RC20337-1.1

มาตรการผ่อนปรนด้านแรงงานไร้ฝีมือจากกลุ่มประเทศอาเซียน : ผลกระทบต่อไทย

ในปัจจุบันนี้ แรงงานไร้ฝีมือยังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานเป็นหลัก เนื่องจากต้องใช้คนเป็นจำนวนมากในการทำงาน ประกอบกับการทำงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือของคนในประเทศมีแนวโน้มลดลง ทำให้อุปทานแรงงานดังกล่าวมีน้อยลงในเวลาเดียวกัน จนทำให้การจัดหาแรงงานไร้ฝีมือเพื่อทดแทนแรงงานในประเทศจากประเทศเพื่อนบ้านสูงขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของประเทศไทย” จึงเกิดขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ และแนวทางในการปรับตัวรับมือของแต่ละอุตสาหกรรม โดยพิจารณาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการขนส่งและโลจิสติกส์

ผลกระทบจากมาตรการผ่อนปรนด้านแรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled Labor Liberalization) ระหว่างไทยกับประเทศในอาเซียน

  • การอนุญาตให้แรงงานไร้ฝีมือจากประเทศในกลุ่มประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียนเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2018 จนถึง ปี 2025 ทำให้อุปทานแรงงานไร้ฝีมือในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือในประเทศไทยลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (Business-as-usual: BAU)
  • ค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานไร้ฝีมือที่ลดลงส่งผลให้ราคาสินค้าของสาขาการผลิตที่พึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือเป็นหลักได้แก่ การค้าและโลจิสติกส์ บริการอื่น ๆ อุตสาหกรรมทอผ้า เครื่องนุ่งห่มและเครื่องหนัง การขนส่งทางน้ำ อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ ผลิตกระดาษและสิ่งพิมพ์ การขนส่งทางอากาศ และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ยาง และพลาสติก ลดลงตามไปด้วย
  • ราคาสินค้าที่ผลิตในประเทศในหลายสาขาการผลิตที่ลดลง ทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในเวทีการค้าโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกของสาขาการผลิตที่พึ่งพา แรงงานไร้ฝีมือเป็นหลักเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU)
  • เนื่องจากจำนวนประชากรและแรงงานในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทุกสาขาการผลิตของประเทศมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU) โดยอุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมอื่น ๆ และสาขาการผลิตด้านเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง เป็นสาขาการผลิตที่มีปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงที่สุดเป็น 3 อันดับแรก

  • การอนุญาตให้แรงงานไร้ฝีมือสามารถเข้ามาทำงานในประเทศ ยังส่งผลให้ประเทศไทยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้น โดยในปี 2025 กรณีที่มีมาตรการผ่อนปรนด้านแรงงาน ประเทศไทยจะมี GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.21 เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU) นอกจากนี้ ประชากรในประเทศไทยจะมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 410.08 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน
  • สำหรับภาคการขนส่งของประเทศไทยนั้น เมื่อพิจารณาความแตกต่างของความต้องการใช้ (อุปสงค์) บริการด้านการขนส่งแต่ละประเภทในกรณีแรงงาน เทียบกับกรณี BAU พบว่าบริการด้านการขนส่งแต่ละประเภท มีความต้องการเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน โดยในปี 2025 การขนส่งทางบกเป็นการขนส่งที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของความต้องการในการใช้ (อุปสงค์) เพิ่มขึ้นมากที่สุด ที่ร้อยละ 5.70 ตามด้วย การขนส่งทางอากาศและการขนส่งทางน้ำ โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.65 และร้อยละ 5.63 ตามลำดับ
  • ทุกภาคการขนส่งมีความต้องการแรงงานไร้ฝีมือเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี เนื่องจากแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ตั้งแต่ปี 2018 ตามข้อกำหนดของสถานการณ์จำลองทำให้อุปทานของแรงงานกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น และสามารถใช้ทดแทนความต้องการแรงงานมีฝีมือซึ่งมีอัตราการแข่งขันระหว่างสาขาการผลิตสูงได้
  • ภาคการขนส่งของไทยแต่ละประเภทจำเป็นต้องเพิ่มการสะสมทุน (capital accumulation) เพื่อสร้างระบบสาธารณูปโภค เพื่อรองรับการขยายตัวของปริมาณการขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่า ในปี 2025 ความต้องการทุนเพื่อการผลิตของภาคการขนส่งเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 4.12 เมื่อ เทียบกับกรณีฐาน (BAU)
  • เมื่อพิจารณาผลกระทบต่อการลงทุนทางตรงระหว่างประเทศ หลังมีการอนุญาตให้แรงงานไร้ฝีมือต่างด้าวสามารถเข้ามาทำงานได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ ปี 2018 จนถึง 2025 พบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI Inflow) ที่ไหลเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.17 ในปี 2025 เมื่อเทียบกับกรณีฐาน ขณะเดียวกันก็จะส่งผลให้ประเทศไทยมีการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (FDI Outflow) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 12.02 ในปี 2025 เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU) เช่นกัน

  • หากพิจารณาเงินลงทุนทางตรงระหว่างประเทศสุทธิ (FDI net) พบว่า ประเทศไทยมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิลดลง ซึ่งในปี 2025 ประเทศไทยมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิลดลง ร้อยละ 22.0 เทียบกับกรณีฐาน (BAU) เนื่องจากในช่วงที่มีการดำเนินนโยบายนี้ ประเทศไทยมีมูลค่าการออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจนเกือบใกล้เคียงกับมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลให้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิลดลง สะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของอุปทานแรงงานไร้ฝีมือไม่มีส่วนช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เกิดจากการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศมักเป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานมีฝีมือ แต่ได้ช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเนื่องจากค่าแรงของกลุ่มแรงงานมีฝีมือที่เพิ่มสูงขึ้น
  • การดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการอนุญาตแรงงานต่างด้าว ทำให้ประเทศไทยมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยลดลง โดยในช่วงปี 2018 ถึง 2021 ประเทศไทยมีอัตราผลตอบแทนของประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่ในช่วงปี 2022 ถึง 2025 ประเทศไทยมีอัตราผลตอบแทนของประเทศไทยลดลงซึ่งในปี 2025 ประเทศไทยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยลดลงร้อยละ 0.80 เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU)
  • การอนุญาตให้แรงงานไร้ฝีมือจากประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนเข้ามาทำงานในประเทศไทย ในช่วง ปี 2018 ถึง 2025 ส่งผลให้ปริมาณแรงงานไร้ฝีมือเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือของประเทศไทยลดลงอย่างชัดเจน พบว่า ในปี 2025 ประเทศไทยจะมีอัตราค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือลดลงร้อยละ 7.08 เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU) ขณะเดียวกันในช่วงเวลาที่ประเทศไทยดำเนินนโยบายนี้จะทำให้ ประเทศไทยมีอุปทานแรงงานไร้ฝีมือมากกว่าแรงงานมีฝีมือโดยเปรียบเทียบ เป็นผลให้ค่าจ้างแรงงานมีฝีมือของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2025 อัตราค่าจ้างแรงงานมีฝีมือของประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.85 เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU)

  • สาขาการผลิตที่มีการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาต่อหน่วยผลผลิต (ราคาสินค้า) ลดลงเมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU) เป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือมากกว่าแรงงานมีฝีมือ เนื่องจากอัตราค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือของประเทศไทยลดลง ส่งผลให้ราคาของสินค้าที่ผลิตจากอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือลดลงด้วยเช่นกัน
  • สำหรับภาคการขนส่งของประเทศไทยนั้น พบว่า มีเพียงการขนส่งทางบกที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาต่อหน่วยการผลิตเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (BAU) เนื่องจากการขนส่งทางบกของไทยมีการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือน้อยกว่าการขนส่งทางอากาศ และการขนส่งทางน้ำ
  • สำหรับผลกระทบต่อระดับค่าครองชีพของครัวเรือนในประเทศไทย พบว่า เมื่อประเทศไทยอนุญาตให้แรงงานไร้ฝีมือจากประเทศอื่นในกลุ่มสมาชิกอาเซียนเข้ามาทำงานในประเทศ ส่งผลให้ไทยมีระดับค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น โดยในปี 2025 พบว่าค่าครองชีพของคนในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.11 เทียบกับกรณีฐาน เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปโภคและบริโภค ได้แก่ สาขาเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง การแปรรูปอาหาร การขนส่งทางบก และการกลั่นน้ำมันมีระดับราคาของผลผลิตเพิ่มขึ้น

การเปิดเสรีด้านการค้า (Free Trade Agreement) พบว่านโยบายลดอัตราภาษีนำเข้า (Tariff) ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่ม ASEAN+6 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้นผู้ประกอบการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ จะได้รับประโยชน์จากปริมาณการนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ถึงความต้องการแรงงานในสาขาการขนส่งต่าง ๆ พบว่า ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเตรียมพร้อมโดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานในกลุ่มแรงงานมีฝีมือ ซึ่งการบริหารจัดการเป็นสิ่งที่จำเป็น ผู้ประกอบการไทยอาจเสียเปรียบทางด้านเทคโนโลยี บริษัทที่มีขนาดเล็กอาจไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทขนส่งต่างชาติได้ หรือแม้แต่กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ เช่น พนักงานขับ รถบรรทุก ก็มีแนวโน้มขาดแคลนเช่นกัน เนื่องจากมีค่าแรงไม่มากและสวัสดิการน้อย ทำให้แรงงานในประเทศเลือกประกอบอาชีพอื่น ประกอบกับกฎหมายที่ยังไม่อนุญาตให้แรงงานต่างชาติประกอบวิชาชีพนี้ ทำให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานพนักงานขับรถบรรทุกยิ่งมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การเกิดข้อตกลงการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ จะทำให้ปริมาณผู้ประกอบการขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งแปรผันตามปริมาณ การขนส่งที่เพิ่มขึ้น แต่อาจทำให้ธุรกิจประเภทตัวแทนของผู้นำเข้าและผู้ส่งออกมีกำไรที่ลดลง เนื่องจากการเกิดข้อตกลงทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานในการนำเข้าและส่งออกมีความซับซ้อนลดลงด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ : ดร.พงษ์สันธ์ บัณฑิตสกุลชั
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง คณพศ ภูวบริรักษ์
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist