ปก1200 800

ปรับตัวอย่างไรในวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำ?

คุณเคยลองนึกดูไหมว่า ถ้าวันหนึ่งคุณไม่มีน้ำใช้แล้วจะเป็นอย่างไร? ในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของประชากร การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของชุมชนเมือง นับเป็นปัจจัยที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำ ถูกนำมาใช้อย่างมากมาย ทั้งเพื่อการดำรงชีวิตและเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ๆ การขาดแคลนน้ำจึงถือเป็นปรากฏการณ์ที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา และนับเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อความเป็นอยู่และความอยู่รอดของประชาชน ทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น โดยสถาบันจัดการน้ำระหว่างประเทศ (IWMI) มีการประมาณการว่าในราวปี พ.ศ. 2568 ประชากรกว่า 2 ใน 3 ของประชากรโลกจะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ

ในอดีตวิกฤตการณ์น้ำที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ มักเป็นปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ตามวัฎจักรวงจรของธรรมชาติ ที่นับวันยิ่งจะรุนแรงขึ้น เพราะการขยายตัวของเมืองในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเหนือเขื่อนใหญ่ทั้งสองเขื่อนของไทย คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ในขณะที่ความต้องการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างก็ขยายตัวเช่นเดียวกัน ก่อให้เกิดภาวะการแย่งชิงน้ำ การปล่อยให้ความต้องการเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลาโดยไม่มีต้นทุนสำหรับผู้ใช้ ทำให้เกิดการใช้น้ำที่ฟุ่มเฟือยขาดประสิทธิภาพและเกิดมลพิษทางน้ำในระดับที่สูงกว่าปกติ และส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำ

ปัจจุบัน ปัญหาการขาดแคลนน้ำยังเกิดขึ้นนอกฤดูกาลด้วย โดยวิกฤตน้ำที่เรากำลังเผชิญมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปริมาณความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ปัญหาการจัดการน้ำในประเทศไทยที่สำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สถาบัน กติกา และองค์กรที่ดูแลการจัดการน้ำที่เคยใช้ในอดีตนั้นไม่เหมาะสมกับสภาพความต้องการใช้น้ำในปัจจุบัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในด้านของเศรษฐกิจและในด้านของสังคม

โดยความต้องการใช้น้ำในประเทศไทยนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 5 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ 1) การใช้น้ำเพื่อการเกษตรชลประทานและการปศุสัตว์ 2) การใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 3) การใช้น้ำในโรงงานอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว 4) การใช้น้ำในการผลิตไฟฟ้า และ 5) การใช้น้ำในการรักษาสมดุลนิเวศท้ายน้ำ การใช้น้ำในสามประเภทแรกถือเป็นกิจกรรมหลักของการใช้น้ำ โดยในปี 2559 มีปริมาณความต้องการใช้น้ำประมาณ 82.75 ลูกบาศก์กิโลเมตร โดยภาคกลางมีความต้องการใช้น้ำมากที่สุด รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ และความเข้มข้นของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการน้ำ ทั้งในบริเวณต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทำให้สถานการณ์การใช้น้ำของประเทศไทยเข้าสู่ภาวะตึงเครียดและเกิดปัญหาการจัดสรรน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการจัดหาน้ำให้กับประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล คือ การประปานครหลวง และอาจกล่าวได้ว่าน้ำประปาเป็นแหล่งน้ำแหล่งเดียวของประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ในการคำนวณเพื่อประมาณความต้องการน้ำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น มักใช้วิธีการทางคณิตศาสตร์ที่มีสมมติฐานว่า การเปลี่ยนแปลงมีปริมาณคงที่ตลอดเวลาและเป็นไปในลักษณะเส้นตรง และมีสมมติฐานในการคำนวณอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางสถิติประมาณการทางข้อมูลย้อนหลังของปริมาณการใช้น้ำ โดยเชื่อว่าความสัมพันธ์เหล่านั้นจะยังคงเป็นไปในอนาคต ซึ่งเป็นวิธีการคาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำโดยอยู่บนสมมติฐานว่าไม่มีการนำปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ใช้ข้อมูลสถิติของปริมาณการใช้น้ำที่ยาวนาน (จำนวนปีที่มากพอ) เพื่อหาค่าเฉลี่ยการใช้น้ำของประชากรรายคน จากนั้นจึงนำมาคำนวณร่วมกับข้อมูลประชากรจากทะเบียนราษฎร์เพื่อคาดประมาณปริมาณน้ำใช้ในปีต่อ ๆ ไป

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ตามแนวทางดังกล่าวนี้อาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากไม่ได้นำเอาปัจจัยอื่นมาร่วมคำนวณ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ค่าปริมาณความต้องการน้ำนั้นมีค่าไม่คงที่แน่นอนเสมอไป ทั้งนี้เพราะปริมาณความต้องการน้ำเป็นกิจกรรมอันเกิดจากคน ซึ่งพฤติกรรมของคนนั้นแปรเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมและปัจจัยภายนอก ที่มีผลกระทบจากปัจจัยที่กำหนดปริมาณความต้องการน้ำ เช่น จำนวนประชากร ขนาดของครัวเรือน สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม มาตรการการจำกัดการใช้น้ำ สภาพภูมิอากาศ ซึ่งอาจส่งผลให้การคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำไม่แม่นยำเท่าที่ควร

จากที่กล่าวไปข้างต้น บทความนี้จึงขอนำเสนอการศึกษาที่น่าสนใจในประเด็นนี้ โดยอ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยเรื่อง“โครงการแนวโน้มทางประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” ที่ได้ทำการศึกษาแนวทางในการคำนวณความต้องการน้ำ เพื่อประเมินความต้องการใช้น้ำที่น่าจะเกิดขึ้นจริงในอนาคต โดยเริ่มต้นจากการศึกษาสูตรในการประเมินความต้องการน้ำของประเทศต่าง ๆ จากทั่วโลกที่ใช้อยู่ว่ามีการดำเนินการอย่างไรและนำเอาปัจจัยอะไรบ้างมาเป็นตัวกำหนดความต้องการน้ำ และมีความแตกต่างจากของประเทศไทยอย่างไร จากนั้นจึงนำปัจจัยดังกล่าวที่มีความสอดคล้องกับประเทศไทยมาเทียบค่าและปรับจนได้เป็น“สูตรคำนวณปริมาณความต้องการน้ำประปา” โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนประชากรจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับตัวแปรอื่น ๆ ที่สำคัญและเป็นปัจจัยกำหนดความต้องการน้ำในอนาคต อันประกอบไปด้วย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ จำนวนประชากร ขนาดครัวเรือน รายได้ครัวเรือน ราคาค่าน้ำ และปริมาณน้ำฝน มาเป็นตัวแปรที่เอามาคำนวณความต้องการน้ำประปา ซึ่งทำให้การคำนวณเป็นไปอย่างแม่นยำใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การวางแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์เพื่อทำนายความต้องการน้ำ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงปี ค.ศ. 2018 – 2038 หรือในอีก 20 ปีข้างหน้า ว่าคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีปริมาณความต้องการใช้น้ำในจำนวนเท่าใด โดยในการศึกษาวิจัยได้มีการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และทำการสร้างภาพจำลองจากสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำจากการจำลองเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางประชากรในอนาคตขึ้น ซึ่งผลจากการสร้างแบบจำลองการคาดการณ์พบว่า ความต้องการน้ำจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 674 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2018 เป็น 692 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2020 และหลังจากนั้นความต้องการน้ำจะยังเพิ่มขึ้นอยู่  แม้เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ โดยคาดว่าความต้องการน้ำในครัวเรือนจะอยู่ที่ 723 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2025  และ 742 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2030 และเพิ่มสูงขึ้นถึง 754 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2038

