the-synthesis-of-trf-research-in-mae-hong-son-province-within-the-framework-of-sustainable-development

วิจัยอย่างไร ให้ใช้ได้จริง? กรณีศึกษางานวิจัยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนของ สกว.

ทุกวันนี้มีงานวิจัยเกิดขึ้นมากมายในหลากหลายสาขา แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า งานวิจัยเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงปฏิบัติได้จริงมากน้อยเพียงใด? บทความนี้จะขอยกตัวอย่างสถานการณ์การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ กรณีศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อครัวเรือนต่ำที่สุดในประเทศไทย ว่ามีข้อจำกัดมากน้อยเพียงใดในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ พร้อมนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ปัจจุบันสถานการณ์ความเป็นไปของโลกทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันขึ้นในหลายประเทศ ทั้งในระดับอาเซียน และระดับโลก ด้วยเหตุนี้เอง องค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศร่วมกัน โดยเน้นไปที่กระบวนการพัฒนาพื้นที่ที่ยั่งยืนอย่างมีเป้าหมาย (Localizing Sustainable Development Goals) จำนวน 17 เป้าหมายที่ครอบคลุมทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตมนุษย์ในโลก ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในช่วงระยะเวลา 15 ปี (พ.ศ. 2558 – 2573) เช่น การขจัดปัญหาความยากจน, ลดความไม่เท่าเทียมกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสร้างหลักประกันให้คนมีชีวิตที่มีคุณภาพและส่งเสริมสุขภาวะอนามัยที่ดี เป็นต้น

ในส่วนของประเทศไทย แม้จะมีการพัฒนาที่คำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันไทยก็ยังคงมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ยังเกิดขึ้นตามพื้นที่ต่าง ๆ โดยจากผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ได้ทำการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของทุกจังหวัดจากหน่วยงานของรัฐทั้งหมดพบว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้รับการจัดอันดับว่าเป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อครัวเรือนต่ำที่สุดในประเทศไทย

ข้อจำกัดในการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์: กรณีศึกษาจังหวัดแม่ฮ่องสอน

บทความนี้ขอหยิบยกประเด็นจากโครงการวิจัยเรื่อง “การสังเคราะห์งานวิจัยของ สกว. ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน” ซึ่งได้ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ผลการวิจัยของโครงการวิจัยที่ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนทั้งหมด มาประมวลให้เห็นถึงสถานภาพของความรู้ สถานการณ์ ลักษณะเฉพาะ ศักยภาพของพื้นที่และคน ตลอดจนปัญหาต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การตั้งรับและปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในบริบทโลกและภูมิภาค โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมการวิจัยในอนาคต

ที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาจังหวัดของรัฐ ตั้งแต่อดีตที่มีการส่งข้าหลวงจากเชียงใหม่มาปกครองจนเกิดเป็นจังหวัดแม่ฮ่องสอน กระทั่งมีการเปลี่ยนระบบการปกครองเป็นระบบรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง จึงได้มีการส่งข้าราชการมาปกครอง แต่อย่างไรก็ตาม แม่ฮ่องสอนก็ยังคงเป็นจังหวัดที่ยังมีภาพของมายาคติเรื่องความยากจนมาโดยตลอด เนื่องจากมีภูมิประเทศที่เป็นภูเขา ทำให้การสัญจรลำบาก เข้าถึงยาก อันเป็นอุปสรรคในการพัฒนา จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้รัฐบาลในยุคนี้มองเห็นความสำคัญของพื้นที่และต้องการแก้ไขปัญหาความยากจนมากขึ้น

ในปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลตามแผนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มีพื้นฐานมาจากโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเน้นให้มีการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายใต้แนวคิด “แม่ฮ่องสอน: มนต์เสน่ห์แห่งขุนเขา” (Mae Hong Son: The Valley of Charm) ที่เน้นพัฒนาไปสู่เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยวอย่างมีคุณค่า และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ตระหนักถึงปัญหาของการเร่งรัดพัฒนาจังหวัดแม่ฮ่องสอนในด้านต่าง ๆ จึงเข้ามาส่งเสริมและให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนระดับฐานราก และสร้างกลไกในการจัดการเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีโครงการวิจัยที่เกิดขึ้นหลายโครงการและหลายด้าน อาทิ ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การจัดการทรัพยากร/ที่ดิน, โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม, สมุนไพร, สุขภาพ,เกษตรกรรม, ความมั่นคงทางอาหาร, เศรษฐกิจชุมชน, การท่องเที่ยว, การค้าชายแดน, การศึกษา, การพัฒนาชุมชน, ธรรมาภิบาล, พลังงาน, แรงงานข้ามชาติ/ผู้ย้ายถิ่น, การแก้ปัญหาความยากจนและสาธารณูปโภค

อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาจังหวัดแม่ฮ่องสอนในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่ยังใช้ข้อมูลจากหน่วยงานราชการ ไม่ได้ใช้พื้นฐานความรู้จากผลงานวิจัยในการวางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนา ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลของงานวิจัยส่วนใหญ่ยังมีขอบเขตการรับรู้ที่อยู่ในกลุ่มประชาคมวิจัยเท่านั้น ยังไม่เคยมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ทั้งหมดที่เชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยของศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน และฝ่ายต่าง ๆ เพื่อประเมินผลลัพธ์และผลกระทบของโครงการวิจัยในภาพรวม รวมทั้งนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการวางแผนยุทธศาสตร์และแนวทางในการพัฒนาจังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากช่องว่างของการวิจัยซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายประการคือ ประการแรกความไม่สม่ำเสมอในพื้นที่ทำการวิจัย โดยจะสังเกตได้ว่างานวิจัยที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นมักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง ปางมะผ้า แม่สะเรียง และปาย แต่จะมีจำนวนน้อยมากในพื้นที่อำเภอแม่ลำน้อย และอำเภอสบเมย ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางของจังหวัด อีกทั้งงานวิจัยยังกระจุกตัวอยู่ในบางเรื่องเท่านั้น เช่น เศรษฐกิจ แต่ในบางเรื่องที่สำคัญเช่นกัน อาทิ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน ยังมีการศึกษาค่อนข้างน้อย

ประการที่สอง การทำงานที่ไม่ต่อเนื่องในพื้นที่ เช่น ในงานวิจัยที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา เมื่อนักวิจัยทำการวิจัยเสร็จสิ้น ก็หยุดทำวิจัย ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องในกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน

ประการที่สาม การขาดการติดตามและประเมินผลโครงการวิจัย กล่าวคืองานวิจัยส่วนใหญ่เมื่อทำเสร็จแล้ว มักไม่มีการติดตามผลและประเมินผลโครงการว่ามีการนำไปใช้ประโยชน์ตามความต้องการของชุมชนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่สำคัญ ๆ อาทิ ด้านการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยวโดยชุมชน การจัดการทรัพยากร ว่ามีการขยายผลหรือล้มเหลวอย่างไร เพื่อนำมาเป็นบทเรียนในการออกแบบโครงการงานวิจัยต่อไปในอนาคต

ประการที่สี่ การขาดกลไกการทำงานที่ต่อเนื่อง กลไกที่จะสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยที่มีข้อมูลคุณภาพจะต้องได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากภาควิชาการและภาคอื่น ๆ ซึ่งในส่วนนี้โครงการวิจัยในหลายโครงการยังคงติดปัญหาอยู่

และประการสุดท้ายคือ การขาดความเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยและผู้ใช้ประโยชน์งานวิจัย เนื่องจากในปัจจุบันการดำเนินงานของนักวิจัยที่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมมากนัก จนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างนักวิจัยและชาวบ้านในพื้นที่ ส่งผลให้ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยเท่าที่ควร เพราะรู้สึกว่าอ่านยาก ไกลตัว ซึ่งปัญหาเหล่านี้กลายเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งเลยที่ทำให้งานวิจัยไม่ค่อยถูกนำมาใช้ประโยชน์จริงในเชิงปฏิบัติ

 

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้สังเคราะห์ปัญหาและนำเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นข้างต้น ทั้งในเชิงนโยบายการวิจัยและเชิงกลไกในการวิจัย โดยในส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการวิจัย เห็นว่า ควรมีนโยบายการวิจัยด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะผลกระทบของนโยบายรัฐต่อการหลุดพ้นจากความยากจนของเกษตรกร ซึ่งควรมีการพิจารณาทั้งในบริบทสังคมและสิ่งแวดล้อมประกอบกัน เพื่อให้เกิดการสะท้อนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย ซึ่งอาจทำให้เห็นประเด็นปัญหาที่ต้องศึกษาและพัฒนาอย่างตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นว่านโยบายการวิจัยควรมีการเปิดระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในจังหวัด ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์และดำเนินการวิจัยร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดตามสถานการณ์ของพื้นที่ มากกว่าการวิจัยเฉพาะหน้าตามนโยบายของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

ในส่วนของข้อเสนอแนะเชิงกลไกในการทำวิจัย มีข้อเสนอคือ ประการแรก ควรมีการสร้างกลไกที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัด ซึ่งในส่วนนี้ภาครัฐเองอาจมีส่วนเข้ามาสร้างฐานข้อมูลการวิจัยในการใช้ประโยชน์สาธารณะในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เพื่ออำนวยให้การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ประการต่อมา ควรมีการส่งเสริมและพัฒนานักวิจัยระดับชุมชนและชาวบ้าน เพื่อเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งและมีภูมิต้านทานต่อการพัฒนา และควรมีการสนับสนุนเงินทุนให้มีการทำวิจัยโดยชุมชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาและสนับสนุนให้เกิดทีมนักวิจัยที่มีนักวิจัยชุมชน ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่องค์กรที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมกับนักวิจัยเฉพาะทาง เพื่อช่วยกันแสวงหาความรู้จากต่างมุมมองและความชำนาญ เพื่อให้ได้งานวิจัยที่มีคุณค่า สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประการสุดท้าย ควรมีการพัฒนาผู้บริหารหรือผู้จัดการงานวิจัย เพื่อให้งานวิจัยสามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

จากที่กล่าวมาข้างต้นอาจสรุปได้ว่า งานวิจัยนั้นนับเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในฐานะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวางแผนการพัฒนา เพราะนอกจากจะทำให้ทราบถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ และทราบถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการศึกษาวิจัยไปใช้วางแผนการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ หากเราสามารถสร้างกลไกในการผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง ก็จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของประเทศอย่างมากเลยทีเดียว ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าประเด็นเรื่องการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ถือเป็นเรื่องที่ผู้วิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “โครงการสังเคราะห์งานวิจัยของ สกว. ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนในกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน”

หัวหน้าโครงการ : รัศมี ชูทรงเดช
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิก ตวงทอง จงเจริญ
00:00
00:00
Empty Playlist