Thumbnail_Tourist-01-01

อนาคตการท่องเที่ยวไทยกับภาวะโลกร้อน

การท่องเที่ยวของไทยมีลักษณะเป็นการท่องเที่ยวที่มีสภาพอากาศเป็นสิ่งดึงดูดใจ (Climate attraction) จึงกล่าวได้ว่าการท่องเที่ยวของไทยนั้นอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ หรือมีความไวที่จะได้รับผลจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม (Climate sensitive) ทำให้ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของสภาพอากาศแปรปรวน

การท่องเที่ยวไทยเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเป็นแหล่งรายได้อันดับหนึ่งของประเทศ นอกจากนั้นตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศโดยนักท่องเที่ยวไทยด้วยกันเองก็มีความสำคัญมิใช่น้อย เนื่องจากก่อให้เกิดการกระจายรายได้ออกสู่ต่างจังหวัด เกิดกระแสเงินจำนวนมากไหลเวียนผ่านห่วงโซ่ธุรกิจมากมาย ซึ่งภาคการท่องเที่ยวไทยควรจะต้องเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงในอนาคตหากจำนวนนักท่องเที่ยวอาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยผลของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจากภาวะโลกร้อน

การท่องเที่ยวไทยมีลักษณะเป็นการท่องเที่ยวที่มีสภาพอากาศเป็นสิ่งดึงดูดใจ (Climate attraction) หรือ ต้องการสภาพอากาศที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวภาคเหนือในฤดูหนาว เที่ยวทะเลในฤดูร้อน หรือการท่องเที่ยวน้ำตกในฤดูฝน

การท่องเที่ยวไทยส่วนหนึ่งต้องอาศัยสภาพอากาศที่เหมาะสมเช่นนี้ จึงเรียกได้ว่าการท่องเที่ยวของไทยนั้นอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ หรือมีความไวที่จะได้รับผลจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม (Climate sensitive) ทำให้ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของสภาพอากาศแปรปรวนในปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับภาคการท่องเที่ยวของบางประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์จะได้รับผลจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมน้อยกว่า เพราะแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นสิ่งแวดล้อมมนุษย์สร้าง (Built environment)

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคตอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อนที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นนั้น อาจส่งผลให้ประเทศไทยในอนาคตมีหน้าหนาวที่ไม่ค่อยหนาวและมีระยะสั้น มีหน้าร้อนที่ร้อนมากขึ้นและยาวนานมากขึ้น ส่วนหน้าฝนนั้นอาจมีระยะเวลาเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแต่มีโอกาสฝนตกหนักมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลให้ภาคส่วนการท่องเที่ยวของไทยตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากขึ้นในระยะยาว ซึ่งอาจเป็นการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่สภาพอากาศในอนาคตเปลี่ยนไปและไม่เป็นสิ่งดึงดูดใจนักท่องเที่ยว เช่น หน้าหนาวที่ไม่หนาวอาจทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่มาเที่ยว หรือมีระยะเวลาหนาวเพียงสั้นๆ ซึ่งจะลดโอกาสในการทำธุรกิจท่องเที่ยวลง

นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศยังอาจส่งผลต่อสภาพของแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นระบบนิเวศที่เปราะบาง เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นในอากาศอาจทำให้พืชพรรณบางชนิดไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หรือดอกไม้บางอย่างอาจจะไม่ออกดอกในฤดูกาลที่ควรจะเป็นฤดูท่องเที่ยว ทำให้แหล่งท่องเที่ยวลดความดึงดูดใจลงไป หรือการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนหรือการกระจายตัวของฝนก็อาจทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตกเปลี่ยนไป ตลอดจนอาจจะทำให้กิจกรรมล่องแพมีข้อจำกัด เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว การตัดสินใจของนักท่องเที่ยว อีกทั้งเป็นข้อจำกัดต่อกิจกรรมท่องเที่ยวในอนาคต และในที่สุดก็อาจทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวในอนาคตลดลง ส่งผลให้การทำธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคตมีความเสี่ยงสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่ายังไม่มีการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ แต่ข้อมูลจากโครงการวิจัย “การจัดทำรายงานสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่2 (ด้านความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)” ซึ่งมี คุณศุภกร ชินวรรโณ เป็นหัวหน้าโครงการ ระบุว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดทำการประเมินความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและความเปราะบางต่อภาคส่วนการท่องเที่ยวทั้ง 14 (Tourism cluster) ที่มีรูปแบบความเสี่ยงต่างกันไป โดยขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจบางส่วน ดังนี้

  • การท่องเที่ยวทางทะเลบริเวณชายฝั่งอันดามัน ในช่วงอนาคตอันใกล้ (พ.ศ.2563-2572) การท่องเที่ยวทางทะเลจะได้รับประโยชน์จากการมีฤดูฝนสั้นลง ทำให้การดำเนินกิจกรรมกลางแจ้งสามารถทำได้ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ตามอาจประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น
  • การท่องเที่ยวทางทะเลบริเวณฝั่งอ่าวไทย คาดการณ์ว่าเกือบทุกจังหวัดบริเวณฝั่งอ่าวไทยจะมีปริมาณฝนตกที่รุนแรงมากขึ้น โดยมีระยะเวลาที่ฝนตกมากขึ้นถึงประมาณ 2 สัปดาห์ในช่วงอนาคต 20 ปีข้างหน้า อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมกลางแจ้ง
  • การท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภาคเหนือ คาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า วันที่มีอากาศเย็น (อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส) จะลดลง 5-10 วันต่อปี และ ลดลงมากกว่า 20 วัน ในอีก 50 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเอกลักษณ์ทางการท่องเที่ยว
  • การท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรม ซากดึกดำบรรพ์ และวิถีชุมชน การท่องเที่ยวรูปแบบนี้มีความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามอาจจะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น แต่เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมจะไม่ใช่ประเด็นใหม่ของพื้นที่นี้ จึงคาดการณ์ว่ายังมีขีดความสามารถในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมหากเกิดขึ้นได้

ประเด็นที่ควรคิด คือ ประเทศไทยยังขาดความตระหนักที่เหมาะสมต่อประเด็นด้านความเสี่ยงของภาคการท่องเที่ยวภายใต้ภาวะโลกร้อน อีกทั้งขาดความเข้าใจที่มากพอที่จะอธิบายได้ว่าภาคส่วนย่อยต่างๆ ของการท่องเที่ยวไทยนั้น จะตกอยู่ในความเสี่ยงมากน้อยเพียงไร ผลสืบเนื่องที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ใครในห่วงโซ่ธุรกิจท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันอย่างไรและสามารถรับมือได้เพียงไร เราควรคิดถึงการปรับตัวของภาคการท่องเที่ยวในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างไร

ทั้งนี้ เราอาจจะต้องคำนึงถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตลอดจนกิจกรรมท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่ไม่อิงกับสภาพอากาศมากนัก นอกจากนั้น ยังอาจจะต้องคิดถึงการวางยุทธศาสตร์การตลาดใหม่และการปรับตำแหน่งทางการตลาดของการท่องเที่ยวไทย ตลอดจนหากลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีเป้าประสงค์ในการท่องเที่ยวต่างไปจากเดิมบ้างเพื่อหาทางกระจายนักท่องเที่ยวไปในฤดูอื่นๆ หรือเป็นนักท่องเที่ยวที่มีรูปแบบพฤติกรรมการตัดสินใจที่ไม่ยึดเรื่องอากาศหนาวเป็นปัจจัยสำคัญ

ประเด็นเหล่านี้เป็นคำถามที่น่าจะมีการแสวงหาคำตอบเพื่อเป็นแนวทางในการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของภาคเศรษฐกิจที่จัดว่าเป็นรายได้อันดับหนึ่งของประเทศและก่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างกว้างขวางในประเทศไทยเพื่อให้เกิดความพร้อมต่ออนาคตที่จะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“การจัดทำรายงานสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ครั้งที่2 (ด้านความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)”

หัวหน้าโครงการ

ศุภกร ชินวรรโณ

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

00:00
00:00
Empty Playlist