RC20360_00

แม่เลี้ยงเดี่ยวกับสิ่งที่เธอต้องเผชิญ

ในปัจจุบันที่ความหลากหลายทางเพศได้รับการยอมรับและผลักดันมากขึ้น แต่กลับพบว่าการเป็น “แม่เลี้ยงเดี่ยว” ยังคงถูกสังคมปฏิบัติด้วยความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ แม่เลี้ยงเดี่ยวทั้งหลายถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้รับการตีตรา ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ต้องเผชิญชะตากรรมด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวว่า แม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นกลุ่มที่ยากจนที่สุดท่ามกลางคนยากจนด้วยกัน “the poorest of the poor”

ในขณะที่แม่เลี้ยงเดี่ยวนับวันยิ่งมีจำนวนสูงขึ้นไม่เพียงเฉพาะเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น โดยในปี พ.ศ. 2552 จำนวนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านครอบครัว และในครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวนั้นส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายแม่มากกว่าที่ต้องรับภาระเลี้ยงดูลูก โดยพบว่าจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจในการศึกษาเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่พบอัตราส่วนการแต่งงานต่อการหย่าร้างตลอด 10 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ.2547-2556) สูงสุด 5 อันดับแรกของประเทศที่อยู่ในภาคเหนือ โดยจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในอันดับที่ 4 นอกจากนี้การศึกษายังมุ่งเน้นในกลุ่มแม่วัยรุ่นเป็นประเด็นหลัก

งานวิจัยที่เราจะหยิบยกมาพูดคุยวันนี้เป็นของ ดร.รังสิมา วิวัฒน์วงศ์วนา จะทำให้เราเห็นถึงประสบการณ์ในการตีตราและการได้รับความช่วยเหลืออย่างจำกัดจากรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดความรับผิดชอบจากพ่อของเด็ก แต่ที่สำคัญคือพบว่า แม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆ เนื่องจากการรับรู้ถึงการตีตราในการที่ตนเองเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวว่าเป็น “ลูกสาวที่ไม่ดี” “เมียที่ไม่ดี” และ “แม่ที่ไม่ดี”

 

ประเด็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ประเด็นที่ 1 ความผสมผสานการดำเนินงานของรัฐสวัสดิการและสังคมสวัสดิการ – แหล่งการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มาจากองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ หรือองค์กรการกุศลต่าง ๆ รวมถึงครอบครัวเดิมของแม่เลี้ยงเดี่ยวเองนั้นมีความสำคัญและมีบทบาทอยู่มาก ในขณะที่ความช่วยเหลือผ่านทางสวัสดิการของภาครัฐมีอยู่น้อยมาก และไม่มีความช่วยเหลือเฉพาะด้านที่ระบุว่าจัดให้สำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว

ประเด็นที่ 2 แม่เลี้ยงเดี่ยวในบริบทความเป็นไทย – ประเทศไทยยังต้องต้องศึกษาเกี่ยวกับบริบทแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มเติม เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงไทยกับตลาดแรงงานนั้นมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบแม่ค้าในตลาด แรงงานกึ่งทักษะ ไร้ทักษะในโรงงาน เป็นเสมียน เป็นพนักงานบริษัท โดยถือได้ว่าผู้หญิงเป็นรากฐานสำคัญและมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานแต่กลับยังเกิดการกดขี่แรงงานสตรีในภาคอุตสาหกรรมให้พบเห็น

ประเด็นที่ 3 ความคิดในเรื่องผัวเดียวเมียเดียว – เป็นความคิดที่ไม่เกิดขึ้นในประเทศไทยมากนักเนื่องจากยังมีความเชื่อในเรื่องที่ว่ากิจกรรมทางเพศของผู้ชายนั้นเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้และผู้หญิงที่ดีนั้นต้องไม่แค่เพียงรักษาพรหมจรรย์ไว้เพื่อสามีของตนเท่านั้น แต่ควรที่จะเสียสละความต้องการของตัวเอง ซึ่งทำให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุทางเพศ และยังเป็นข้ออ้างให้กับความเจ้าชู้ของผู้ชายด้วย

ประเด็นที่ 4 ผู้หญิงไทยที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวถูกตีตราอย่างมาก – จากความเชื่อของไทยที่ส่วนประกอบของสถาบันครอบครัวจะต้องประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และลูก จึงถือว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ ดังนั้นการตกอยู่ในสถานะของการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงถูกจัดว่าเป็น “การเบี่ยนเบน” เป็น“คนบกพร่องที่ต้องช่วยเหลือ” การตีตราไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการท้องก่อนแต่งและการมีลูกนอกสมรสเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำแท้ง การยกเด็กให้สถานสงเคราะห์ และการทอดทิ้งเด็กอีกด้วย

ประเด็นที่ 5 บริบททางศาสนา – ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักของประเทศไทยที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติที่มีต่อชีวิตครอบครัว รวมถึงการทำแท้ง และบทบาททางเพศ ซึ่งบางทัศนคติก็เป็นอุปสรรคสำหรับผู้หญิงในการสร้างและดำเนินครอบครัวอย่างอิสระ


 

การตีตราทางสังคม

การตีตราทางสังคมนั้นมีบทบาทสำคัญในสถานะและประสบการณ์ของแม่เลี้ยงเดี่ยว การตีตรานั้นมีให้เห็นผ่านการแบ่งแยกกีดกันที่มีต่อพวกเธอ และการรับรู้ถึงการลดทอนคุณค่า อย่างไรก็ตามไม่ว่าผู้หญิงเหล่านี้กลายมาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยสาเหตุใดก็ตาม ทั้งการถูกทอดทิ้งหรือการหย่าร้าง พวกเธอมักจะถูกมองว่าเป็นสาเหตุของการเกิดนี้ และถูกมองว่าเป็นลูกสาวที่ไม่ดี เป็นภรรยาที่ไม่ดี หรือเป็นแม่ที่ไม่ดี คุณสมบัติเหล่านี้เกิดขึ้นไม่ว่าเหตุผลของการยุติสัมพันธ์เป็นอย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้นแม่เลี้ยงเดี่ยวจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับและถอนตัวเองออกมาจากชุมชน ซึ่งนี่เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงการสนับสนุนทางสังคม พวกเธอเองนั้นยังมองว่า “ตน” เป็นผู้สมควรจะได้รับความคิดในเชิงลบและการปฏิบัติที่ไม่ดี พวกเธอมองว่าการตีตรานั้นเป็นผลมาจาก “กรรม” หรือผลการกระทำที่พวกเธอทำผิดศีลธรรมในอดีต ซึ่งยิ่งจะเป็นการจำกัดการเข้าถึงความช่วยเหลือ โดยพวกเธอมองว่าตนต้องรับผิดชอบต่อการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวด้วยตนเอง


 

การสนับสนุนทางสังคม

แม่เลี้ยงเดี่ยวนั้นได้การสนับสนุนทางสังคมน้อยมาก พวกเธอต้องต่อสู้ดิ้นรนกับปัญหาทางการเงิน การเลี้ยงดูลูก ปัญหาทางอารมณ์ และปัญหาเหล่านี้มีผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเธอและลูก แต่แม่เลี้ยงเดี่ยวเองก็ไม่ได้คาดหวังที่จะได้รับการสนับสนุน แม่เลี้ยงเดี่ยวเกือบทั้งหมดต้องสนับสนุนช่วยเหลือลูกทางการเงิน การช่วยเหลือจากพ่อของเด็กหรือสามีนั้นพบได้น้อยมาก ทั้งๆ ที่ภายใต้กฎหมายครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรนั้นสามารถเรียกร้องจากพ่อของเด็กได้ แต่ไม่มีแม่เลี้ยงเดี่ยวรายใดดำเนินการฟ้องร้องเพื่อให้ได้เงินดังกล่าว ซึ่งนี่ชี้ให้เห็นว่าระบอบเพศภาวะในไทย ผู้หญิงถูกคาดหวังให้รับผิดชอบดูแลเด็กเพียงคนเดียวหากความสัมพันธ์นั้นต้องยุติลง


 

 

แนวทางเสนอ

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวไทยนั้น “หลวม” เนื่องจากรูปแบบในการแต่งงาน และการยอมรับความเจ้าชู้หลายใจของผู้ชายในประเทศไทย การแต่งงานและครอบครัวสามารถเริ่มและสิ้นสุดได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ผู้หญิงถูกละทิ้ง เพิกเฉย และไม่ได้รับความรับผิดชอบจากสามี ทำให้อาจเสนอแนะว่าต้องมีการให้ความสำคัญในการส่งเสริมรูปแบบการแต่งงานอย่างเป็นทางการ เช่น การจดทะเบียนสมรส และต้องแก้ปัญหาวิถีทางเพศชายที่ถูกเข้าใจและปฏิบัติ

การจดทะเบียนรับรองบุตรนั้นต้องมีความเข้มแข็ง ไม่เพียงแค่ทำให้ผู้หญิงแน่ใจว่าจะอ้างสิทธิและได้รับความช่วยเหลือ แต่เพื่อให้กลายเป็นบรรทัดฐานในสังคม ซึ่งรัฐบาลควรรับผิดชอบในการจัดหาความช่วยเหลือทั้งที่เป็นและไม่เป็นตัวเงิน

ในประเด็นของตลาดแรงงาน ผู้หญิ􏰂􏰅งทุกคนและโดยเ􏰞􏰋ฉพาะอย่างยิ่งแม่เลี้ยงเดี่ยว􏰇ควรจะต้องเข้าถึงการทํางานในตลาดแรงงานในระบบที่ได้􏰂รับผลประโย􏰈ชน์􏰁จากประกันสังคม และเข้าถึงรายได้ที่ทำให้พวกเธอสามารถรับผิดชอบในการดูแลลูกด้วย

 

“ความรุนแรงในครอบครัวนั้นยังคงเป็นความกังวลที่สำคัญสำหรับผู้หญิงในประเทศไทยทำให้ต้องเพิ่มการทำงานในการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิง ผ่านการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคม”

ความไม่เท่าเทียมทางเพศยังคงมีอยู่ให้เห็นในสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้นแม่เลี้ยงเดี่ยวกลับมีแนวโน้มที่จะยอมรับความไม่เท่าเทียมนี้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าพวกเธอโทษตัวเองสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงยอมรับความลำบากที่ตามมา ซึ่งโครงสร้างทางศาสนาและวัฒนธรรมในประเทศไทยยิ่งส่งเสริมความเชื่อเหล่านี้ ดังนั้นการตระหนักรู้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องสร้างให้เกิดกับตัวผู้หญิง เพื่อที่จะให้พวกเธอท้าทายกับความไม่เท่าเทียมเหล่านี้

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การตีตรา การสนับสนุนทางสังคม และการปรับตัวในการเข้าสู่การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในจังหวัดเชียงใหม่”

หัวหน้าโครงการ: รังสิมา วิวัฒน์วงศ์วนา
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
กราฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist