the-heritage-area-and-guesthouse-in-chiang-mai

สำรวจเกสต์เฮาส์เชียงใหม่: เมืองแห่งมรดกประวัติศาสตร์ กับการอยู่ร่วมกันกับเกสต์เฮาส์

กระแสการท่องเที่ยวแบบ Backpacker ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ทำให้เมืองเชียงใหม่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะที่เป็นเมืองแห่งมรดกประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมโบราณที่โดนใจนักท่องเที่ยวสายผจญภัย ในขณะเดียวกันธุรกิจเกสต์เฮาส์ในเชียงใหม่ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอบสนองนักท่องเที่ยวแบบใหม่นี้ด้วยเช่นกัน ทำให้โครงสร้างเมืองเชียงใหม่มีความโดดเด่นในเรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่างมรดกประวัติศาสตร์และเกสต์เฮาส์

เชียงใหม่ถือว่าเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์เมืองหนึ่งของประเทศไทย มีอายุยาวนาน 700 กว่าปี นับตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานและวางผังเมืองในประมาณปี พ.ศ. 1839 จนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 700 กว่าปีที่ผ่านมา เมืองเชียงใหม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งในเชิงกายภาพและเชิงโครงสร้างผังเมือง (urban morphological structure) โดยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในยุครัชกาลที่ 5 ที่มีการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางขึ้น จนมาถึงปัจจุบันเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร และเป็นเมืองศูนย์กลางในหลาย ๆ ด้านของภาคเหนือ

ความโดดเด่นของเมืองเชียงใหม่นั้นอยู่ที่ศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมโบราณ ที่มีการผสมผสานหลายยุคหลายสมัย โดยสถาปัตยกรรมเหล่านี้ส่วนมากจะอยู่ในรูปของวัดที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าหรือคูเมืองชั้นใน ซึ่งถือว่าเป็นเขตมรดกเมือง (Heritage Place) ที่มีความสำคัญ ทำให้เมืองเชียงใหม่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันเป็นสิ่งที่ดึงดูดชาวต่างชาติ และสร้างรายได้ให้แก่เมือง มากไปกว่านั้นการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นจากทรัพยากรเชิงวัฒนธรรมที่มีอยู่นั้น ยังทำให้ธุรกิจที่พักแรมในเชียงใหม่ยังเติบโตขึ้นเป็นลำดับอีกด้วย โดยเฉพาะที่พักประเภทเกสต์เฮาส์ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว สอดแทรกไปกับโครงสร้างเมืองเก่า เนื่องมาจากกระแสการท่องเที่ยวแบบใหม่และจากการที่ต้นทุนการทำธุรกิจที่ต่ำ

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ปัจจุบันเกสต์เฮาส์จำนวนมากในเชียงใหม่ตั้งอยู่ที่ไหน? มีความสอดคล้องกับโครงสร้างเมืองเก่าหรือไม่? แล้วเราจะมีกลยุทธ์ในการพัฒนาเกสต์เฮาส์เหล่านี้อย่างไร? ให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น สะดวกสบายขึ้น และยังคงเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมเมืองเก่า

ในอดีตนั้นการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ทำให้เกิดการเติบโตในธุรกิจโรงแรมอย่างรวดเร็ว การกระจายตัวของที่พักประเภทโรงแรมจะมีลักษณะที่มีแบบแผน และกระจายไปทั่วพื้นที่เมือง แต่เมื่อกระแสการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป เป็นเน้นการท่องเที่ยวแบบเรียบง่าย ราคาประหยัด ทำให้เกิดการขยายตัวของเกสต์เฮาส์อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามลักษณะการกระจายตัวของเกสต์เฮาส์นั้น ไม่ได้มีลักษณะการกระจายตัวเป็นแบบแผนทั่วทั้งเมืองเหมือนกับโรงแรม ในขณะที่โรงแรมตั้งตัวแยกออกจากพื้นที่มรดกเมืองและย่านการค้า, เกสต์เฮาส์แทรกตัวอยู่ระหว่างกลาง

โรงแรมและเกสต์เฮาส์ในเชียงใหม่จะมีลักษณะของที่ตั้งคล้ายคลึงกันคือ ที่ตั้งจะอยู่ใกล้กับพื้นที่มรดกเมืองและย่านการค้าหรือพื้นที่ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีจุดประสงค์หลักในการมาเที่ยวพื้นที่ประวัติศาสตร์ แต่ก็ต้องการได้รับบริการอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร หรือผับบาร์ต่าง ๆ แต่โรงแรมจะตั้งในพื้นที่แยกต่างหากจากทั้ง 2 พื้นที่ดังกล่าว โดยอาจเป็นพื้นที่ใหญ่คั่นระหว่างพื้นที่มรดกเมืองและย่านการค้า หรือพื้นที่แยกต่างหากที่เชื่อมต่อด้วยระบบคมนาคมขนส่งของเมือง ในขณะที่เกสต์เฮาส์นั้นจะตั้งตัวแทรกอยู่ในพื้นที่มรดกเมืองและย่านการค้านั้น ๆ เลย

จากภาพจะเห็นได้ว่า เกสต์เฮาส์มีการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีมรดกเมืองหรือวัด และพื้นที่ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ร้านอาหาร ตลาด จุดบริการนักท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งจะกระจุกตัวอยู่ทางฝั่งตะวันออกของเมือง แม้ว่าฝั่งตะวันตกของเมืองจะมีวัดเป็นจำนวนมากเหมือนกับฝั่งตะวันออก แต่ฝั่งตะวันตกมีพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่น้อยกว่ามาก ทำให้ในส่วนนี้ มีเกสต์เฮาส์อยู่ค่อนข้างน้อย ในขณะที่โรงแรม จะมีการกระจายตัวไปทั่วเมือง แยกต่างหากจากพื้นที่มรดกเมืองและพื้นที่การค้า แต่ยังคงตั้งติดกับระบบคมนาคมขนส่งต่าง ๆ เช่น ถนนสายหลัก ที่เชื่อมโยงไปสู่พื้นที่มรดกเมืองและย่านการค้า เป็นต้น

ปัจจัยที่สนับสนุนการตั้งเกสต์เฮาส์ที่สำคัญไม่ใช่ตัวมรดกประวัติศาสตร์ แต่เป็นพื้นที่ย่านการค้าและเศรษฐกิจ

แท้ที่จริงแล้ว พื้นที่ฝั่งตะวันตกของเมืองเชียงใหม่เต็มไปด้วยมรดกประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญเป็นจำนวนมาก เช่น (1) วัดเชตุพน ซึ่งเป็นวัดประจำพระเจ้ามังรายผู้ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ (2) วัดพระสิงค์ ซึ่งเป็นวัดอารามหลวงชั้นเอก มีความสำคัญประจำเมืองเชียงใหม่ และยังตั้งอยู่ในแกนของเมืองด้านตะวันตกติดกับประตูสวนดอก (3) วัดเจดีย์หลวงที่เป็นที่ตั้งเสาอินทขีล (4) อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ (5) หอศิลปวัฒนธรรม และ (6) พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า พื้นที่ฝั่งตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ยังเป็นพื้นที่ที่วิถีชีวิตของชุมชนยังคงเป็นเอกลักษณ์และมีมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตามกลับพบว่า พื้นที่ฝั่งตะวันตกนั้นเป็นฝั่งที่มีเกสต์เฮาส์อยู่น้อยมาก เมื่อเทียบกับฝั่งตะวันออก สาเหตุเนื่องมากจาก ปัจจัยสนับสนุนเกสต์เฮาส์ที่สำคัญจริง ๆ แล้วคือพื้นที่ย่านการค้าหรือพื้นที่เศรษฐกิจ ซึ่งมักจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออก

นอกจากนี้ยังพบอีกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจมีผลสำคัญอย่างมาก ต่อการสนับสนุนกิจการเกสต์เฮาส์ เช่น พบว่า เกสต์เฮาส์มักจะตั้งกระจุกอยู่ในพื้นที่ที่มีความเข้มข้นของการใช้ประโยชน์ที่ดินมาก และยังมักจะอยู่ในพื้นที่ตื่นตัว (Active) หรือพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหว มีกิจกรรม หรือมีการเดินทางสัญจรอย่างพลุกพล่าน

การเข้าถึงพื้นที่ต้องมีความซับซ้อนในความเรียบง่าย

การเดินทางสัญจรภายในตัวเมือง เป็นอีกปัจจัยหนุนเสริมการตั้งเกสต์เฮาส์ที่มีความสำคัญ โดยเกสต์เฮาส์นั้นมักจะตั้งกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีความเรียบง่ายในการเดินทางเข้าถึงจากถนนหลวง หรือเส้นทางสัญจรหลัก มีลักษณะเป็นกริดตารางสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีการสัญจรที่สูง แต่ภายในซอยนั้นจะมีลักษณะเป็นบล็อกถนนที่ไม่เป็นระเบียบ เลี้ยวไปมาคาดเดาไม่ได้ มีความซับซ้อน และถนนในซอยจะมีลักษณะที่แคบ สามารถทะลุถึงกันได้หลายเส้นทาง มีการสัญจรที่ไม่มากนัก

สาเหตุที่เกสต์เฮาส์สามารถเติบโตได้ดีในพื้นที่ลักษณะเช่นนี้เป็นเพราะ กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบใหม่ นิยมการเดินเที่ยวชมเมืองมากกว่าใช้รถ หรือการสัญจรแบบอื่น ๆ ทำให้ถนนที่แคบ รถไม่มาก และเชื่อมทะลุได้หลายซอยเป็นมิตรกับผู้เดินเท้าอย่างมาก แต่การเดินทางออกนอกบริเวณเกสต์เฮาส์ในระยยะไกลยังมีความจำเป็นที่จะต้องเป็นการเดินทางที่มีความสะดวกอยู่ ในการออกไปเที่ยวชมมรดกเมืองต่าง ๆ

กลยุทธ์การส่งเสริมเกสต์เฮาส์: เชื่อมต่อการเดินทาง, สร้างย่านเกสต์เฮาส์ในพื้นที่เมืองเก่า

กลยุทธ์การเชื่อมต่อรูปแบบการเดินทางเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการสร้างเกสต์เฮาส์ จากการที่เกสต์เฮาส์จะเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากภายนอก และมีความซับซ้อนเหมาะแก่การเดินท่องเที่ยวจากภายใน อย่างไรก็ตาม เมืองเชียงใหม่ในปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงการเดินทางรูปแบบต่าง ๆ (Mode) เข้าด้วยกันและการเชื่อมกับตัวเมือง ดังนั้นจึงต้องมีการเชื่อมโยงสถานีขนส่งต่าง ๆ ภายในเมืองเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ สนามบิน สถานีรถไฟ สถานนีขนส่งอาเขตซึ่งเป็นสถานีรถบัสขนส่งระหว่างภาคสำคัญ และกรุงเทพมหานครฯ ตลอดจนสถานีขนส่งช้างเผือกซึ่งเป็นสถานีรถบัสสำหรับเดินทางเชื่อมต่างอำเภอ นอกจากการเชื่อม 4 สถานีขนส่งนี้เข้าด้วยกันแล้ว ยังต้องมีการเชื่อมโยงสู่พื้นที่สำคัญต่าง ๆ ของเมืองด้วย ทั้งพื้นที่เมืองเก่า ย่านการค้า และพื้นที่พัฒนาใหม่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเข้าถึงจากภายนอกที่สะดวกสบาย

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญคือการสร้างย่านเกสต์เฮาส์ในพื้นที่เมืองเก่า เนื่องจากในปัจจุบัน พื้นที่ที่มีมรดกเมืองสำคัญ ๆ จำนวนมาก อย่างเช่นพื้นที่ทางตะวันตกของเมืองนั้น ยังมีเกสต์เฮาส์อยู่น้อย หากสามารถพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นย่านเกสต์เฮาส์ได้จะสามารถสร้างรายได้แก่ท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล โดยรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องมีการจัดทำแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มุ่งเน้น 5 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาคุณภาพของสถานที่และอาคาร 2) การกำหนดคุณค่าใหม่ของชุมชน ใส่ใจวิถีชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่น 3) พัฒนามรดกเมือง 4) สร้างสรรค์ชีวิต และกิจกรรมทางเศรษฐกิจสังคม 5) สร้างความโดดเด่นและส่งเสริมพื้นที่เก่า

 

“สิ่งใหม่และสิ่งเก่าจะอยู่ร่วมกันได้ เมื่อทั้งสองสิ่งเสริมสร้างคุณค่าให้แก่กันและกัน”

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การจัดวางตัวของพื้นที่มรดกเมืองและการเข้าถึงเกสต์เฮ้าส์ในเมืองเชียงใหม่”

หัวหน้าโครงการ : กาญจน์ นทีวุฒิกุล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก รามา กาเด็ดบาวา
00:00
00:00
Empty Playlist