the-structural-shifts-in-international-trade

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าการลงทุนระหว่างประเทศกับภาคโลจิสติกส์ไทย

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าและการลงทุนในโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่สร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการส่งออก (Export-led Growth) และยังรับเงินลงทุนจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน ผลผลิต อุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำที่เกี่ยวข้อง ความต้องการทักษะแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องออกนโยบายเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้น รวมถึงการปรับตัวของภาคเอกชนทั้งอุตสาหกรรมและสถานประกอบการด้วย

โครงการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของประเทศไทย” เกิดขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการค้าและการลงทุนทางตรงระหว่างประเทศ ที่มีต่อภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศไทย

ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทย

  • การเติบโตของประชากร ในช่วงปี 2011 ถึง 2021 ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของประชากรเฉลี่ยประมาณร้อยละ 0.45 คิดเป็นอันดับที่ 6 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ ASEAN+6 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ อินเดีย) โดยเป็นรองประเทศอินเดีย ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และจีน คาดว่าในช่วงปี 2022 จนถึงปี 2025 ประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตของประชากรมากกว่าจีน โดยมีค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 0.3
  • การเติบโตของแรงงานไร้ฝีมือ ประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตของแรงงานไร้ฝีมือติดลบ กล่าวคือ อุปทานแรงงานไร้ฝีมือในประเทศไทยจะเริ่มลดลงเรื่อย ๆ นับตั้งแต่ปี 2011 โดยในช่วงปี 2011 ถึงปี 2017 ประเทศมีอัตราการลดลงของแรงงานไร้ฝีมือใกล้เคียงกับประเทศเกาหลีใต้ แต่หลังจากปี 2018 ถึงปี 2025 อัตราการลดลงของแรงงานไร้ฝีมือของเกาหลีใต้จะสูงกว่าประเทศไทย
  • ความต้องการแรงงานไร้ฝีมือ ประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้แรงงานไร้ฝีมือมากกว่าแรงงานมีฝีมือ ในทุกประเภทของบริการด้านการขนส่ง โดยมีสัดส่วนต่างกันเฉลี่ย 1.28 เท่า เมื่อพิจารณาสัดส่วนของความต้องการแรงงานไร้ฝีมือต่อหน่วยมูลค่าของผลผลิต ในปีฐาน 2011 สาขาเกษตรกรรม ป่าไม้และประมง เป็นสาขาการผลิตที่พึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือมากที่สุด ถึงร้อยละ 21.3 ของมูลค่าผลผลิต 1 หน่วย ตามมาด้วยสาขาบริการอื่น ๆ และสาขาการค้าและโลจิสติกส์ ซึ่งมีอัตราการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือที่ร้อยละ 15.6 และ 14.8 ตามลำดับ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมถ่านหิน น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ เหมืองแร่ และทรัพยากรธรรมชาติ อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ ผลิตกระดาษและสิ่งพิมพ์ และอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องหนังก็เป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน

  • อัตราการเติบโตของแรงงานมีฝีมือ ทุกประเทศ/กลุ่มประเทศในการศึกษานี้ มีอัตราการเติบโตของแรงงานมีฝีมือเป็นบวก เนื่องจากระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยของประชากรในโลกที่สูงขึ้น ทำให้แรงงานมีทักษะที่ดีขึ้น โดยอัตราการเติบโตของแรงงานมีฝีมือของประเทศไทยจะใกล้เคียงกับจีน แต่ในช่วงปี 2020 ถึง 2025 คาดว่าอัตราการเติบโตของแรงงานมีฝีมือของประเทศไทยจะมากกว่าจีนอย่างชัดเจน
  • แรงงานมีฝีมือต่อหน่วยมูลค่าของผลผลิต เมื่อพิจารณาสัดส่วนของแรงงานมีฝีมือต่อหน่วยมูลค่าของผลผลิต ในปีฐาน 2011 พบว่า สาขาบริการอื่น ๆ มีสัดส่วนสูงที่สุด ถึงร้อยละ 23.5 ตามด้วย การขนส่งทางอากาศ และการผลิตแก๊สและท่อส่งที่ร้อยละ 6.64 และ 5.98 ตามลำดับ
  • อุตสาหกรรมของประเทศ คาดว่าในปี 2025 อุตสาหกรรมของประเทศไทยที่มีการเติบโตของปริมาณผลผลิตมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ การก่อสร้าง อุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและเครื่องหนัง โดยมีปริมาณผลผลิต คิดเป็น 2.37, 2.29 และ 2.21 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2011 ตามลำดับ
  • การเติบโตของแรงงานและการเติบโตของปริมาณผลผลิตในอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ ของประเทศไทย พบว่า ในช่วงปี 2011 ถึง 2025 ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของแรงงานฝีมือมากกว่าแรงงานไร้ฝีมือ และอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย ยกเว้นสาขาบริการอื่น ๆ และการผลิตแก๊สและท่อส่ง พึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือมากกว่าแรงงานมีฝีมือ ซึ่งอาจจะส่งผลให้ประเทศไทยเกิดการขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือในกระบวนการผลิตได้ในอนาคต
  • การบริการด้านการขนส่ง เมื่อพิจารณาเฉพาะสาขาบริการด้านการขนส่ง ซึ่งประกอบด้วย การขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางบก และการขนส่งทางน้ำ พบว่า ในปีฐาน 2011 การขนส่งทางอากาศของประเทศไทยมีการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือมากกว่าการขนส่งทางบก และการขนส่งทางน้ำ โดยมีอัตราการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือที่ร้อยละ 8.51 6.81 และ 5.76 ตามลำดับ ไทยมีสัดส่วนของต้นทุนแรงงานรวมในสาขาการขนส่งทางอากาศ มากกว่าการขนส่งทางน้ำ และมีสัดส่วนของต้นทุนแรงงานรวมในสาขาการขนส่งทางบก ต่ำกว่าสาขาบริการด้านการขนส่งอื่น ๆ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากระบบสาธารณูปโภคทางถนนของไทยที่พัฒนาไปมากกว่าระบบสาธารณูปโภคที่รองรับบริการด้านการขนส่งประเภทอื่น ๆ

  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในระยะยาวอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของแต่ละประเทศมีแนวโน้มลดลง ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตผันผวนอย่างมากในช่วงแรก โดยมีอัตราการเติบโตลดลงจากร้อยละ 7.24 ในปี 2012 เป็นร้อยละ 0.91 ในปี 2014 ก่อนจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในปี 2015 และปี 2016 โดยมีอัตราเติบโตร้อยละ 2.94 และ 4.30 ตามลำดับ และจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จนถึงปี 2021 จากนั้นอัตราการเติบโตจะมีแนวโน้มลดลง
  • การลงทุนทางตรงระหว่างประเทศ ค่าดัชนีแสดงข้อจำกัดของการลงทุนทางตรงระหว่างประเทศ หรือ FDI Restrictiveness Index ของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม ค่า FDI Restrictiveness Index ของประเทศกำลังพัฒนา (จีน อินเดีย ไทย และประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน) แนวโน้มลดลงอย่างมาก สำหรับประเทศไทยมีการลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยลดลงจาก 0.410 ในปี 2011 เป็น 0.301 เมื่อปี 2017
  • การลงทุนทางตรงในต่างประเทศ  ประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนทางตรงในต่างประเทศต่อการลงทุนทั้งหมดต่ำโดยเปรียบเทียบ แต่ยังคงมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับจีนและอินเดียโดยมีค่าเท่ากับ 0.047
  • การลงทุนต่อการออม ประเทศไทยมีอัตราส่วนการลงทุนต่อการออมมากกว่าหนึ่ง ซึ่งแสดงถึงมีการลงทุนมากกว่าการออม โดยมีสัดส่วนเท่ากับ 1.078 นับว่าสูงเป็นอันดับ 3 เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ
  • ผลิตภาพของปัจจัยการผลิต ประเทศไทยต้องการการพัฒนาผลิตภาพของปัจจัยการผลิต หรือเทคโนโลยีการผลิตในระดับที่สูงมาก เพื่อให้สามารถสร้างอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตามเป้าหมาย โดยต้องการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นร้อยละ 66.3 เมื่อเทียบกับปี 2011 ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีน
  • ค่าเงิน  ประเทศไทยมีค่าเงินแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในปี 2012 จนถึง 2021 และค่าเงินจะเริ่มอ่อนค่าลงตั้งแต่ปี 2022 และในปี 2025 มีค่าเงินจะอ่อนค่าลงร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับปี 2011

  • ดุลการชำระเงิน ประเทศไทยมีดุลการชำระเงินดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากขาดดุล 13,671 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2011 และจะเกินดุล 8,127 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 หากพิจารณาค่าเงินของไทย ประเทศไทยมีภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง แม้ว่าค่าเงินของไทยจะแข็งค่าขึ้นในช่วงแรกแต่เป็นการแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น และในช่วงหลัง 2021 ค่าเงินก็จะอ่อนค่าลงทำให้ไทยจะยังคงได้เปรียบในการส่งออก
  • มูลค่าการนำเข้า มูลค่าการนำเข้าของแต่ละประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สำหรับประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของการนำเข้าสูงโดยเปรียบเทียบ โดยเมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการนำเข้าที่จะเกิดขึ้นในปี 2025 กับปี 2012 ไทยจะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 109.4 เป็นรองเพียงจีนและอินเดียเท่านั้น
  • มูลค่าการส่งออก จากการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ ทำให้แต่ละประเทศในโลกต้องสร้างอุปทานของบริการภาคการขนส่งเพิ่มขึ้น สำหรับประเทศไทยในช่วงปี 2011 ถึง 2025 จะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 32.5 หรือเฉลี่ยร้อยละ 2.3 ต่อปี นับว่าสูงเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและอินเดีย
  • อุปสงค์ของบริการภาคการขนส่ง สำหรับอุปสงค์ของบริการภาคการขนส่งของแต่ละประเทศก็มีการเพิ่มขึ้นตามปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเมื่อเปรียบเทียบอุปสงค์ต่อบริการภาคการขนส่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2025 กับปี 2012 ประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 94.1 หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 6.7 ต่อปี นับว่าสูงเป็น อันดับ 3 รองจากจีนและอินเดียอีกเช่นกัน
  • ปริมาณการค้าระหว่างประเทศ จากปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การผลิตของภาคการขนส่งเพิ่มสูงขึ้น สำหรับประเทศไทย พบว่าภาคการขนส่งของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งสามสาขาการผลิตโดย สาขาการขนส่งทางน้ำมีอัตราการเติบโตสูงที่สุด รองมาเป็นสาขาการขนส่งทางบก และสาขาการขนส่งทางอากาศ โดยในช่วงปี 2011 ถึง 2025 จะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 57.8 50.1 และ 41.6 ตามลำดับ หรือเฉลี่ยร้อยละ 4.1 3.6 และ 3.0 ต่อปี ตามลำดับ

เป็นที่น่าสังเกตว่าอัตราการเติบโตของปริมาณการผลิตในภาคการขนส่งของไทยในทุก ๆ ประเภทจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณการส่งออกของภาคการขนส่งรวมของโลก จึงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดสภาวะการขาดอุปทานของบริการภาคการขนส่งในประเทศ และจำเป็นต้องพึ่งพาระบบสาธารณูปโภคของต่างประเทศในการส่งออกสินค้าจากไทยไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ในอนาคต

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ผลกระทบและแนวทางการปรับตัวของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ : พงษ์สันธ์ บัณฑิตสกุลชัย
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง คณพศ ภูวบริรักษ์
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
00:00
00:00
Empty Playlist