Feb_web1

คาดคะเนอนาคตพลังงานไทยในปี ค.ศ. 2035

หลายครั้งที่เราเห็นบทความในการทำนายอนาคตพลังงาน ทั้งของในประเทศและต่างประเทศ หลายท่านอาจสงสัยว่าแต่ละบทความ หรือแต่ละงานวิจัย มีที่มาหรือหลักการในการคิดวิเคราะห์อย่างไร บทความนี้จะแสดงให้ทุกท่านได้เห็นหนึ่งในวิธีคิดวิเคราะห์และหาคำตอบนั้น…แต่บทสรุปจากมุมมองในปัจจุบันนี้ของผู้เชี่ยวชาญไทยเป็นอย่างไร…จะตรงกับใจของทุกท่านหรือไม่…หากต้องการไขข้อสงสัยนี้…ขอเชิญทุกท่านติดตามได้จากบทความนี้…


ปัญหาท้าทายมนุษย์โลกที่สำคัญในอีก 20 ปีข้างหน้า คือการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งในด้านแหล่งน้ำ พลังงานและการใช้ที่ดินในภาคเกษตร ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก คงจะดีไม่น้อยหากเรารู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทานของแหล่งทรัพยากร โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงานที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้ประเทศไทยสามารถออกแบบนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพราะพลังงานถือเป็นปัจจัยสำคัญพื้นฐานการผลิตในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องจัดหาพลังงาน ให้มีปริมาณที่เพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม และมีคุณภาพที่ดี รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้

พลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ พลังงานสิ้นเปลืองและพลังงานหมุนเวียน โดยพลังงานสิ้นเปลือง คือ พลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ซึ่งรวมถึง ถ่านหิน หินน้ำมัน ทรายน้ำมัน น้ำมันดิบ น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซธรรมชาติ ส่วนพลังงานหมุนเวียน หมายความรวมถึง พลังงานที่ได้จากไม้ ฟืน แกลบ กากอ้อย ชีวมวล น้ำ แสงอาทิตย์ ลม และคลื่น ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกใช้เชื้อเพลิงของประเทศ ได้แก่ การกระจายของแหล่งเชื้อเพลิง ราคาและต้นทุนในการผลิต ความมั่นคงในการจัดหา ผลกระทบที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร

แนวทางการคาดคะเนอุปสงค์และอุปทานพลังงานของประเทศไทย

แนวทางการคาดคะเนอุปสงค์และอุปทานของของทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงาน ประกอบด้วย
1. การสร้างฉากทัศน์ (Scenario)เศรษฐกิจไทย ในปีค.ศ. 2035 – โดยจะสร้างฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย 4 ฉาก ได้แก่
(ก) เศรษฐกิจไทยไปเรื่อยๆ (business as usual : BAU)
(ข) การเติบโตที่เน้นภาคอุตสาหกรรม
(ค) การเติบโตที่เน้นคุณภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มของภาคบริการและเกษตร
(ง) ฉากทัศน์ที่เน้นยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจัดเป็นฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด ในการสร้างฉากทัศน์นี้จะมีการคาดคะเนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจขั้นสูงและขั้นต่ำด้วย
2. การนำผลจากฉากทัศน์มาเป็นข้อมูลสำหรับการจัดทำแบบจำลองทางสถิติ เพื่อการคาดคะเนความต้องการในอนาคต อย่างไรก็ตามการคาดคะเนอนาคตโดยวิธีสร้างแบบจำลองทางสถิติอาจไม่เพียงพอ เพราะอนาคตไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดโดย “แนวโน้ม” ในอดีต แต่อาจมีปัจจัยสำคัญเชิงคุณภาพที่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
3. การจัดทำ “foresight” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นักวิชาการด้านอนาคตศึกษาพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้คาดคะเนภาพอนาคตที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้มากที่สุด การทำ foresight เริ่มต้นจากการส่งผลการศึกษาจากแบบจำลองเศรษฐมิติและแบบสอบถามเรื่องอนาคตให้แก่กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละด้าน จากนั้นจะมีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการแยก 4 กลุ่มย่อย เพื่อขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้าน 2 ครั้ง แล้วจึงประมวลและสังเคราะห์เป็นภาพอนาคตของเรื่องที่ต้องการศึกษา ซึ่งในงานวิจัยนี้ได้แก่ ด้านพลังงาน

การคาดคะเนอุปทานพลังงานของประเทศไทย

การคาดคะเนอุปทานพลังงานของประเทศไทย จะอยู่ในรูปของความต้องการแหล่งพลังงานขั้นต้น*ชนิดต่างๆ ในอนาคต จากรายงานภาพอนาคตพลังงานไทย พ.ศ. 2560 ของกระทรวงพลังงานและแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (TIEB) ซึ่งจัดทำโดยกระทรวงพลังงานได้พยากรณ์ปริมาณและสัดส่วนการจัดหาพลังงานขั้นต้น พบว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังเป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศในปี ค.ศ.2035 โดยเชื้อเพลิงฟอสซิลหลัก คือ น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน

เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ พบว่าพลังงานหมุนเวียนมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึงร้อยละ 4.5 ต่อปี ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) รองลงมา คือ ถ่านหิน (Solid fuels) ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ต่อปี อันเป็นผลมาจากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าที่ต้องการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติลง และหันมาพึ่งพาถ่านหินในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ตามการจัดหาน้ำมันดิบ (Crude oil) มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างต่ำเฉลี่ยร้อยละ 0.7 อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายอนุรักษ์พลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคขนส่ง

*ความต้องการพลังงานขั้นต้น หมายถึง ความต้องการพลังงาน เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตขั้นสุดท้ายและในกระบวนการแปรรูปพลังงาน (เช่น การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ) รวมไปถึงพลังงานที่สูญเสียไประหว่างกระบวนการแปรรูปพลังงาน

การคาดคะเนอุปสงค์พลังงานของประเทศไทย

การคาดคะเนอุปสงค์ของพลังงานในปี ค.ศ. 2035 จะอยู่ในรูปการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายที่สอดคล้องกับแผนบูรณาการพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2558 (TIEB) ซึ่งในการศึกษานี้จะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่
(1) การคาดคะเนความเข้มข้นหรือประสิทธิภาพของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย (Energy Intensity, EI) ในแต่ละภาคเศรษฐกิจจากแบบจำลองทางสถิติ – โดยใช้สมมติฐานว่าความเข้มข้นในการใช้พลังงานของแต่ละสาขาเศรษฐกิจ จะลดลงเฉลี่ยร้อยละ 2.2 ต่อปี และการเติบโตของเศรษฐกิจรายสาขาจะเป็นไปตามการพยากรณ์เศรษฐกิจในแต่ละฉากทัศน์ โดยภาคเศรษฐกิจที่ทำการศึกษาประกอบด้วยภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจการค้า ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และการพยากรณ์รวมของทั้งประเทศ ทั้งนี้ตามร่างแผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan 2015) มีเป้าหมายการลดความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (EI) ลงร้อยละ 30 ในปี ค.ศ.2036

(2) การคำนวณความต้องการพลังงานขั้นสุดท้าย** (Final Energy Consumption) ในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบไปด้วย ภาคเกษตรกรรม ภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม (ซึ่งประกอบด้วย 3 ภาคอุตสาหกรรมย่อย คือ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต เหมืองแร่ และการก่อสร้าง) ภาคขนส่ง และภาคธุรกิจการค้าและบริการ (ซึ่งรวมไปถึงภาคสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า และประปา) – ทั้งนี้จากผลการคาดคะเนอุปสงค์ในการใช้พลังงานรายสาขา พบว่าภาคอุตสาหกรรมและขนส่ง ยังคงเป็นสาขาเศรษฐกิจหลักที่ต้องการพลังงานขั้นสุดท้ายสูงที่สุด ในปีค.ศ. 2035 โดยภาคอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปีค.ศ. 2015 – 2036 อยู่ที่ร้อยละ 2.9 ต่อปี ขณะที่การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในสาขาขนส่ง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ต่ำกว่าสาขาอุตสาหกรรมเล็กน้อยอันเป็นผลมาจากเป้าหมายของแผนอนุรักษ์พลังงาน ที่มีมาตรการหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและอนุรักษ์พลังงานในภาคขนส่งได้แก่ การเปลี่ยนโหมดการเดินทางจากระบบถนนเป็นระบบราง และการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ยังพบว่าสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (เอทานอล และไบโอดีเซล) จะสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากนโยบายอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพของรัฐบาล และสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในระบบขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นจากการใช้รถไฟฟ้าในระบบรางและยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย สำหรับสาขาเศรษฐกิจอื่นๆ จะมีความต้องการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย ในปีค.ศ. 2036 ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยสาขาครัวเรือน สาขาการค้า/บริการ และสาขาอื่นๆ จะมีความต้องการใช้พลังงานในรูปของไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

**ความต้องการพลังงานขั้นสุดท้าย หมายถึง ความต้องการพลังงานไฟฟ้า และเชื้อเพลิงอื่นๆในกิจกรรมการผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายเท่านั้น โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปพลังงาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอุปสงค์ของพลังงานขั้นสุดท้าย จะมีส่วนเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการผลิตสินค้าและบริการในขั้นสุดท้าย (Final goods)

(3) การแยกองค์ประกอบความต้องการพลังงานขั้นสุดท้ายให้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Activity) โครงสร้างเศรษฐกิจ (Structure) และความประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน (Intensity) – จากกระบวนการ Foresight ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน 11 ท่านมีความเห็นตรงกันว่าการใช้พลังงานของประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันในทุกสาขาเศรษฐกิจ โดยอัตราการเพิ่มของการใช้พลังงานแต่ละสาขาเศรษฐกิจจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) การขยายตัวของสาขาเศรษฐกิจนั้น ๆ (Activity) (2) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกิจกรรมย่อยภายในสาขา (Structure) และ (3) การเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพการใช้พลังงานอันเนื่องมาจากเทคโนโลยี (Efficiency)

จากผลการพยากรณ์อุปสงค์พลังงานของประเทศไทยในอนาคตแต่ละฉากทัศน์ พบว่า ฉากทัศน์ที่มีความต้องการใช้พลังงานสูงที่สุดในปี ค.ศ.2035 ได้แก่ ฉากทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ รองลงมาคือฉากทัศน์ที่เน้นอุตสาหกรรม โดยมีความต้องการใช้พลังงานอยู่ที่ 128,954 (kilotonnes of oil equivalent : ktoe) และ 127,467 ktoe ตามลำดับ และสาขาเศรษฐกิจที่มีความต้องการใช้พลังงานสูงที่สุดปี ค.ศ.2035 ในทุกฉากทัศน์ ได้แก่ สาขาขนส่ง และอุตสาหกรรม ซึ่งเหมือนกับสัดส่วนการใช้พลังงานในปัจจุบัน

เมื่อประมาณภาระทางการเงินในการนำเข้าพลังงานในปี ค.ศ.2035 จะคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.4 – 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปีค.ศ. 2035 ซึ่งถือว่าไม่มากนัก อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ. 2035 ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และถ่านหิน ในสัดส่วนที่สูง (ร้อยละ 50 – 70 ของความต้องการน้ำมัน และถ่านหินทั้งหมด) ในขณะที่การพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า คือ ร้อยละ 40 ในฉากทัศน์ที่เน้นอุตสาหกรรมและฉากทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ ในขณะที่ฉากทัศน์ BAU และฉากทัศน์ที่เน้นการค้า/บริการ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แม้ว่าภาระทางการเงินในการนำเข้าพลังงานจะไม่มากนัก แต่การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงขึ้นกว่าในปัจจุบันนี้ บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของประเทศไทยในการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศในปี ค.ศ.2035 ที่จะเพิ่มสูงขึ้นหากไม่มีนโยบายรองรับที่เหมาะสม

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดิน พลังงาน และน้ำในประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ : นิพนธ์ พัวพงศกร
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง บุษบา เกรย์
กราฟิก พิชญาภา นาคทับที
00:00
00:00
Empty Playlist