ทั้งนี้ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น สาเหตุหนึ่งมาจากการขยายตัวของประชากรวัยแรงงานที่ส่วนใหญ่นิยมเข้ามาทำงานในเขตเมือง จึงทำให้เกิดการเพิ่มความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่อยู่อาศัยมากกว่าการขยายพื้นที่ออกไป ทำให้แนวโน้มความต้องการใช้น้ำมีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการขยายตัวการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและระบบสาธารณูปโภค เช่น การเชื่อมต่อของถนน ก็ทำให้พื้นที่บริเวณดังกล่าว เป็นบริเวณที่มีความหนาแน่นสูงและเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณค่าเฉลี่ยของการใช้น้ำสูงขึ้น จากสถานการณ์ข้างต้น การบริหารจัดการการใช้น้ำจึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อขนาดของประชากรแปรผกผันกับขนาดของทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศไทย

ซึ่งในงานวิจัยฉบับนี้ได้นำเสนอแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในหลายประเด็น ดังนี้ ประเด็นแรก ในเรื่องแนวทางในการคาดการณ์ปริมาณความต้องการน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการผลิตและจำหน่ายน้ำ ควรพิจารณาแนวทางที่ได้เสนอในรายงานเล่มนี้เป็นทางเลือก โดยนำปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญในการกำหนดความต้องการน้ำมาใช้ร่วมในการคิดคำนวณความต้องการใช้น้ำ เนื่องจากปัจจัยดังกล่าว เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดมาตรการที่สำคัญ อาทิ มาตรการด้านราคา และการอนุรักษ์น้ำ

ประเด็นต่อมา สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและผังเมือง ควรพิจารณาถึงประเด็นการกระจายระบบสาธารณูปโภคไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นส่วนขยายของเมืองหรือเป็นส่วนที่รองรับการเติบโตของเมืองเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการลดการกระจุกตัวของประชาชนในพื้นที่เล็ก ๆ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะแต่ระบบน้ำ แต่รวมไปถึงระบบอื่น ๆ เช่น ระบบการคมนาคมขนส่ง ระบบการดูแลสุขภาพ เพื่อให้เกิดความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในการใช้ชีวิต และจะเป็นการช่วยให้เกิดการพัฒนาเขตเศรษฐกิจในพื้นที่อื่นเพิ่มมากยิ่งขึ้น และเกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้นทั่วประเทศ

ประเด็นสุดท้าย ในเรื่องการใช้น้ำของผู้ใช้น้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาในรายละเอียดของพฤติกรรมการใช้น้ำของกลุ่มครัวเรือนที่มีการใช้น้ำเกินระดับความจำเป็นต่อการครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีรายได้สูง ด้วยการพิจารณาเพิ่มอัตราค่าน้ำให้สูงขึ้น เนื่องจากหากไม่มีการกำหนดแนวทางในการควบคุม ในอนาคตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองใหญ่ ๆ อื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำได้ รวมถึงควรมีการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยในการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลด้านการใช้น้ำและการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการประหยัดน้ำที่มีประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น เป็นต้น

ผลการศึกษาและข้อเสนอในการศึกษานี้ ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นทางเลือกในการดำเนินการ เนื่องจากในการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำ มีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องใช้ข้อมูลที่มีความใกล้เคียงกับความเป็นจริงอย่างมากที่สุด เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความสอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง และเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในอนาคต ทั้งนี้อาจมีกลไกในการสร้างความตระหนักในเรื่องการใช้ทรัพยากรน้ำให้แก่ประชาชนผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การรณรงค์ให้ประหยัดน้ำ การใช้มาตรการด้านราคาเพื่อสร้างแรงจูงใจในการประหยัดน้ำให้กับประชาชน ฯลฯ

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “แนวโน้มประชากรและความต้องการน้ำประปาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล”

หัวหน้าโครงการ : มาร์ก เฟิลแคร์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิค ตวงทอง จงเจริญ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist