the-construction-of-the-thai-mind-01

เข้าใจการรับรู้ของสังคมไทย เพื่อเข้าใจวิกฤติการเมืองไทยท่ามกลางมรสุมความขัดแย้ง กับ ศ.ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร

ในห้วงที่อุณหภูมิทางการเมืองไทยกลับมาร้อนแรง และนับวันจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยวันนี้มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยทางตันที่ยากจะหาทางออกได้ วันนี้ Research Café จะพาผู้อ่านมาเปิดมิติมุมมอง พูดคุยพร้อมขยายปมข้อถกเถียง พินิจสภาพวิกฤตการณ์การเมืองไทยในรอบ หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

“ถ้าเราจะเข้าใจความขัดแย้งในรอบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ เราอาจจะต้องเข้าใจ ‘การรับรู้’ ของคนไทย หากคนไทยมีการรับรู้ที่แตกต่างกัน อาจนำไปสู่การมองโลกที่ไม่เหมือนกัน”

ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.ดร. ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร หัวหน้าชุดโครงการวิจัยเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ว่าด้วยเรื่อง “การสร้างการรับรู้ในสังคมไทย” ได้เปิดประเด็นชวนคิดไว้อย่างน่าสนใจ

อาจารย์ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการวิจัยดังกล่าวว่า เป็นความพยายามเล็ก ๆ ทางวิชาการที่อยากทำความเข้าใจความขัดแย้ง ตลอดจนความรุนแรงในสังคมไทยในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2549 เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน

แม้ว่าในทางวิชาการนั้น มีคำอธิบายความขัดแย้งที่ผ่านมาอยู่หลายแบบ หากแต่ประเด็นว่าด้วยการสร้างการรับรู้ในสังคมไทยผ่านโครงการวิจัยนี้ เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ตัวน้อย ๆ ซึ่งที่ผ่านมางานวิชาการของสังคมไทยยังไม่ค่อยพูดถึงในมิตินี้ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้ความพยายามเล็ก ๆ นี้มาช่วยในการตอบปัญหาใหญ่ที่ค้างคาและฝังรากลึกในสังคมไทยมาเนิ่นนาน

การสร้างการรับรู้คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ?

เวลาจะศึกษาเรื่องการรับรู้นั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่าความหมายของ “การรับรู้” นั้นไม่เหมือนกับ “การโฆษณาชวนเชื่อ” และไม่เหมือนกับ “ความรู้” และ “อุดมการณ์” โดยการโฆษณาชวนเชื่อนั้นคือการโกหกแบบโต้ง ๆ คือการโกหกแบบตรง ๆ ในลักษณะพูดขาวเป็นดำ หรืออะไรก็แล้วแต่ หากถามต่อว่าทำไมการโกหกแบบนี้มันถึงยังได้ผลอยู่ คำตอบนั้นง่ายมากเพราะมันทำงานเหมือนเพลง เพลงจะมีท่อนสร้อยใช่ไหม เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Refrain คือท่อนที่ร้องซ้ำ ๆ ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อนั้นก็ทำงานแบบเดียวกัน คือการตอกย้ำซ้ำ ๆ ทุกวัน ๆ ทำให้เกิดเป็นความจริง การรับรู้กลายเป็นจริงตามลำดับ ในขณะที่อุดมการณ์นั้นมาจาก Marxism ซึ่งอุดมการณ์นั้นเชื่อว่าคนนั้นโดนหลอก เพราะมีจิตสำนึกลวงที่ชนชั้นนำหรือใครก็แล้วแต่สร้างขึ้นมาลวงหลอกให้เกิดขึ้น อันทำให้คนถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว

แต่ “การรับรู้” นั้นแตกต่างออกไป เพราะการรับรู้เป็นเรื่องจริง กล่าวคือ อะไรก็ตามถ้า “จริงในสายตาของคนนั้น” สิ่งนั้นก็ “จริง” ความจริงลักษณะนี้ในทางทฤษฎีเราเรียกว่า “Ideal Objectivity” อธิบายให้เห็นภาพโดยง่ายได้ว่า “ที่มันจริง เพราะคนนั้นคิดว่าจริง ที่มันจริง เพราะคนนั่นเชื่อว่าจริง และที่มันจริง เพราะคนยอมรับว่าจริง” เมื่อเป็นเช่นนี้ “มันจึงจริง ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันอาจจะไม่จริงก็ได้” การรับรู้จึงเป็นเรื่องของความเชื่อ ความรู้สึก ในขณะที่ความรู้เป็นเรื่องของตรรกะ ความเป็นเหตุเป็นผล

การสร้างการรับรู้ มีกลไกการทำงานอย่างไรบ้าง ?

หากมาดูต่อว่า “การรับรู้” ที่ว่านั้นทำงานอย่างไร จะพบว่าการรับรู้นั้นทำงานผ่านการทำให้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นเสรีชน เป็นนายของตนเอง สามารถทำอะไรก็ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ แต่เพราะเขามีความรู้สึกว่าเขาเป็นอย่างนั้น นี่คือข้อที่ทำให้การรับรู้ไม่ใช่อุดมการณ์ ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น แต่เป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นผ่านกลไก ผ่านการทำงาน ซึ่งเรียกว่า “The production of subjectivity”กล่าวคือการรับรู้นั้นไม่ใช่อยู่ ๆ เกิดขึ้นมาเอง หากแต่เป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นมา และสาเหตุที่การรับรู้นั้นสามารถทำงานได้ดี เพราะมีกลไกในการทำให้การรับรู้นั้นเป็นที่ยอมรับแล้วก็ดำรงอยู่ได้ อันประกอบไปด้วย 2 กระบวนการใหญ่ ๆ ที่ทำงานควบคู่กัน กระบวนการแรก คือ กระบวนการทำให้เกิดการสยบยอมทางสังคม (Social Subjection) และกระบวนการที่สอง คือ กระบวนการทอนหรือทำให้เป็นทาสโดยจักรกล (the machinic enslavements) ซึ่งทั้งสองกระบวนการนี้ทำให้การรับรู้นั้นถูกสร้างและดำรงอยู่ได้

สำหรับกระบวนการแรกที่เรียกว่า กระบวนการทำให้เกิดการสยบยอมทางสังคม นั้น สามารถฉายภาพได้โดยง่ายผ่านตัวอย่างของสังคมไทย ซึ่งมีการลงทุนทางสังคมอย่างมากมายมหาศาล กล่าวคือ ในทางเศรษฐกิจนั้นแน่นอนเรารู้อยู่แล้วว่าต้องมีการลงทุน แต่มันมีการลงทุนทางสังคม (Social Investment) ด้วยเพื่อสร้างการรับรู้เฉพาะชุดหนึ่งให้กับคนในประเทศ ผ่านการศึกษา สื่อมวลชน งานศิลปะ และวัฒนธรรม เช่น ภาพยนตร์ หรือแม้กระทั่งเพลงอย่างเพลงคืนความสุขให้ประชาชน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการลงทุนทางสังคมอย่างชัดเจน และที่สำคัญการลงทุนทางสังคมที่ว่านี้คือ การลงทุนทางสังคมเพื่อสร้างการสยบยอมให้เกิดขึ้นนั่นเอง ซึ่งอันนี้ถือได้ว่าเป็นมิติของความหมาย เป็นเรื่องของการสร้างเอกลักษณ์ตัวตน คือการสร้างให้คนรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นอะไรและต้องทำตัวอย่างไรภายใต้เอกลักษณ์/ตัวตนนั้น

อย่างไรก็ตาม กระบวนการแรก เพียงกระบวนการเดียวนั้นไม่เพียงพอ ฉะนั้นจะต้องมีอีกอันที่เราเรียกว่ากระบวนการทอนหรือทำให้เป็นทาสโดยจักรกล ซึ่งจักรกลในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเครื่องจักร แต่จักรกลแปลว่าเป็นกลไกบางอย่างที่ทอนมนุษย์ให้กลายเป็นฟันเฟือง หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ ตัวอย่างรูปธรรมที่เห็นได้ชัดคือโรงเรียน การที่ตอนนี้เด็กนักเรียนออกมาเคลื่อนไหวนั้น สิ่งที่พวกเขาพูดก็คือว่า “โรงเรียนคือโรงงานผลิตทาส” นี่คือตัวอย่างของการทำให้เป็นทาสโดยจักรกลที่ชัดเสียยิ่งกว่าชัด ซึ่งโรงเรียนก็คือกลไกหรือจักรกลหนึ่งของการสร้างการรับรู้ เพียงแต่เป็นการสร้างการรับรู้เพื่อให้สยบยอม ซึ่งในประเทศไทยยังมีตัวอย่างอื่น ๆ ที่เยอะมาก เช่น มาตรา 112 เป็นต้น

เมื่อทั้งสองกระบวนการนี้มาบรรจบกันแล้ว ก็จะทำให้คนเกิดการรับรู้อย่างหนึ่ง กล่าวคือ กระบวนการทำให้เกิดการสยบยอมทางสังคมนั้น เป็นเรื่องของการสร้างความหมาย สร้างเอกลักษณ์ สร้างตัวตนแล้ว เมื่อควบคู่กับการทำให้เป็นทาสโดยจักรกล ซึ่งเป็นเรื่องของกลไก พอสองอันนี้มารวมกันแล้ว มันจะสร้าง “คน” เฉพาะแบบหนึ่งขึ้นมา อย่างเช่นในความขัดแย้งที่ผ่านมาก็จะสร้างคนประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “คนดี” แล้ว “คนดี” เนี่ยก็ไม่ต้องถูกตรวจสอบ เพราะ “คนดี” เนื่องจากดีแล้วทำอะไรก็ดีหมด ทำผิดกฎหมายก็ได้ ทำผิดศีลธรรมก็ได้ และนี่คือ “กระบวนการคนดี” อันเป็นผลผลิตจากทั้ง 2 กระบวนการของการสร้างการรับรู้นั่นเอง

ความสำเร็จของพลังอนุรักษ์นิยมในการสร้างการรับรู้ในอดีต กับความท้าทายในปัจจุบัน

ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่า พลังอนุรักษ์นิยมในสังคมไทยมีความสามารถในการสร้างการรับรู้ชุดหนึ่ง และมีความสามารถในการปรับตัวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตัวอย่างหนึ่งก็คือระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่คือตัวอย่างของการปรับเปลี่ยน เพราะเอา 2 อย่างที่มันไปด้วยกันไม่ได้มาอยู่ด้วยกัน นั่นคือ ระบอบประชาธิปไตยกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบอบผสมนี้มีความสามารถในการครองความเป็นเจ้ามานานผ่าน “เรื่องเล่า” ถ้ามองในกรณีของงานศึกษานี้จะเห็นได้ชัดถึงการอาศัยเรื่องเล่าแบบต่าง ๆ มาขับเคลื่อน แต่ที่จริงมันทำงานผ่านหลายอย่างมาก ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำงานสอดประสานกันได้เป็นอย่างดี

หรือแม้แต่ “โลกาภิวัตน์” หรือ “เสรีนิยมใหม่” ยิ่งพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าพลังอนุรักษ์นิยมนั้นก็ยังสามารถปรับตัวได้ในระดับหนึ่ง จนมาถึงตอนนี้ในเหตุการณ์ล่าสุดที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ออกมานั้น เราก็จะเริ่มเห็นว่าเกิด “ความท้าทาย” ที่ค่อนข้างจะ “ซีเรียส” แม้ว่าในสมัยทักษิณจะมีความสามารถในการท้าทายพลังอนุรักษ์นิยมในระดับหนึ่ง แต่ว่าทักษิณเป็น Globalization คือเป็น Globalist ที่ยังคิดแบบทุนนิยมซึ่งก็ยังพอไปกันได้ กล่าวคือ สมัยทักษิณนั้นอาจจะมีความท้าทายขึ้นมาบ้างแต่ก็ยังอยู่ในเฉดเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเฉดสีเดียวกันแต่ก็พิสูจน์แล้วว่าถูกขจัดออกไปด้วยกลไกหลาย ๆ อย่างอยู่ดี เช่น กลไกทางตุลาการ เป็นต้น

