน้อยลงเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

กล่าวโดยสรุป ผลการศึกษาจากงานวิจัยความอยู่ดีมีสุขและปัจจัยทางเศรษฐกิจของครัวเรือนข้ามรุ่นในไทยชี้ให้เห็นว่าการเกิดครัวเรือนข้ามรุ่นเป็นผลสืบเนื่องจากการเหลื่อมล้ำในเชิงพื้นที่ ส่งผลให้แรงงานอพยพเข้าสู่เมือง ในขณะเดียวกันด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจแรงงานที่มีรายได้ไม่มากนัก ไม่สามารถที่จะเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเองได้ จำเป็นต้องส่งหลานไปให้ผู้สูงอายุดูแล โดยจะเห็นได้จากในพื้นที่ที่มีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำจะมีสัดส่วนครัวเรือนข้ามรุ่นสูง นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังพบว่าครัวเรือนข้ามรุ่นมีความอยู่ดีมีสุขที่ด้อยกว่าครัวเรือนประเภทอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการศึกษา อีกทั้งครัวเรือนข้ามรุ่นยังมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงโดยเฉพาะเมื่อประสบกับปัญหาทางการเกษตร

จากสถานการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นงานวิจัยชิ้นนี้ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังต่อไปนี้ แนวทางแรก ควรมีนโยบายที่ช่วยปรับปรุงความอยู่ดีมีสุขของสมาชิกที่อาศัยในครัวเรือนข้ามรุ่นในปัจจุบัน โดยผู้สูงอายุที่เป็นผู้เลี้ยงดูหลักในการดูแลหลานควรได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายทางการศึกษาและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของเด็ก ทั้งนี้ การให้เงินอุดหนุนควรเน้นการให้สิทธิผู้ดูแลจริงในการเบิกจ่าย โดยอาจเน้นรูปแบบของ in-kind benefits หรือเน้นการเบิกจ่ายตรง (direct reimbursement) โดยใช้หมายเลขบัตรประจำตัวของ เด็ก เนื่องจากในบางกรณี (เช่น เงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูบุตรของผู้ใช้สิทธิประกันสังคม) พ่อแม่อาจมีการใช้สิทธิแต่ปู่ย่า/ตายายที่ดูแลเด็กอาจไม่ได้รับเงินนั้น นอกจากนี้ การเข้าถึงการ รักษาพยาบาลของผู้สูงวัยที่อาศัยในครัวเรือนข้ามรุ่นก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญเช่นกัน แนวทางที่สอง ควรมีนโยบายที่ช่วยลดการเกิดครัวเรือนข้ามรุ่นในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มจะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจมากกว่า โดยในระยะสั้นรัฐควรเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านการเลี้ยงดูบุตรของแรงงานที่มีการย้ายถิ่นมาทำงานในพื้นที่เมือง ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของการอุดหนุนและควบคุมคุณภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กเล็กให้ผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางสามารถเข้าถึงได้ ในระยะยาวรัฐควรศึกษามาตรการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่และลดแรงจูงใจในการย้าย ถิ่นโดยสนับสนุนการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในพื้นที่ชนบท เพื่อให้แรงงานสามารถอยู่ในภูมิลำเนาของตนได้โดยไม่ต้องอพยพไปทำงานที่อื่น

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ความอยู่ดีมีสุขและปัจจัยทางเศรษฐกิจของครัวเรือนข้ามรุ่นในไทย”

หัวหน้าโครงการ : ภัททา เกิดเรือง
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

00:00
00:00
Empty Playlist