น้ำคือชีวิต

การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของไทย

น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โดยเฉพาะมนุษย์ที่ใช้น้ำในทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

แต่ถ้า "น้ำ" ที่เหลืออยู่ ไม่เพียงพอที่จะใช้สอย เราจะใช้ชีวิตอย่างไร?

เล่าเรื่องน้ำ

น้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต ถึงแม้ว่าน้ำจะเป็นทรัพยากรหมุนเวียน แต่ 97 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำทั้งหมดบนโลกเป็นน้ำเค็มในมหาสมุทร มีเพียง 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด ซึ่งหากแบ่งน้ำจืดออกเป็น 100 ส่วน ประมาณ 68.7 ส่วน ถูกกักเก็บในรูปแบบของน้ำแข็ง หิมะ อีก 30.1 ส่วนเป็นน้ำใต้ดิน ประมาณ 0.9 ส่วน เป็นความชื้นในดินและชั้นบรรยากาศ 

จึงเหลือน้ำจืดเพียง 0.3 ส่วนเท่านั้นที่เป็นน้ำผิวดินที่สิ่งมีชีวิตสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ (USGS, 2016)

ในความเป็นจริง
พวกเรามี "น้ำ" ใช้ได้น้อยกว่าที่คิด

#2

สถานการณ์น้ำโลก

ทุก ๆ 8 วินาที จะมี "คนตาย"
จากการขาดแคลนน้ำสะอาด สำหรับบริโภค

มีตัวเลขจากองค์การสหประชาชาติยืนยันว่าประชากร 1 ใน 5 ของโลกขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตจากโรคภัยที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการบริโภคถึงปีละ 27 ล้านคน หรือ 1 คนในทุก 8 วินาที 

.

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาเรื่องน้ำกลายเป็นวิกฤติโลก  มิใช่เพียงอัตราการเติบโตของประชากรโลกเท่านั้น หากยังเกิดจากการอพยพเข้ามาสู่สังคมเมืองมากขึ้นภาคอุตสาหกรรมเติบโต รูปแบบของการบริโภคก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสัดส่วนการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นกว่าการบริโภคพืชผักผลไม้ 

.

ซึ่งการผลิตสัตว์นั้นจำเป็นต้องใช้น้ำมากกว่าการผลิตพืชกล่าวคือ การผลิตเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัมใช้น้ำ 3,000 – 15,000 ลิตร ในขณะที่การผลิตข้าว 1 กิโลกรัมใช้น้ำเพียง 1,000 ลิตร อีกทั้งมลพิษทางน้ำที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม อันขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้ความรุนแรงของวิกฤติน้ำเพิ่มสูงขึ้น

.

 สถาบันจัดการน้ำระหว่างประเทศ (IWMI) ประมาณการว่าในราวปี ค.ศ. 2025 ประชากร 4,000 ล้านคน ใน 48 ประเทศ (2 ใน 3 ของประชากรโลก) จะเผชิญกับปัญหาความขาดแคลนน้ำ ในขณะที่ธนาคารโลกประมาณการว่า 30 ปีข้างหน้า ประชากรครึ่งหนึ่งของโลก จะประสบกับภาวะขาดแคลนน้ำหากยังคงมีการใช้น้ำที่ฟุ่มเฟือยอย่างเช่นในปัจจุบัน

หากประชากรโลกยังใช้ "น้ำ" อย่างฟุ่มเฟือยเหมือนในปัจจุบัน

ในอนาคตคงหนีไม่พ้น
"วิกฤติการขาดน้ำ" อย่างแน่นอน...

#3

สถานการณ์น้ำของไทย

ประเทศไทยในระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาได้เผชิญปัญหาเกี่ยวกับน้ำอย่างต่อเนื่อง อาทิ สถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรง ปริมาณน้ำสำรองในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่เพียงพอ ปัญหาแหล่งน้ำเสื่อมโทรม และปนเปื้อนสารพิษอันมีสาเหตุมาจากชุมชนเมือง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม รวมทั้งอุทกภัยรุนแรงที่เกิดขึ้น

ซึ่งวิกฤตน้ำดังกล่าวที่เกิดขึ้นได้สร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการดำรงวิถีชีวิตของประชาชนอย่างมหาศาล และมีแนวโน้มความรุนแรงเพิ่มขึ้น  โดยสาเหตุดังกล่าวนั้นเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งขาดการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ปริมาณความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการใช้น้ำ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน

สถานการณ์น้ำของประเทศไทยผันผวนสูง
เนื่องจาก Climate Change

สถานการณ์น้ำแล้ง น้ำท่วม ที่มีความรุนแรงและความถี่ในการเกิดมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ(Climate Chamge) ที่เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้สถานการณ์น้ำของประเทศไทยมีความผันผวนมากขึ้น การติดตามข้อมูลและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นกระบวนการสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อนำมาพัฒนา ปรับปรุง และกำหนดนโยบายในการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ

#4

"น้ำ" กับงานวิจัย

จากงานวิจัยพบว่า ประเทศไทยมีปริมาณฝนรายปีเฉลี่ย 1,455 มิลลิเมตร แต่กลับมีที่กับเก็บน้ำได้เพียง 78,747 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำจากทุกภาคส่วน ทำให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง

 

โดยภาคการเกษตรมีปริมาณการใช้น้ำสูงที่สุดถึง 75 % สร้างรายได้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม(GDP)ของประเทศได้เพียง 10% และในภาคอุตสาหกรรมและการบริการมีปริมาณการใช้น้ำน้อยที่สุด (3%) แต่กลับมีสัดส่วน GDP ถึง 30% ส่วนในภาคบริการและภาคอุปโภคของครัวเรือน มีสัดส่วนของ GDP มากที่สุด 60% ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะช่วยให้เราประเมินสถานการณ์น้ำและหาวิธีบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

8 แนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำ

จากแนวโน้มความต้องการน้ำที่มีสูงขึ้น ตรงข้ามกับปริมาณน้ำที่นับวันจะมีให้ใช้สอยได้น้อยลง ประเทศไทยจำเป็นต้องหาแนวคิดและเครื่องมือการจัดการน้ำใหม่ มุ่งเน้นการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหา นักวิจัยได้เสนอ 8 แนวคิดและเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นจากปัญหาการจัดการน้ำในอนาคต 

มองน้ำให้เป็นเศรษฐศาสตร์
เพื่อการพัฒนาที่เป็นธรรม
และมีประสิทธิภาพ

ในความเป็นจริงแล้ว น้ำมีมูลค่า ในอดีตเราคิดเสมอว่าน้ำเป็นของฟรี และมีน้ำใช้เหลือเฟือ เพราะประเทศไทยมีฝนตกตลอดทั้งปี แต่เมื่อน้ำเริ่มขาดแคลน และมีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ขณะที่น้ำที่เก็บได้มีอยู่เท่าเดิมและการสร้างเขื่อนเป็นไปได้ยาก ทำอย่างไรที่จะใช้น้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

วันนี้จึงต้องมองน้ำเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง และการพิจารณาลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำจะต้องพิจารณาบนข้อมูลเดียวกัน เพราะน้ำเชื่อมโยงกับทุกอย่าง เช่น การทำนาเราไม่เคยคิดว่าน้ำเป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง เหมือนค่าแรงงานหรือค่าปุ๋ย แต่การปลูกข้าวต้องใช้น้ำจำนวนมาก ขณะที่ผลผลิตข้าวขายได้ในราคาถูก ต่างจากผลผลิตที่ได้จากภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ที่มีสัดส่วนใช้น้ำน้อยกว่า แต่มีมูลค่าสูงกว่าและสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก

ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำควรใช้หลักการเพิ่มผลิตภาพของน้ำ (Water productivity) เช่น มีมาตรการเพิ่มมูลค่าของผลผลิต หรือลดความต้องการใช้น้ำ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน

ค่าน้ำประปา
ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ?

“ปัจจุบันเวลาที่เราใช้น้ำจะไม่ค่อยคิดว่าตอนนี้น้ำในประเทศมีเพียงพอแค่ไหน และไม่รู้ว่าต้นทุนน้ำที่เกิดจากการผลิตน้ำประปาแต่ละครั้งนั้นมีราคาหรือมีมูลค่าสูงกว่าค่าน้ำที่เราใช้ในปัจจุบันอย่างไร ค่าน้ำประปาไม่เคยสะท้อนต้นทุนตรงนี้จริงๆเลย” 

“ที่ผ่านมาเราคุ้นชินว่าบ้านเรามีน้ำมากและคุ้นเคยกับการใช้น้ำที่มีราคาถูกมาตลอดจะเห็นว่าค่าน้ำประปาไม่มีการเปลี่ยนแปลงมานานหลายสิบปี จนอาจมองว่าน้ำไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่ในต่างประเทศจะเห็นว่าค่าน้ำหรือน้ำดื่มมีราคาแพงกว่าบ้านเรามาก ทำให้เขาใช้น้ำอย่างเห็นคุณค่า”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธีรนงค์ สกุลศรี จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

การจัดการน้ำด้วยเทคโนโลยีดาวเทียม

การจะนำแนวคิดการจัดการน้ำมาใช้ในการประเมินวางแผนและจัดลำดับความสำคัญเพื่อการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องพิจารณาทุกมิติ ทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ และการบริหารจัดการ

เรื่องของข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจในการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่จะทำให้สามารถจัดการกับสถานการณ์น้ำต่างๆ ไม่ว่าน้ำท่วม น้ำแล้ง หรือน้ำขาด

โดยปัจจุบันข้อมูลจากดาวเทียมซึ่งทั่วโลกมีนำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น อาทิ การติดตามพื้นที่น้ำท่วม การติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง และการประมาณปริมาณฝนจากข้อมูลดาวเทียม

“อัลกอริทึมประมาณการค่าฝน”
จากดาวเทียม แม่นยำ รวดเร็ว และครอบคลุมทั่วไทย

ปัญหาความไม่แน่นอนของฟ้าฝนที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้ไม่อาจคาดเดาได้ ประกอบกับระบบการพยากรณ์อากาศของไทยที่อาจเกิดความคลาดเคลื่อน เนื่องจากเป็นการพยากรณ์แบบกว้างๆ ไม่ได้ระบุเจาะจงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ซึ่งความคลาดเคลื่อนหรือไม่ชัดเจนนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติทั้งอุทกภัย น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม และภัยแล้ง 

จึงเป็นที่มาของการพัฒนาการประมาณค่าหยาดน้ำฟ้า หรืออัลกอริทึม และ WMApp หรือ Worldmeteorology Application ที่ให้ผลการพยากรณ์อากาศที่มีความแม่นยำขึ้น ในโครงการพัฒนาระบบรับรู้ระยะไกลหยาดน้ำฟ้าจากดาวเทียม เพื่อผลิตแผนที่แสดงปริมาณฝนที่มีความถูกต้องแม่นยำสูงครอบคลุมประเทศไทย เพื่อใช้ในการเตือนภัยธรรมชาติและการบริหารจัดการน้ำ

#5

การจัดการ "น้ำ" โดยชุมชน

“ปัญหาการจัดการน้ำ” ไม่ใช่ปัญหาของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไขโดยเฉพาะคนในพื้นที่ ที่คลุกคลีอยู่กับปัญหา เพราะไม่มีใครที่จะมาเข้าใจและรู้ซึ้งถึงปัญหาได้ดีเท่าคนในชุมชนเอง ซึ่งมีหลายพื้นที่ในประเทศไทย ที่ภายในชุมชนลุกขึ้นมาร่วมมือกันจัดการปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ด้วยตัวเอง จนเป็นพื้นที่ต้นแบบในการจัดการน้ำให้กับพื้นที่อื่น ๆ

อ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย
ชุมชนต้นแบบจัดการน้ำด้วยงานวิจัย

งานวิจัยคืนความสุขให้ชุมชน

‘งานวิจัย’ ช่วยคืนความสุขให้กับชุมชนพื้นที่ “อ่างเก็บน้ำห้วยสงสัย” ต.เขากระปุก อีกครั้ง หลังคนในชุมชนเกิดปัญหาความขัดแย้ง ทะเลาะ แย่งชิงน้ำใช้กันอย่างรุนแรงมายาวนาน ยุติลงได้ด้วย ‘แนวทางการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อท้องถิ่น’ ชี้ หลังทำงานวิจัย ชาวบ้านเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีคิด เกิดจิตสำนึกในการใช้น้ำแบบแบ่งปัน โดยใช้ฐานข้อมูลในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ผลสำเร็จ นับเป็นต้นแบบชุมชนบริหารจัดการน้ำที่น่าสนใจ

"บ้านผาสุข" ต้นแบบการจัดการน้ำบนที่สูง
แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยงานวิจัย

"บ้านผาสุข"
สุขจากการทำวิจัย

‘บ้านผาสุข’ ชุมชนเล็กๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่กว่า 130 ครัวเรือน ตั้งอยู่ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีสถานที่สำคัญคือเป็นที่ตั้งของโครงการพระราชดำริศูนย์ภูฟ้า ด้วยสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน ผู้คนในหมู่บ้านผาสุขจึงยังคงพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และเป็นแหล่งอาหาร โดยเฉพาะแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีลำห้วยน้อยใหญ่กว่า 20 ลำห้วยอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านรวมถึงลำน้ำว้าและลำน้ำมางไหลผ่านหมู่บ้าน ที่ถือว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน โดยเฉพาะการใช้น้ำจากแหล่งน้ำในผืนป่าธรรมชาติที่ยังคงอุดมสมบูรณ์และยังเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ กระทั่งปี พ.ศ.2545 ชุมชนเริ่มประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง จนเกิดการแย่งชิงน้ำเพื่อใช้อุปโภคบริโภค เพราะชุมชนไม่เห็นข้อมูลที่แท้จริงของปัญหาในเรื่องของการจัดการน้ำในชุมชน

“น้ำบ่อตอก”
นวัตกรรมในการจัดการน้ำแบบบ้านบ้าน

“น้ำบ่อตอก” ทางออกเกษตรกรบ้านนางอย-บ้านโพนปลาโหล ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร เพื่อการบริหารจัดการน้ำสำหรับการปลูกพืชฤดูแล้ง หลังพบว่าปริมาณน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยค้อเริ่มไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรจากการขยายพื้นที่ทำการเกษตรนอกคลองส่งน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยชุมชนเปิดใจใช้งานวิจัยเข้ามาแก้ปัญหา ลดความขัดแย้ง และยังช่วยทำให้ค้นพบภูมิปัญญาท้องถิ่น นำมาสู่การรื้อฟื้นน้ำบ่อตอกนวัตกรรมการจัดการน้ำของชุมชนได้มีน้ำใช้ตลอดปี

"คบ.ท่อทองแดง" ต้นแบบการใช้งานวิจัยและนวัตกรรม
ในการบริหารจัดการน้ำระดับชลประทาน

“เพราะความไม่สมบูรณ์
เราจึงถูกเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่อง”

“เพราะความไม่สมบูรณ์เราจึงถูกเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่อง” นายสมเกียรติ อุปการะ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร เปิดเผยว่า “ เหตุผลที่กรมชลประทานเลือกพื้นที่นี้ เพราะเป็นโครงการเปิดใหม่ มีพื้นที่ชลประทานมาก ระบบฐานข้อมูลมีน้อย เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีน้อย และมีปัญหาอุปสรรคค่อนข้างมาก หากทำวิจัยประสบความสำเร็จ ทุกโครงการชลประทานในประเทศไทยก็น่าจะประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน และสาเหตุที่สำคัญอีกประการที่ทำให้ คบ.ท่อทองแดงถูกเลือกให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ เพราะระบบชลประทานที่นี่ไม่สมบูรณ์ ใช้ระบบคลองธรรมชาติเป็นระบบชลประทาน ที่สำคัญแหล่งน้ำต้นทุนของโครงการท่อทองแดง คือ การรับน้ำมาจากเขื่อนภูมิพล ซึ่งมีผู้ร่วมใช้น้ำเป็นจำนวนมากกว่า 20 จังหวัดตลอดสายตั้งแต่จังหวัดตากไปจนถึงอ่าวไทย ดังนั้น หากเราประหยัดน้ำเขื่อนภูมิพล ที่ คบ.ท่อทองแดงประหยัดได้ จะเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่อีก 20 กว่าจังหวัดท้ายน้ำ

เมื่อชุมชนใช้เกษตรอินทรีย์
แก้ปัญหาน้ำเสีย
คลองดำเนินสะดวก

ชุมชนชาวดำเนินสะดวก ต่อยอดงานวิจัย นำแนวคิดการปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาทดลองทำในพื้นที่ เพื่อช่วยลดการสะสมสารพิษและดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมของชุมชน หลังพบเกษตรกรมีการใช้สารเคมีมากเกินขนาด อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียในคลองดำเนินสะดวก

“ การจะเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ชาวบ้านคุ้นเคย หรือเลิกใช้เคมีทันทีนั้นเป็นไปได้ยาก ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เราต้องให้ความรู้สร้างความเข้าใจให้กับชุมชนก่อน โดยเริ่มจากการลงมือทำให้เห็นสนับสนุนให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมและทดลองทำ แรกๆ ก็ถูกต่อต้าน แต่หลังจากทำมา 1 ปี ปัจจุบันเริ่มมีคนในชุมชนรู้จักการทำเกษตรอินทรีย์บ้างแล้ว สิ่งที่เราทำกันในวันนี้ เพื่อต้องการสื่อให้ชุมชนได้เข้าใจว่าเพียงแค่การได้บริโภคข้าวอินทรีย์นอกจากเพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว ส่วนหนึ่งยังช่วยรักษาคุณภาพของคลองดำเนินสะดวกได้อีกด้วย”

นายพิพัฒน์ รุ่งกานต์วิวัฒน์ นักวิจัยชาวบ้าน

หนองมะโมงโมเดล
แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำ และเกษตรจังหวัดชัยนาท

“อำเภอหนองมะโมง เวลาแล้งก็แล้งจัด ไม่มีน้ำเลยสักหยด เวลาท่วมก็ท่วมจนจมมิด เพราะความลาดชันของพื้นที่ทำให้เมื่อน้ำเหนือไหล่บ่าลงมาจากจังหวัดอุทัยธานีทางวังตะเคียนมีความรุนแรงและไหลผ่านลงสู่อำเภอวัดสิงห์อย่างรวดเร็ว เพราะในพื้นที่ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำหรือแก้มลิง จนได้รับฉายาว่า “ดินแดนอีสานแห่งภาคกลาง” แต่ปัจจุบันเริ่มมีหน่วยงานองค์กรต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงานด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่เรียกว่า สระเก็บน้ำ 400 ไร่ และแนวคิดการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน ในฐานะพื้นที่นำร่องหรือหนองมะโมงโมเดล” 

นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหนองมะโมง

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เราไม่สามารถใช้ "น้ำ" ได้เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว
ถึงเวลาแล้วที่ "พวกเรา" ต้องเห็นคุณค่าของน้ำมากกว่านี้
และใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

00:00
00:00
Empty Playlist