แต่ตอนนี้เป็น “จุดเปลี่ยน” (Turning Point) คือ จุดเปลี่ยนว่าพลังอนุรักษ์นิยมนี้จะสามารถปรับเปลี่ยนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะอย่างที่เรารู้กันนั้น ไพ่ใบสุดท้ายที่พลังอนุรักษ์นิยมใช้คือ “รัฐประหาร” คือเขาใช้อาวุธทุกอย่างที่เขามีมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาจะใช้อะไรก็ยังไม่รู้ แม้กระทั่งการปราบปรามอย่างรุนแรงก็เคยมีมาแล้ว แต่คราวนี้มันไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะคราวนี้เป็นเด็กอีกรุ่นที่เกิดมาโดยไม่อยู่ภายใต้ระบบการสร้างการรับรู้แบบก่อนหน้า เนื่องจากเขาอยู่ในโลกอีกยุคหนึ่ง เป็นยุคของสื่อดิจิทัลหรืออะไรก็ว่าไป แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถตอบได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะว่าเรื่องของสังคมเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างพลังทางสังคมต่าง ๆ ซึ่งเราไม่สามารถบอกได้ตอนนี้ แต่ที่แน่นอนคือเราเห็นว่ามันมีการเผชิญหน้ากัน ซึ่งถ้าสังคมเลือกทางเลือกที่ไม่ดีหรืออะไรก็แล้วแต่ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้

เหมือนกับที่หลายคนพูดว่าจะเกิดแบบ 6 ตุลา ในขณะที่บางคนก็อาจจะบอกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้ เพราะไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์สังคม ดังนั้นจะไปทำนายทายทักล่วงหน้าคงทำไม่ได้ แต่ที่เกิดแน่ ๆ คือ ความท้าทายที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเจอมาตลอดเพียงแต่ที่ผ่านมาเขาแก้ไขได้ หากแต่คราวนี้ไม่รู้เขาจะแก้ไขได้ไหม เนื่องจากมันมีหลายอย่างปะทะเข้ามาพร้อมกัน โดยเฉพาะ 6-7 ปี ภายใต้ ระบอบ คสช. นั้นเป็นตัวอย่างที่คนเขารับไม่ได้ แล้วการสอนศีลธรรมความดีแต่ตนเองไม่ทำ มิหนำซ้ำยังเกิดความอยุติธรรมต่าง ๆ ทุกหย่อมหญ้า โรคระบาดอีก เพราะฉะนั้น “โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว” ดูที่เด็กเขาตอบคำถามกลับมาแต่ละข้อนั้น จะเห็นได้ว่าเขาคิดแหลมคมกว่าผู้ใหญ่เสียอีก เขาคิดนะ อีกทั้งยังกล้าคิด กล้าพูด และกล้าลงมือทำด้วย

ว่าด้วยหัวใจของพลังอนุรักษ์นิยม กับมนต์ขลังที่ถูกสั่นคลอนโดยคนรุ่นใหม่

“หัวใจของพลังอนุรักษ์นิยมคือการทำให้คนไทยเซนเซอร์ตัวเอง” กล่าวคือ ไม่ว่าเราจะพูดอะไร เราจะคิดอะไร เราจะต้องระมัดระวังตนเองเสมอ ความกลัวแบบนี้มันถูก “Built-in” จนกลายเป็นตัวตนของเรา ทำให้เราไม่กล้าคิด ไม่กล้าพูด ไม่กล้าตั้งคำถามอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ แม้กระทั่งตัวผมเองก็เป็นเช่นกัน เพราะอยู่ในสังคมแบบนี้แทบไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แต่เด็กรุ่นนี้เขากล้าที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา อย่างทนายอานนท์ หรือคุณเพนกวินที่เขาให้สัมภาษณ์ว่าเขาเปิดเพดาน (ความคิด) แล้วนะครับ ถ้าเราไม่พูดกันต่อก็จะทำได้เพียงแค่หยุดอยู่ตรงนี้ ผมคิดว่าเขาค่อนข้างล้ำหน้ามากในความเห็นผมที่เป็นอาจารย์ด้านสังคมศาสตร์ เพราะทันทีที่เรื่องนี้เปิดสาธารณะได้ มันก็จะไม่มีความลับความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป เพราะว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเรียกร้องล้วนแต่โอเคหมด เพราะมันอยู่ภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

ในการต่อสู้เกี่ยวกับเรื่องของการรับรู้นั้น เราจะสู้กันบนระนาบของ “ระบบการแบ่งแยกแจกแจงการรับรู้” (The distribution of the sensible) หมายความว่า ทุกสังคมจะมีระบบแจงนับของมัน เหมือนกับระบบบัญชีที่ทำเป็นระบบงบดุล งบขาดทุน-กำไร ทุกสังคมนั้นจะมีระบบแจงนับว่าใครควรจะมีสิทธิ์พูด และใครไม่ควรจะมีสิทธิ์พูด ใครควรจะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือไม่ควรถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ใครพูดแล้วสังคมรับฟัง หรือไม่รับฟัง สิ่งเหล่านี้เป็นระบบที่เรียกว่า ระบบการแบ่งแยกแจกแจงการรับรู้

สังคมนั้นอยู่ได้เพราะมีระบบการแบ่งแยกแจกแจงการรับรู้หลักอยู่ ถ้าคุณจะสู้แบบคนอย่างเพนกวินหรือใครต่อใคร ก็จำเป็นต้องตั้งคำถามกับระบบการแจงนับนี้ว่าเขาไม่ได้นับพวกเรานะ แล้วพยายามจะให้นับให้ได้ โดยคนที่ไม่ถูกนับนั้นเราเรียกว่า เขาถูกนับเพื่อที่จะไม่นับรวม คือเขาถูกนับ 2 ครั้ง โดยครั้งแรกคือนับว่าเป็นสมาชิก แล้วจึงมาถูกนับครั้งที่สองคือนับเพื่อจะไม่เอามัน ซึ่งในสังคมไทยคนเสื้อแดงก็คือตัวอย่างของคนที่ถูกนับเพื่อที่จะไม่นับรวม นั่นเอง

ดังนั้นจึงหมายความว่า ถ้าจะต่อสู้ในเชิงการรับรู้นั้น เราก็ต้องตั้งคำถามกับระบบการแบ่งแยกแจกแจงการรับรู้ที่ดำรงอยู่ เพื่อที่จะเปิดพื้นที่สร้างเวทีใหม่ให้เกิดตัวแสดงทางการเมืองตัวใหม่ขึ้นมา นี่คือ “การเมืองของสุนทรียศาสตร์” ไม่ใช่จริยธรรมของการเมือง แต่คือสุนทรียศาสตร์ของการเมือง เพราะฉะนั้นแล้วการที่เด็กพวกนี้ตั้งคำถาม พวกเขาตั้งคำถามกับระบบการแบ่งแยกแจกแจงการรับรู้ และที่สำคัญกว่านั้น เวลาเรามีระบบการแจงนับแบบนี้ มันจะนับ คนที่มีสิทธิ์ กับ คนที่ไม่มีสิทธิ์ “คนที่ไม่มีสิทธิ์” เวลาพูดเสียงของคนเหล่านี้ก็ไม่ถูกนับว่าเป็นภาษาพูด แต่มันมีลักษณะเหมือนเสียงร้องที่โหยหวนของสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีใครฟัง อย่างเวลาพวกที่มาชุมนุมโวยวายเห็นไหมในอดีต ไม่ว่าชาวนาชาวไร่หรือใครต่อใคร รัฐบาลไม่ฟัง ในขณะที่ที่ประชุมของข้าราชการก็ดี นายธนาคารก็ดี พอมาพูดมีคนฟังทันทีเลยถูกไหม

เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนรุ่นใหม่เหล่านี้ต้องการทำคือเปลี่ยนเสียงร้องของพวกเขาให้เป็นภาษาพูด นี่คือการเมืองแน่นอนร้อยเปอร์เซ็น เปลี่ยนเสียงร้องให้เป็นภาษาพูด ทั้งที่พวกเขาพูด แต่การพูดของพวกเขาไม่ได้รับการรับฟังหรือได้ยิน ไม่ถูกนับให้เป็นภาษาพูด แต่มีลักษณะเหมือนเสียงร้องของสัตว์ที่ไม่มีความหมายใด ๆ คำถามคือการเมืองเกิดขึ้นเมื่อไหร่ คำตอบคือ “การเมืองเกิดเมื่อมีการเปลี่ยนเสียงร้องให้กลายเป็นภาษาพูด” แล้วตอนนี้เด็กกลุ่มนี้กำลังจะเปลี่ยน “Voice” ให้เป็น “Speech” เพื่อให้คนที่มีอำนาจมารับฟัง ถึงแม้ว่าตอนนี้ผู้มีอำนาจจะยังไม่ฟังก็ตาม

ระบบการศึกษากับฐานที่มั่นหลักของระบบการรับรู้ที่กำลังถูกท้าทาย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการครอบงำทุกรูปแบบนั้นไม่สามารถจะครอบงำได้หมด 100% เต็ม ไม่มีทางอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าอย่างไรมันจะต้องมีรอยปริรอยแยกเสมอ ยังไงก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดซอกเล็กซอกน้อยได้ เพียงแต่จะปิดซอกนั้นได้มากน้อยแค่ไหนมากกว่า และในปัจจุบันนี้รอยปริรอยแยกที่ว่านั้นถูกขยายใหญ่ขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายอย่างประดังเข้ามาพร้อม ๆ กัน

สำหรับการครอบงำผ่านการรับรู้นั้น ระบบการศึกษาระดับประถม และมัธยมคือปราการหลักสำคัญที่จะสร้างการครอบงำดังกล่าว แต่ถึงวันนี้ก็บ่งชัดแล้วว่ามันสามารถทำได้เพียงในเชิงรูปแบบ แต่ในเชิงเนื้อหาสาระนั้น ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างแน่นอนเพราะเด็กยุคนี้สามารถเรียนรู้จากทางอื่นได้ เพราะฉะนั้น “ถ้าผู้ใหญ่ในสังคมไม่หยุดคิด ผมว่าจะแก้ปัญหาผิด ๆ ได้”

การที่วันนี้เกิดการตั้งคำถามในระดับโรงเรียน นั่นเท่ากับฐานหลักของการสร้างการรับรู้ของพลังอนุรักษนิยมถูกสั่นคลอน เพราะตำราพื้นฐานพวกนี้เขาใส่เข้าไปหมด และที่ชอบคือการที่เด็กบอก “โรงเรียนคือโรงงานผลิตทาส” อันนี้สมจริงมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการให้ยืนเคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติหรืออะไรก็แล้วแต่ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นระบบการจัดระเบียบทั้งนั้น รวมไปถึงการเรียนภาษาไทย ถ้าเป็นคนไทยคุณต้องเรียนภาษาไทย ถ้าเป็นคนฝรั่งเศสคุณต้องเรียนภาษาฝรั่งเศส สิ่งเหล่านี้คือการสร้างการรับรู้หรือก็คือการปลูกฝังทั้งนั้น เป็นการปลูกฝังให้เกิดการรับรู้เฉพาะชุดหนึ่ง แต่วันนี้มันไม่สามารถปลูกฝังได้ 100% แล้ว

เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นใหม่นี้คือ ผลผลิตของเด็กอีกรุ่นหนึ่งที่เราอาจเรียกได้ว่า Child Center/Student Center คือคิดเอง ทำเอง อะไรเองได้หมด และที่สำคัญเดาได้เลยว่าเด็กพวกนี้อ่านหนังสือเยอะ เป็นเด็กที่ขบคิด เพราะสิ่งที่เด็กเหล่านี้พูดนั้นไม่สามารถหาได้ในระบบโรงเรียน นั่นแสดงว่าเขาต้องอ่านมาจากที่อื่นแน่นอน

ดังนั้นในฐานะนักสังคมศาสตร์ ผมเชื่อว่ามันเริ่มมีการเปลี่ยนระบบการรับรู้จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งในสังคมนี้ แล้วเขาต้องการที่จะปรับเปลี่ยนระบบการรับรู้ใหญ่ไปในทิศทางที่มันเป็นบวกเป็นประชาธิปไตยสร้างความเสมอภาค เพราะสังคมเราเป็นสังคมที่ไม่มีความเสมอภาค ไม่มีความเท่าเทียมกัน แต่เราไม่พูดกันตรง ๆ เราอยู่ในวังวนระหว่าง “Generation Gap” กับ “Self-censor” ที่ยังคงระมัดระวังและคอยเซ็นเซอร์ตนเองตลอดเวลา

ความเข้าใจพื้นฐานร่วมกันเกิดขึ้นได้ เมื่อปรับฐานให้ทุกคนเท่ากัน

ต้องบอกก่อนว่าพื้นที่ตรงกลางทางการเมืองนั้นไม่มีและเป็นไปไม่ได้ หากมีแสดงว่าไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง” ดำรงอยู่ ส่วนสิ่งที่พอจะเป็นไปได้คือ “พื้นที่ที่อยู่ระหว่างหรือพื้นที่ก้ำกึ่ง” (the in-between) กล่าวคือ เป็นพื้นที่ที่ซ้อนทับกัน นั่นคือ ถึงคุณจะมีการรับรู้คนละอย่าง หรืออย่างไรก็ตามแต่ ถ้าอยู่ในสังคมไทยคุณต้องหา Common Ground ร่วมกันให้ได้ ซึ่งนี่ก็คือพื้นที่ที่มันอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง มันไม่ใช่ตรงกลางแน่ ๆ  แต่เป็นพื้นที่ซึ่งเวลาเราวาดวงกลมสองวงซ้อนกัน แล้วมันเกิดพื้นที่ที่มันก้ำกึ่งตัดกัน ตรงนั้นแหละคือความเป็นไปได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างลดทิฐิแล้วมาทำความเข้าใจกัน

แต่การจะมาคุยกันนั้นต้องมี “อำนาจ” แบกอยู่ข้างหลัง เพราะอยู่ ๆ มันไม่มีทางที่ใครจะมานั่งคุยกับคุณแน่นอน เพราะฉะนั้นเลยอยากยกตัวอย่าง มันมีมายาคติเรื่องประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) อันนี้ไม่จริง ด้วยคำอธิบายง่าย ๆ เพราะคนมันไม่เท่ากันตั้งแต่แรก มานั่งคุยกันใครมันจะมาฟังใคร เช่น ผมเป็นนายอำเภอ ชาวบ้านมาวันนี้เราจะเปิดประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือกัน คำถามคือชาวบ้านเขาจะกล้าพูดไหม ถ้ามันจะเป็นแบบนั้นได้คุณจะต้องปรับฐานให้เท่ากันก่อน

เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะให้มันเกิดพื้นที่ก้ำกึ่งและยอมรับกันได้นั้น ความยุติธรรมในสังคมนี้ต้องมีก่อน ต้องแสดงให้เห็นว่าสังคมไม่เลือกปฏิบัติ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน นี่คือสิ่งที่เราเรียกร้องในสังคมไทยว่าเราต้องปรับทุกคนให้เสียงเท่ากัน แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า “สังคมนี้เป็นสังคมเลือกปฏิบัติ สังคมแบบมือถือสากปากถือศีล ใครมีอำนาจก็คือมีความชอบธรรม”

สุดท้ายแล้ว ตราบใดก็ตามที่สังคมยังอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการนั้น พื้นที่ที่อยู่ระหว่างนี้จะไม่มี เราต้องมีประชาธิปไตยก่อนเราจึงจะหา Common Ground ได้ เพราะระบอบประชาธิปไตยคือระบอบเดียวที่คนจะอดทนอดกลั้นกับความแตกต่าง สิ่งเหล่านี้เป็นวัฒนธรรมที่ต้องสอน และสร้างขึ้นมาในสังคม ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะนั่นหมายถึง วัฒนธรรมแบบพลเมืองหรือมารยาททางสังคม คือพูดง่าย ๆ ว่าถ้าผมเห็นคุณเป็นมนุษย์เท่าผม ผมจะฟังคุณ ถ้าผมเห็นคุณมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเท่าผม ผมจะฟังคุณ …

 

“นี่คือเหตุผลว่าทำไมประชาธิปไตยจึงเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่จะคืนสิทธิเสรีภาพความเป็นมนุษย์ให้กับคน แล้วเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน สู่การก้าวข้ามอาณาจักรแห่งความกลัวได้ในที่สุด”

 

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คือหลักประกันเสรีภาพของเรา

ก่อนจบบทสนทนานี้ มีหนึ่งสิ่งที่อยากฝากคือ ที่ผ่านมามีการล่าแม่มดให้ถอดพิธีกรออกจากรายการ มีการรณรงค์ให้ถอดโฆษณาออกจากสื่อบางแห่ง ในหลักการแล้วผมไม่สู้จะเห็นด้วยกับการกระทำแบบนี้ เนื่องจากหากเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนเหล่านี้ คือหลักประกันเสรีภาพของเรา เช่น เสรีภาพของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกคนอีกกลุ่มว่า “ควายแดง” รับประกันเสรีภาพของคนอีกกลุ่มที่จะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “สลิ่ม” เป็นต้น

แต่ในสังคมเผด็จการอย่างสังคมไทย ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสามารถแสดงความคิดเห็นได้ฝ่ายเดียว พร้อมกดปราบฝ่ายที่เห็นต่าง

ดังนั้น การล่าแม่มดในเวลานี้เท่ากับเป็นการสื่อสารว่า หากคุณไม่ให้หลักประกันเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเรา เราก็จะต่อต้านคุณในแบบเดียวกับที่คุณทำ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจึงต้องมีสองด้านเสมอ ฉะนั้น ควรทำแต่พองามแล้วต้องหยุด ตรงนี้อาจนำไปสู่ Common ground หรือมีฐานร่วมกันได้ว่าเราต้องหันมาพัฒนาหลักการประชาธิปไตยร่วมกันอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีอำนาจและกลไกในการกดขี่ปราบปรามของรัฐอยู่ในมือ อาจต้องมีการเสียชีวิตอีกมาก กว่าจะหา Common ground กันได้ เพราะในการรบฝ่ายที่ได้เปรียบจะไม่ขอเจรจาสงบศึก และในความขัดแย้งทุกครั้ง สิ่งแรกที่ตายไม่ใช่มนุษย์ แต่คือความจริง ดังนั้น เราต้องมีสติและนิ่งมาก ๆ

 

 

ชุดโครงการเมธีวิจัยอาวุโส “การสร้างการรับรู้ในสังคมไทย”

หัวหน้าชุดโครงการ : ศ.ดร. ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ณฐนภ ศรัทธาธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist