thumbnail_tsunami

สึนามิ (Tsunami) คลื่นแห่งการทำลายล้าง

ก่อน วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 เชื่อว่าคนไทยน้อยคนนักจะรู้จักคลื่นแห่งการทำลายล้างที่เรียกว่า “ สึนามิ (Tsunami)” มันคืออะไร มันมีความรุนแรงขนาดไหน และมันเกิดมาจากอะไร ภาพนักท่องเที่ยววิ่งลงไปในทะเลเพื่อดูระดับน้ำที่ลดลงรวดเร็วอย่างผิดปกติ สื่อให้เห็นได้ชัดเจนว่าคนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจถึงเหตุภัยพิบัติชนิดนี้

จุดกำเนิดคลื่นสึนามิ

คลื่นสึนามิมีจุดกำเนิดจากจุดเกิดแผ่นดินไหวบริเวณเขตมุดตัว (Subduction zone) ซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อของแผ่นธรณีเคลื่อนที่เข้าหากัน (Convergent plate boundary) เมื่อแผ่นธรณีมหาสมุทรเคลื่อนปะทะกัน หรือชนเข้ากับแผ่นธรณีทวีป แผ่นมหาสมุทรซึ่งมีความหนาแน่นจะจมตัวลงสู่ชั้นฐานธรณีภาค ทำให้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่ระดับลึก โดยปกติต้องมีขนาดใหญ่กว่า 7.5 จึงทำให้เกิดสึนามิได้

เมื่อเปลือกโลกใต้มหาสมุทร ยุบตัวลงเป็นร่องลึกก้นสมุทร (Oceanic trench) น้ำทะเลที่อยู่ด้านบนก็จะไหลยุบตามลงไป ส่วนน้ำทะเลในบริเวณข้างเคียงมีระดับสูงกว่า จะไหลเข้ามาแทนที่แล้วปะทะกัน ทำให้เกิดคลื่นสะท้อนกลับในทุกทิศทุกทาง ไม่สามารถตรวจวัดได้ขณะอยู่ในทะเลเปิด แต่เมื่อเคลื่อนที่เข้าใกล้ชายฝั่งความสูงของคลื่นจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตามสภาพภูมิลักษณ์ของชายฝั่งนั้นๆ โดย 80 % ของ สึนามิที่เกิดทั้งหมดมักอยู่ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก

คลื่นสึนามิบริเวณประเทศไทย

ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ (ตำแหน่งทางวิชาการขณะนั้น) หัวหน้าโครงการวิจัย “การจัดการองค์ความรู้เพื่อลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิสำหรับบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดภูเก็ตและพังงา” ให้ความเห็นว่า ประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ต่างมีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวและสึนามิ เนื่องจากอยู่ในแนวมุดตัวของเปลือกโลก หรือ บริเวณรอยเลื่อนที่ยังมีพลัง และอยู่ติดชายฝั่งทะเลทางด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นน้ำขนาดใหญ่ ครอบคลุมเนื้อที่ถึงประมาณ 1 ใน 3 ของพื้นผิวโลก

วงแหวนแห่งไฟ

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ศ.เควิน เฟอลอง (Prof. Kevin Furlong) ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทยและประเทศในอาเซียนถือว่ามีความเสี่ยง เพราะอาจได้รับผลกระทบจากแผ่นเปลือกโลกบริเวณวงแหวนแห่งไฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมภูเขาไฟที่ยังมีพลังอยู่กว่า 452 ลูก และตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก มีความยาวกว่า 40,000 กิโลเมตร และมีลักษณะเป็นแนวโค้งแบบเกือกม้า โดยแนวของวงแหวนเริ่มจากอเมริกาใต้ทางชายฝั่งของเมริกาเหนือข้ามช่องแคบเบริง (Bering Strait) จนมาถึงญี่ปุ่นและลงมาใต้สุดที่นิวซีแลนด์

คลื่นสึนามิที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากแผ่นดินไหวที่บริเวณร่องลึกซุนดรา (Sundra trench) ที่เกิดการยุบตัวของเปลือกโลกบริเวณรอยต่อของแผ่นธรณีอินเดีย (Indian plate)​ กับแผ่นธรณีพม่า (Burma microplate) ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน 9.1 ริกเตอร์ โดยมีจุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา

การขยับตัวของรอยเลื่อนย้อนนี้ทำให้มีการยกตัวของพื้นมหาสมุทรอย่างฉับพลัน มวลน้ำที่อยู่เหนือตำแหน่งรอยเลื่อนมีการกระเพื่อมเป็นคลื่นน้ำ ก่อนที่จะขยายเป็นวงกว้าง โดยคลื่นน้ำจะเพิ่มความสูงมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ชายฝั่งในรูปแบบของคลื่นสึนามิ

เหตุการณ์นี้ทำให้คนตายมากกว่า 226,000 คน ตามชายฝั่งของมหาสมุทรอินเดีย ในจำนวนนี้เป็นคนไทยไม่น้อยกว่า 5,300 คน สูญหายมากกว่า 2,000 คน บาดเจ็บประมาณ 8,000 คน ส่วนอาคารบ้านเรือน โรงแรมที่พักเสียหายอย่างยับเยิน และพื้นที่ชายฝั่งทะเลไทยได้รับผลกระทบมากกว่า 475,000 ไร่

คลื่นสึนามิที่มีความรุนแรงแบบนี้จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกหรือไม่ ?

ภัยพิบัติจากคลื่นสึนามิในปี พ.ศ.2547 ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงทะเลอันดามันของประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าวิจัยระดับลึกโดยเฉพาะในศาสตร์ธรณีวิทยาสึนามิ รวมถึงหลายคนยังมีคำถามว่าคลื่นสึนามิมีความรุนแรงแบบนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกหรือไม่ในอนาคต

รศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์ (ตำแหน่งทางวิชาการขณะนั้น) หัวหน้าโครงการวิจัย “การติดตามการฟื้นฟูสภาพหาดทรายหลังจากเหตุการณ์สึนามิปี 2547 และการสำรวจสึนามิในอดีต ตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย” ให้ข้อมูลว่า “สึนามินอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นคลื่นแห่งการทำลายล้างแล้วแต่บางครั้งก็เป็นที่น่าสนใจในการใช้หลักฐานด้านตะกอนวิทยา บ่งบอกประวัติการเกิดสึนามิในอดีตได้ ช่วยให้เราเข้าใจว่าธรณีพิบัติภัยในพื้นที่นี้มีธรรมชาติอย่างไรเกิดขึ้นบ่อยเพียงไรและทำนายได้ว่าในอนาคตจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้เตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต”

จากการสำรวจพื้นที่ในงานวิจัย พบชั้นการสะสมตัวของตะกอนทรายที่คาดว่าจะเกิดจากสึนามิในอดีต โดยเฉพาะพื้นที่เกาะพระทอง จ.พังงา เป็นหลักฐานสำคัญว่าประเทศไทยเคยได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิครั้งใหญ่ที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อปี พ.ศ.2547 มาแล้วเมื่อประมาณ 600 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานการค้นคว้าที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จนได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์ “Nature” เมื่อเดือนตุลาคมปี พ.ศ.2551

เป็นการคลายความสงสัยและคลายความวิตกกังวลให้กับสังคมว่า การเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิเทียบเท่าเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ.2547 คงจะยังไม่เกิดในระยะเวลาอันสั้นหรือหากจะเกิดก็อีกยาวนานหลายชั่วอายุคน แต่ประเด็นสำคัญคือ ในช่วงระหว่างรอบเวลาที่คาดว่าจะเกิดสึนามิครั้งใหญ่นั้น ประเทศไทยมีโอกาสได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิในระดับเล็กถึงปานกลางได้อีกหลายครั้งเช่นกัน

คลื่นสึนามิ มาไม่บ่อยแต่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ

คลื่นสึนามิเกิดจากแผ่นดินไหว หากไม่มีระบบแจ้งเตือนสึนามิ อาจเกิดความเสียหายมาก

การตรวจจับคลื่นสึนามิไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากขณะที่เกิดขึ้นกลางมหาสมุทร คลื่นสึนามิมีฐานกว้างถึง 100 กิโลเมตร แต่สูงเพียง 1 เมตร อีกทั้งยังมีคลื่นผิวน้ำซึ่งเกิดจากกระแสลมวางซ้อนอยู่ด้านบนอีก ดังนั้นการสังเกตการณ์จากเครื่องบินหรือดาวเทียมจึงไม่สามาถพิสูจน์ทราบได้ การตรวจจับคลื่นสึนามิทำได้ด้วยการตรวจจับสัญญาณจากทุ่นลอยและเครื่องวัดคลื่นไหวสะเทือนเท่านั้น

ข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ระบุว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมีทุ่นลอยอยู่บริเวณหมู่เกาะนิโคบาร์ ห่างจากหมู่เกาะสุรินทร์ออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร ถ้าเกิดแผ่นดินไหวในทะเลเครื่องนี้ก็จะส่งสัญญาณไปที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และทางศูนย์ก็จะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังจังหวัดทางทางแถบทะเลอันดามันได้ทั้งหมด

นอกจากระบบเตือนภัยสึนามิที่ต้องมีการติดตั้งแล้ว มาตรการอื่นๆ ที่ควรดำเนินการเพื่อลดผลกระทบ คือ การทำแผนที่หลบภัย รวมถึงต้องมีมาตรการซักซ้อมอพยพด้วย ส่วนมาตรการด้านอาคารและที่หลบภัยก็ต้องถูกออกแบบให้เหมาะสมแต่ละพื้นที่ เช่น เขาหลัก จ.พังงา ควรสร้างแบบชั่วคราว ขณะที่บางพื้นที่เป็นชุมชนประมงขนาดใหญ่ เช่น บ้านน้ำเค็ม ควรสร้างแบบถาวร เป็นต้น

เราไม่อาจหยุดยั้งเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิได้ แต่เราสร้างความรู้เพื่อลดความสูญเสียจากเหตุร้ายได้ การเตรียมพร้อมรับมือและหาแนวทางป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยอาศัยบทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต โดยมีองค์ความรู้จากงานวิจัยเป็นเครื่องมือช่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกับประชาชนคนไทยในพื้นที่เสี่ยง

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“การจัดการองค์ความรู้เพื่อลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิสำหรับบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดภูเก็ตและพังงา”

หัวหน้าโครงการ

ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์

ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โครงการวิจัย

“การติดตามการฟื้นฟูสภาพหาดทรายหลังจากเหตุการณ์สึนามิปี 2547 และการสำรวจสึนามิในอดีต ตามแนวชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ

รศ.ดร.มนตรี ชูวงษ์

ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

00:00
00:00
Empty Playlist