thailand-education-policy-for-multicultural-society

การศึกษาไทยในบริบทสังคมพหุวัฒนธรรม

ในอดีตแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเท่าใดนัก สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นยุคของการดำเนินนโยบายชาตินิยมอย่างเข้มข้น มีการออกรัฐนิยม 12 ฉบับ เพื่อกำหนดความประพฤติของชาวไทย ตั้งแต่การแต่งกาย การใช้ภาษา รวมไปถึงการเรียกชื่อประเทศ มีการให้เรียกคนในประเทศทุกคนว่าคนไทยทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีการแบ่งแยกเชื้อชาติเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จวบจนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. พิบูลสงครามยังคงดำเนินนโยบายชาตินิยมแบบวัฒนธรรมนิยมที่เน้นการกำหนดวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความประพฤติของคนให้เป็นแบบเดียวกัน และใช้นโยบายชาตินิยมเป็นเครื่องมือในการต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์ที่เริ่มแพร่ขยายเข้าสู่ประเทศไทย

ต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2500 มีการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนไทยภายใต้กรอบของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นโยบายชาตินิยมแบบทหารนิยมได้ถูกนำมาใช้ควบคู่ไปกับแนวคิดของการพัฒนาท้องถิ่น ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โลกรวมทั้งสถานการณ์ภายในประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว หลังยุคสงครามเย็นจบสิ้นลง ความเป็นโลกาภิวัตน์นำมาซึ่งนำมาสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมข้ามชาติ ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนย้ายของคน สินค้า และข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรมที่ไม่ได้ผูกติดกับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป สถานการณ์โลกและสถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง มีการอพยพหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานต่างชาติ รวมถึงการตื่นตัวในเรื่องของสิทธิมนุษยชนเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ไม่อาจถูกกดทับไว้ดังเช่นที่เคยเป็นในอดีต กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวมลายูมุสลิม กลุ่มคนไทยเชื้อสายมอญ ได้มีการเรียกร้องมากขึ้นให้รัฐเคารพอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการแสดงออกทางวัฒนธรรมของตน

โรงเรียน เป็นสถาบันที่สามารถสะท้อนท่าทีของรัฐต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเช่น ในสมัยของการปกครองที่เน้นความเป็นชาตินิยม จะมองความหลากหลายทางวัฒนธรรมว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ การศึกษาที่รัฐจัดให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ล้วนเป็นไปเพื่ออบรมบ่มเพาะ และ “เปลี่ยน” วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้นให้เป็นวัฒนธรรม “ไทย” ในแบบเดียวกัน โรงเรียนต้องใช้ภาษาไทยกลางเป็นภาษาในการจัดการเรียนการสอน เด็กนักเรียนทุกคนห้ามพูดภาษาถิ่นในโรงเรียน ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2500 ซึ่งภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ยังเป็นประเด็นใหญ่สำหรับประเทศไทย รัฐพยายามขยายจำนวนโรงเรียนให้ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง เพื่อป้องกันการถูกชักจูงจากขบวนการคอมมิวนิสต์ ในขณะเดียวกันก็ออกนโยบายที่เข้มงวดกับโรงเรียนจีน รวมทั้งมีการออกพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2497 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือควบคุมการศึกษาของคนต่างเชื้อชาติและต่างศาสนา

แต่ในยุคปัจจุบันที่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคม โรงเรียนหลายแห่งในประเทศไทย มีทั้งเด็กไทย พม่า กัมพูชา มอญ ไทยใหญ่ ชาวลัวะ มลายูมุสลิม เรียนอยู่รวมกัน และโรงเรียนในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรท่ามกลางความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมเช่นนี้ รัฐมีนโยบายจัดการการศึกษาอย่างไร สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนต่างกลุ่มวัฒนธรรมแบบไหน อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มได้รับการยอมรับมากหรือน้อยเพียงใด รวมถึงทัศนคติของบุคลากรของสถานศึกษาต่อผู้เรียนต่างกลุ่มวัฒนธรรม

งานวิจัยเรื่อง “โรงเรียนหลากวัฒนธรรม: นโยบายการจัดการศึกษาของรัฐไทยในสังคมพหุวัฒนธรรม” ได้ทำการศึกษานโยบายการจัดการศึกษาของรัฐไทยในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเกิดจากความแตกต่างทางชาติพันธุ์และศาสนาของผู้เรียน โดยพื้นที่ศึกษาอยู่ในจังหวัดปัตตานีและระนอง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ และศาสนา

นโยบายการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรม

ผลการวิจัยพบว่า ความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้รับการยอมรับมากขึ้นในการจัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในด้านนโยบายการศึกษาทีมีการคำนึงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้เรียน มีนโยบายการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรม เช่น นโยบายเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอนที่ไม่ได้บังคับให้ใช้แต่ภาษาไทย สนับสนุนให้รู้หลายภาษา นโยบายสำหรับนักเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่นับถือศาสนาอิสลาม การจดทะเบียนปอเนาะสนับสนุนการสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนของรัฐ นโยบายเปิดโอกาสสำหรับนักเรียนต่างด้าวให้ได้เข้าเรียน อนุญาตให้มีการใช้ภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยในโรงเรียนและสนับสนุนนโยบายการสอนแบบสองภาษา นโยบายเกี่ยวกับเครื่องแบบนักเรียน วันหยุด โดยให้อิสระแก่โรงเรียนเป็นผู้ตัดสินใจ และแบบเรียนที่กล่าวถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างๆ ที่กล่าวมายังมีบางจุดที่ต้องพัฒนาแก้ไข เพื่อให้ได้นโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นโยบายเกี่ยวกับการใช้ภาษาในการจัดการเรียนการสอนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นโยบายมีการเปลี่ยนแปลงจากในอดีต แต่ก่อนรัฐเน้นย้ำให้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้พูดภาษาไทยให้ได้ มีการเปลี่ยนแปลงชื่อถนน สะพาน แม่น้ำลำคลองจากภาษามลายูเป็นชื่อภาษาไทย ในปี พ.ศ.2504 มีการใช้ภาษาไทยเพื่อจุดประสงค์ด้านความมั่นคงของชาติ แต่ในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เริ่มจากการที่รัฐยกเลิกกฎเหล็กที่บังคับให้นักเรียนและโรงเรียนต้องใช้ภาษาไทยเท่านั้นห้ามใช้ภาษาถิ่น ไปจนถึงการที่กระทรวงศึกษาธิการจัดโครงการสอนแบบสองภาษา และมีความตื่นตัวเรื่องการเตรียมความพร้อมโรงเรียนเข้าสู่การเป็นสมาชิกอาเซียน มีการจัดทำนโยบายโรงเรียนแบบพิเศษที่สอนภาษาและวัฒนธรรมอาเซียนโดยเฉพาะ เช่น โครงการ Buffer School ที่จัดใน 24 โรงเรียนที่พื้นที่ติดขอบชายแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยสอนภาษาและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการส่งเสริมให้นักเรียนรู้หลายภาษาไม่เฉพาะภาษาไทย จากการวิจัยพบว่ามีบางโรงเรียนเท่านั้นที่สอนสองภาษา โดยเป็นการสอนนำร่องและสอนเฉพาะชั้นอนุบาล

สำหรับนโยบายเกี่ยวกับปอเนาะและการสอนศาสนาอิสลามในโรเรียนของรัฐนั้น ในปัจจุบันแม้ปอเนาะต้องมาจอดทะเบียนกับรัฐ แต่ปอเนาะไม่ได้ถูกบังคับให้สอนวิชาสามัญ ไม่ได้ถูกบังคับให้ใช้ภาษาไทยในการเรียนการสอน และรัฐไม่ได้ใช้นโยบายแทรกแซงปอเนาะเหมือนในอดีต สำหรับการสอนศาสนาอิสลามในโรงเรียนของรัฐ พบว่าในปัจจุบันแตกต่างจากการสอนในอดีตที่เป็นการสอนศาสนาอิสลามขั้นพื้นฐาน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของนักเรียนมุสลิม ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการสอนศาสนาขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่เป็นการจัดการเรียนการสอนศาสนาเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ทางศาสนาขั้นสูง และใช้วุฒิทางศาสนาที่ได้ไปศึกษาต่อได้

นโยบายเปิดโอกาสสำหรับนักเรียนต่างด้าวให้ได้เข้าเรียน

มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2548 ได้เปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับลูกหลานแรงงานต่างด้าวให้สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐได้ แต่จากการวิจัยพบว่าแนวปฏิบัติการรับนักเรียนต่างด้าวรวมถึงการจัดการเรียนการสอนยังไม่ส่งเสริมทางการศึกษาให้กับนักเรียนต่างด้าวเท่าที่ควร ยังขาดการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอนุญาตให้นักเรียนต่างด้าวเข้ามาเรียนในโรงเรียนไทย และไม่ทำการสอบเทียบความรู้ โรงเรียนส่วนใหญ่จัดให้นักเรียนต่างด้าวอายุเกิน 6 ปีทุกคนเข้าเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ส่งผลให้นักเรียนต่างด้าวส่วนใหญ่อายุมากกว่าเพื่อนร่วมชั้น เมื่อเรียนไปได้ไม่นานก็ออกจากโรงเรียนกลางคัน เนื่องจากอายุมากพอที่จะไปทำงานได้ ผลคือมีนักเรียนต่างด้าวจำนวนน้อยมากที่ได้เรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษา

หนังสือแบบเรียนเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

แบบเรียนวิชาสังคมศึกษา และประวัติศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 และ 2551 รวมทั้งแบบเรียนในอดีตที่ใช้ระหว่าง พ.ศ. 2519-2523 พบว่าทั้งภาพและเนื้อหาหนังสือเรียนมีการกล่าวอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนไทยมาจากหลายชาติพันธุ์ ประกอบด้วยคนที่นับถือศาสนาที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นแบบเรียนนำเสนอความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละภาคของประเทศที่ล้วนมีอาหาร การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยพบว่าเทคนิคในการจัดการเรียนการสอนเป็นไปในลักษณะที่ผู้เรียนเป็นผู้รับ เรียนแบบท่องจำ มากกว่าการเรียนแบบสร้างความรู้ หรือการเรียนแบบเน้นการวิเคราะห์ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอนในมุมมองของวัฒนธรรมที่หลากลาย นอกจากนั้น สัดส่วนการนับถือศาสนาของนักเรียนในโรงเรียน รวมถึงชื่อเสียงของโรงเรียน และที่ตั้งของโรงเรียนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรม และการกำหนดกฎระเบียบของโรงเรียน

ข้อเสนอการจัดการศึกษาในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรม

รัฐควรมองความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภาพรวมเป็นวาระทางการศึกษาที่สำคัญของทั้งประเทศ ไม่ควรเน้นเฉพาะพื้นที่ที่มีผู้เรียนหลากวัฒนธรรมเรียนอยู่ ส่วนนโยบายการศึกษาของนักเรียนต่างด้าวควรมีความชัดเจนทั้งวัตถุประสงค์ของการให้การศึกษาและแนวทางปฏิบัติ ในด้านของการจัดการเรียนการสอนควรเป็นพหุวัฒนธรรมศึกษาแบบวิพากษ์ คือการมองว่าวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่เป็นวิถีชีวิตของคน ทุกโรงเรียนควรสอนทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การเปิดใจมองวัฒนธรรมอื่นที่ต่างจากตนเองอย่างไม่ด่วนตัดสิน การพยายามทำความเข้าใจ ยอมรับ เคารพความแตกต่าง และลดอคติ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “โรงเรียนหลากวัฒนธรรม: นโยบายการจัดการศึกษาของรัฐไทยในสังคมพหุวัฒนธรรม”

หัวหน้าโครงการ : ฐิติมดี อาพัทธนานนท์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

00:00
00:00
Empty Playlist