RC20233-1.1

การตื่นตัวของไทยกับการบริหารจัดการน้ำ

น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญยิ่ง ทั้งต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากน้ำมีความสำคัญทั้งในฐานะที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุปโภคและบริโภค คุณภาพและความเพียงพอของน้ำจึงมีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต อีกทั้งน้ำยังถือเป็นปัจจัยการผลิตทั้งสำคัญทั้งในภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ แต่อย่างไรก็ตามแม้น้ำจะเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามากแต่ในอีกด้านหนึ่ง น้ำก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและสังคมเช่นเดียวกัน เช่น การเกิดขึ้นของน้ำท่วม หลายครั้งนำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของมวลประชากรจำนวนมาก

และจากการประมาณขององค์การยูเนสโกในปี 2559 พบว่า ประมาณร้อยละ 80 ของประชากรโลกยังอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงด้านน้ำ และในหลายประเทศทั่วโลกประชากรยังประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งน้ำที่มีคุณภาพซึ่งทำให้ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ดังนั้น วิธีการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติด้านน้ำ จึงมีความสำคัญและมีความท้าทายอย่างยิ่งที่รัฐบาลในแต่ละประเทศควรให้ความสำคัญ

ในส่วนของประเทศไทย จากข้อมูลการพัฒนาเศรษฐกิจของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาหลังประเทศไทยประสบวิกฤตการรณ์จากสามเหตุการณ์ คือ วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตการเงินโลก ความเสียหายจากน้ำท่วมหรือน้ำแล้งที่สร้างมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก เห็นได้จากมูลค่าความเสียหายจากภัยแล้งและน้ำท่วม ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ทำการประเมินไว้เมื่อปี 2559

สิ่งเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลง ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าความเสียหายจากภัยพิบัติด้านน้ำเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาของเศรษฐกิจของประเทศไทย

นอกจากปัญหาภัยพิบัติด้านน้ำแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น จากสาเหตุทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยในด้านอุปสงค์นั้น ปริมาณความต้องการใช้น้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การขาดความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ส่วนในด้านอุปทานจะเกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำที่สามารถนำมาจัดสรรได้ พบว่ามีปริมาณจำกัด ไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการประมาณอุปทานน้ำเพื่อการวางแผนและจัดสรร ยังมีความไม่แน่นอนที่มากพอ

ด้วยเหตุนี้เองในบทความนี้จะขอนำเสนอถึงการเตรียมการณ์ของไทยในการรับมือเรื่องน้ำ โดยจะเน้นกล่าวถึงการเกิดขึ้นของคณะกรรมการในด้านการจัดการน้ำและการมีหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการเรื่องทรัพยากรน้ำอย่าง ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ และ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำ 4 ภูมิภาค อันถือเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่คอยรักษาและเพิ่มความมั่นคงทางน้ำของไทย

การตื่นตัวของไทย

ทั้งนี้ก่อนที่เราจะไปกล่าวถึงการติดตามสถานการณ์น้ำของประเทศไทย สิ่งที่เราควรรู้ก่อนคือทำไมเราต้องสนใจเรื่องน้ำ ทั้งนี้เนื่องจาก เรื่องของน้ำนอกจากจะมีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแล้ว น้ำยังถือเป็นสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิในการเข้าถึง สิทธินั้นคือ สิทธิในทรัพยากรน้ำ หรือ Water Right  เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ที่เน้นว่าประชาชนต้องมีน้ำอย่างเพียงพอเพื่อดำเนินกิจกรรมประจำวันและดำรงชีวิต อีกทั้งเพื่อการเลี้ยงชีพและการพัฒนาประเทศ เช่น การเกษตรและปศุสัตว์ การกำหนดสิทธิในน้ำและการจัดสรรน้ำจึงมีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ

ที่ผ่านมาประเทศไทยเองก็มีการตื่นตัวเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยไทยมีการจัดตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นคณะกรรมการประจำกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights – ICESCR)เป็นสนธิสัญญาพหุภาคี ที่ได้ให้คำวินิจฉัยซึ่งถือเป็นการตีความบทบัญญัติที่สำคัญในการปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐภาคี ซึ่งมีสาระสำคัญ อธิบายถึงพันธกรณีของรัฐในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในประเทศที่เกี่ยวกับน้ำ

โดยพันธกรณีของรัฐภาคีนั้นก็มีด้วยกันหลายเรื่อง อาทิ ต้องมีการประกันว่ามีการกระจายหรือเข้าถึงทรัพยากรน้ำที่สะอาดให้ประชาชนได้รับอย่างพอเพียงและเท่าเทียมกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อการบริโภค อุปโภค และประโยชน์ทำกิน โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนี้ ประชาชนผู้ด้อยโอกาสควรได้มีส่วนในการจัดการน้ำ รัฐไม่ควรละเมิดสิทธิดังกล่าวโดยการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่จะเป็นการกีดกั้น หรือจำกัดสิทธิ หรือเข้าไปแทรกแซงการจัดสรรน้ำโดยพลการ ในขณะเดียวกัน รัฐมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มใด ละเมิดสิทธิดังกล่าวของประชาชน

เนื่องจากประเทศไทยมีเพียงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติที่กำหนดขึ้นทุกรอบระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไปในการกำหนดเป้าหมายและแนวทางเพื่อบริหารจัดการปัญหาต่างๆ อย่างยั่งยืน ดังนั้น คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จึงมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้น

โดยในแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ยุทธศาสตร์การจัดการคุณภาพน้ำ ยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ ทั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อวางกรอบนโยบายและแผนงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำของประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ดังกล่าวแล้ว ไทยยังมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ โดยกรมชลประทาน และ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำ 4 ภูมิภาคขึ้น

โดยในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ถือเป็นเป็นศูนย์บัญชาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งมีภารกิจหลักในการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงทางน้ำหลายประการ อาทิ เป็นศูนย์ที่คอยทำการรวบรวมข้อมูลปริมาณน้ำฝน ปริมาณกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำ และคุณภาพน้ำ จาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น คอยวิเคราะห์และพยากรณ์สถานการณ์น้ำจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ให้การสนับสนุนข้อมูลสถานการณน้ำต่อผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำในช่วงวิกฤตต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และรวดเร็ว และคอยประชาสัมพันธ์ และเฝ้าระวังเพื่อการเตือนภัยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

ในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการน้ำ 4 ภูมิภาคอันได้แก่ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นศูนย์กลางของตัดสินใจร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านข้อมูลข่าวสารและการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำ 4 ภูมิภาคมีพื้นที่ความรับผิดชอบ อาทิ จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ประชุมสรุปแนวทางการดำเนินงานและการบริหารจัดการน้ำ เผยแพร่ข้อมูลด้านการบริหารจัดการน้ำ  และทำการประเมินผลกระทบของแผนยุทธศาสตร์

นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการประเมินถึงความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อประเมินถึงปริมาณทรัพยากรน้ำว่าจะมีเพียงพอต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตหรือไม่ เพื่อทำการวางแผนการจัดหาปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอ ไม่ให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากรน้ำเหมือนในอดีต นอกจากนี้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำยังทำการขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านทรัพยากรน้ำ เช่น กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยา ในการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และมีประสิทธิภาพให้เกิดผลมากที่สุด

ทั้งหมดนี้ถือเป็นความพยายามของไทยในการวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้พร้อมรับกับสถานการณ์ต่างที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำควรทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องมีการทบทวนเป็นระยะ ๆ เพื่อให้นโยบายมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อลดความเสียหายจากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำของประเทศไทย-ทรัพยากรน้ำกับการพัฒนาเศรษฐกิจ”

หัวหน้าโครงการ : สุจริต คูณธนกุลวงศ์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิก ตวงทอง จงเจริญ
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist