RC20316 (ปกหน้า)

การสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ในอินโดแปซิฟิกกับสถานการณ์การค้าและการลงทุนของจีนในภูมิภาค

จีนมีความพยายามในการดำเนิน ยุทธศาสตร์ Going out strategy หรือการออกไปค้าขายและลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจการเมืองและกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง โดยมีโครงการเส้นทางสายไหมใหม่เป็นโครงการสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ ทำให้สถานการณ์การค้าและการลงทุนของจีนในพื้นที่ภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิศาสตร์สำคัญในการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งของจีนนั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านมา และมีสัญญาณที่ดีว่าการพัฒนาของภูมิภาคนี้ที่ร่วมกับจีนนั้น มีแนวโน้มที่ดีขึ้น

นับตั้งแต่การปฏิรูประบบเศรษฐกิจสู่ระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่เรียกว่า สังคมนิยมที่ใช้กลไกตลาด (Market Socialism) ในยุคของผู้นำเติ้งเสี่ยวผิง จนถึงปัจจุบันในยุคของสีจิ้นผิง จีนได้พัฒนาจนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา จีนได้ประกาศความฝันที่จะกลับมาเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง (China Dream of Great Rejuvenation) โดยตั้งเป้าหมายภายใน ค.ศ. 2049 หรือในโอกาสที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะครบ 100 ปี จีนจะเป็นประเทศที่ทันสมัย มั่งคั่ง เข้มแข็ง เป็นผู้นำโลกด้านการทหาร มีอิทธิพลในเวทีโลก ประชาชนมีความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง

กลยุทธ์สำคัญของจีนในการไปให้ถึงความฝันดังกล่าว คือ การสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจจีนไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ตามนโยบายเปิดประเทศ ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ในยุคผู้นำเติ้งเสี่ยวผิง และยุทธศาสตร์ Going out Strategy ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 – 11 (2001 – 2005) (2006 – 2010) โดยในปัจจุบันการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีนก็เน้นการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในรูปแบบทวิภาคี และพหุภาคีแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

อินโดแปซิฟิกและเอเชียใต้เป็นพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเชื่อมโยงจีนไปสู่ภูมิภาคอื่นภายใต้โครงการเส้นทางสายไหมใหม่

หนึ่งในโครงการสำคัญในการพัฒนาของจีนคือ โครงการ “Belt and Road Initiative” หรือ One Belt One Road: OBOR เส้นทางสายไหมทางบกและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นโครงการซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจเพื่อการสร้างชุมชนแห่งโชคชะตาร่วมกัน (The building of community of common destiny) เพื่อสร้างเครือข่ายคมนาคมผ่านประเทศต่าง ๆ ทางตะวันตก และภาคใต้ของจีน ประกอบด้วย เส้นทางสายไหมทางบก 3 เส้นทาง และ 1 เส้นทางสายไหมทางทะเล ครอบคลุมประเทศต่าง ๆ ที่ถือเป็นระเบียงเศรษฐกิจ 6 ระเบียงเศรษฐกิจ

อินโดแปซิฟิก หรือกลุ่มประเทศที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา บรูไน อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม เมียนมา ติมอร์-เลสเต และไทย และภูมิภาคเอเชียใต้ (8 ประเทศ ได้แก่ บังคลาเทศ ภูฎาน อินเดีย มัลดีฟ เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา และอัฟกานิสถาน) เป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญต่อโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงจีนไปยังภูมิภาคอื่น ๆ รวมทั้งภูมิภาคนี้ยังเป็นฐานการผลิตและตลาดที่สำคัญของจีนในทางเศรษฐกิจด้วย ทำให้จีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคอินโดแปซิฟิคอย่างยาวนาน ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ซึ่งความสัมพันธ์นี้มีแนวโน้มที่จะได้รับการพัฒนามากขึ้นเพื่อตอบโจทย์โครงการ BRI ของจีน

อินโดแปซิฟิกมีศักยภาพในการค้ากับจีนสูง มีมูลค่าการค้าขายเพิ่มขึ้นมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ยังคิดเป็นสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และประเทศในอินโดแปซิฟิกส่วนใหญ่มีการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง

ในภาพรวมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและประเทศต่าง ๆ ในอินโดแปซิฟิก ตลอดช่วงเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ได้ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากที่ในปี ค.ศ. 1995 มูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 22,470.93 ล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 มูลค่าการค้าก็เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 141,994.87 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี ค.ศ. 2017 อยู่ที่ 558,064.70 ล้านเหรียญสหรัฐ การก้าวกระโดดของมูลค่าการค้าในทุก 10 ปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการค้าระหว่างกัน แม้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอินโดแปซิฟิกมีสัดส่วนที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับการค้าระหว่างจีนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

หลายประเทศในอินโดแปซิฟิกเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในการค้ากับจีน คือมีสัดส่วนการค้าสูงกว่า 5% แต่ไม่เกิน 10% ของ GDP ประเทศ ประกอบไปด้วย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ขาดดุลการค้ากับจีนอย่างมาก และขาดดุลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามสัดส่วนการค้ากับจีน จากการนำเข้าสินค้ามากกว่าการส่งออกในหลายช่วงเวลา โดยในปี ค.ศ. 2017 อินโดแปซิฟิกขาดดุลการค้ากับจีนรวมอยู่ที่ 161,250.58 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงขึ้นมาถึง 40 เท่า จากมูลค่า 3,997.29 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 1995

การส่งออกของอินโดแปซิฟิกมีสัญญาณที่ดีคือ มีแนวโน้มว่าความได้เปรียบในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นกลาง และขั้นสูงไปสู่จีนนั้น มีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นในอนาคต

แม้ว่าการค้ากับจีนของประเทศในอินโดแปซิฟิกจะมีแนวโน้มขาดดุลมากขึ้น แต่พบว่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นกลาง เช่น เครื่องจักร และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ในอนาคตจึงมีแนวโน้มสูงขึ้น อาจมีส่วนช่วยให้ประเทศในอินโดแปซิฟิกมีความได้เปรียบในการค้าขายกับจีนมากขึ้นได้ในอนาคต ส่วนความได้เปรียบในการส่งออกสินค้าขั้นต้น เช่น ผลผลิตทางการเกษตร น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุ และอุตสาหกรรมทรัพยากรเข้มข้น เช่น สินค้าในอุตสาหกรรมการเกษตร ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่ามีแนวโน้มลดลง ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการค้าในอนาคตภายใต้โครงการการพัฒนาของจีน

ยุทธศาสตร์การลงทุนโดยตรงของจีนในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ ทั้งในแง่ของประเทศเป้าหมาย และประเภทอุตสาหกรรม

ในระหว่างปี ค.ศ. 2003 – 2017 พบว่าการลงทุนสะสมโดยตรงของจีน (Stock investment) และอัตราการเติบโตของเงินลงทุนที่จีนเข้าไปลงทุนในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน หากพิจารณาเฉพาะปี 2017 ประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนจากจีนสูงสุด ได้แก่ สิงคโปร์ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสะสมสูงถึง 4,568.09 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และลาว  มีมูลค่าการลงทุนสะสมอยู่ที่ 10,538.80 และ 6,654.95 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนต่ำสุด คือ ติมอร์ อยู่ที่ 174.17 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาคที่มีมูลค่าการลงทุนสะสมสูงกว่าภาคอื่น ๆ คือ พลังงาน และการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำการวิเคราะห์โดยแบ่งตามช่วงเวลา พบว่าสัดส่วนของมูลค่าการลงทุนในแต่ละด้านที่จีนเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยระหว่างปี ค.ศ. 2005 – 2007 เป็นช่วงเริ่มต้นการปกครองของผู้นำหูจิ่นเทา มูลค่าเงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในด้านพลังงานกว่าครึ่งหนึ่ง นอกนั้นเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมโลหะ การขนส่ง เทคโนโลยี และเคมี โดยมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ และวัตถุดิบจากประเทศผู้รับการลงทุนเป็นหลัก

ต่อมาระหว่างปี ค.ศ. 2008 – 2012 ถือเป็นช่วงปลายของการปกครองภายใต้ผู้นำหูจิ่นเทา สัดส่วนการลงทุนในด้านการขนส่งสูงขึ้น ในช่วงนี้จีนมีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และการเงิน ในช่วงสุดท้ายอยู่ภายใต้การปกครองของผู้นำสีจิ้นผิง ระหว่างปี ค.ศ. 2013 – 2017 สัดส่วนลงทุนสูงสุดกลับไปอยู่ในด้านพลังงาน ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมโลหะลดลง ฉะนั้น การลงทุนที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน คือ การขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ และโลจิสติกส์ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt One Road) ที่มีจุดประสงค์ในการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการค้าใน 3 ทวีป คือ เอเชีย แอฟริกา และ ยุโรป โดยในพื้นที่ที่เส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 พาดผ่านจะมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ ถนน ทางรถไฟ ท่อส่งก๊าซ และน้ำมัน

ความช่วยเหลือเพื่อการค้า (Aid for trade) อีกหนึ่งเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลของจีนสำหรับโครงการเส้นทางสายไหมใหม่

การขยายอิทธิพลของจีนไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ผ่านนโยบายต่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ไม่ได้เน้นไปที่การค้าระหว่างประเทศ หรือการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ในรูปแบบของการให้ความช่วยเหลือต่อประเทศต่าง ๆ ในหลายภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นความช่วยเหลือเพื่อการค้าเป็นหลัก (Aid for trade)

สำหรับประเทศแถบอินโดแปซิฟิก มูลค่าการให้ความช่วยเหลือของจีนเมื่อเปรียบเทียบกับทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 8.07 ของมูลค่ารวม ซึ่งอยู่ที่ 58,826.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 – 2014 การให้ความช่วยเหลือของจีนเกือบร้อยละ 90 เป็นความช่วยเหลือที่มีีความเกี่ยวข้องกับการค้า โดยประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือ ประกอบด้วย บังคลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา และเวียดนาม ประเทศที่มีมูลค่าความช่วยเหลือเพื่อการค้ามากที่สุด คือ ลาว รองลงมาเป็น อินเดีย และศรีลังกา ทั้งนี้ ภาคเศรษฐกิจที่จีนเน้นให้ความช่วยเหลือเพื่อการค้า คือ การผลิตพลังงานและการขนส่งและจัดเก็บสินค้า รูปแบบการให้ความช่วยเหลือที่สำคัญคือ การให้กู้ และการให้เครดิตเพื่อการส่งออก

หากเปรียบเทียบการให้ความช่วยเหลือระหว่างช่วงปี ค.ศ. 2003 – 2007 กับช่วงปี ค.ศ. 2008 – 2012 พบว่า มีการขยายตัวของความช่วยเหลือกว่า 5 เท่า เนื่องจากจีนให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม จีนได้ให้ความสำคัญกับประเทศลาวอย่างมาก โดยดูจากสัดส่วนความช่วยเหลือเพื่อการค้าที่ได้รับในสัดส่วนเกือบร้อยละ 40 ของมูลค่าทั้งหมด ในช่วงปี ค.ศ. 2013 – 2014 ความช่วยเหลือส่วนใหญ่ยังคงเป็นความช่วยเหลือเพื่อการค้าเป็นหลัก ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการเข้าไปแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติในด้านการผลิตพลังงานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศของจีนเอง อีกส่วนหนึ่งคือ การเข้าไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองโครงการริเริ่ม Belt and Road ที่จีนพยายามเดินหน้าในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ ในโลก ในช่วงดังกล่าวจีนได้ให้ความช่วยเหลือประเทศกลุ่มเอเชียใต้เป็นสำคัญ โดยเฉพาะปากีสถาน ที่จีนได้ให้ความช่วยเหลืออย่างมากในการให้กู้ และเครดิตเพื่อการส่งออก เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานน้ำ

สถานการณ์การค้าและการลงทุนของจีนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างมาก อันเป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน นี่จึงเป็นโอกาสที่สำคัญของประเทศในภูมิภาคในการกำหนดนโยบายการพัฒนาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากสถานการณ์การค้าและการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปของจีน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและบริบทใหม่ของประเทศจีนต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

หัวหน้าโครงการ : ณัฐพรพรรณ อุตมา
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก ณัฐวิมล อชินีทองคำ
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist