RC20332- 1

ประเทศไทยกับเอกนครที่ยากจะแก้ไข

          หากพูดถึงประเทศไทย คงอดนึกถึงเมืองที่เจริญที่สุด ประชากรอาศัยอยู่มากที่สุด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศได้มากที่สุดคือเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ที่ผู้คนหลั่งไหลเข้าทำมาหากิน ลงทุน พักอาศัย แสวงหาโอกาสอย่างมาก แต่ด้วยความเป็นเมืองที่พัฒนากระจุกตัวอยู่จุดเดียว ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของประชากรจากพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นสร้างปัญหาการเติบโตของเมืองเมืองหลักและเมืองรองอื่น ๆ ที่พัฒนาได้อย่างไม่เต็มที่

นิยามความเป็นเมือง

          การนิยามความเป็นเมืองนั้นในย่อมมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยอาจยึดตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้และเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทในสังคมยังยุคปัจจุบันนิยามของความเป็นเมืองยังได้คำนึงถึงความหลากหลายและเริ่มมีการปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่นั้น ๆ ที่มีความซับซ้อน หลายมิติ เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับพื้นที่ดังกล่าวได้มากที่สุดด้วย โดยสามารถสรุปเกณฑ์การให้คำนิยามเมืองที่มีการใช้หลักๆได้ดังนี้

   นิยามที่ใช้ ตัวชี้วัด
ขอบเขตการปกครอง เขตเทศบาล เมืองหลวง
ลักษณะทางประชากร จำนวนประชากร หรือความหนาแน่นของประชากร
ลักษณะการใช้ที่ดิน เป็นพื้นที่ที่มีระบบคมนาคม มีการใช้ที่ดินที่จัดเป็น พื้นที่สันทนาการ โรงงานอุตสาหกรรม สถาบันต่าง ๆ ค่ายทหาร สนามบิน เป็นต้น
ลักษณะการประกอบอาชีพ ประชากรในพื้นที่ประกอบอาชีพที่ไม่ใช่เกษตรกรรม  เช่น บางประเทศกำหนดไว้ที่ร้อยละ 50
ลักษณะการเดินทางไปทำงาน เป็นเกณฑ์กำหนดพื้นที่ เมือง หรือพื้นที่ชานเมืองที่อยู่รอบพื้นที่เมือง ที่ดูจากสัดส่วนประชากรในพื้นที่ที่เดินทางเข้ามาทำงานในเมือง
ลักษณะของการมีสิ่งอำนวยความสะดวก พิจารณาจากพื้นที่ที่มีไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์

          สำหรับประเทศไทย คำนิยาม “เมือง” ที่ใช้อย่างเป็นทางการคือ พื้นที่เขตการปกครองคือ “เทศบาล” เป็นเขตเมือง ส่วนเขตชนบทแม้จะมีลักษณะความเป็นเมืองแต่ถ้าหากไม่เข้าเกณฑ์ที่กำหนดเป็นเทศบาลจะถูกกำหนดเป็นเขตชนบท โดยงานวิจัยเรื่อง “นโยบายเพื่อสร้างเสริมความมั่นคงทางประชากรของประเทศไทย” ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับ โครงการนคราภิวัตน์ เมืองน่าอยู่และการกระจายตัวที่เหมาะสมของประเทศไทย เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับความเป็นเมืองน่าอยู่และการกระจายตัวที่เหมาะสมของประชากรไทยไว้ดังนี้

ความเป็นเอกนครหรือเมืองหัวโตในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยการเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงประชากรที่เรียกว่า “เกิดน้อย อายุยืน” ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจสังคม ทำให้ผู้คนต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตหรือวิถีชีวิตเพื่อให้อยู่รอดในยุคปัจจุบันตามกระแสโลกาภิวัตน์ การย้ายถิ่นเพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพถือว่าเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตหนึ่งของประชากรไทยในปัจจุบัน คนวัยทำงานเริ่มเข้ามาอยู่ในสังคมเมืองที่เจริญแล้วที่มีพื้นที่อุตสาหกรรมหรือพื้นที่ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อหวังผลตอบแทนที่ดี การมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่มากกว่าในเขตชนบทเป็นการดึงดูดให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของประชากรมากขึ้น ทำให้เกิดการขยายตัวของความเป็นเมืองที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียว และเนื่องจากประชากรกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองก็ย่อมทำให้เกิดปัญหาความหนาแน่นของประชากร สิ่งแวดล้อม การจัดสรรทรัพยากรที่อาจไม่เพียงพอหรือรองรับกับประชากรในพื้นที่ทั้งหมดได้

ด้วยเหตุที่การขยายตัวของประเทศกระจุกอยู่ที่เมืองใดเมืองหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าการกระจายตัวขนาดเมืองของประเทศไทยยังขาดความสมดุลซึ่ง กรุงเทพมหานครยังคงเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองเดียว มีความเป็นเอกนคร ที่เมืองใหญ่ในจังหวัดอื่น ๆ มีขนาดเมืองที่เล็กกว่ากรุงเทพฯอยู่ประมาณ 30 เท่า ทำให้เมืองในระดับภูมิภาคขาดความสมดุลไม่เป็นไปตาม Rank-size pattern หรือการกระจายความเป็นเมืองขยายไปสู่ทุกพื้นที่ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างจังหวัด เมืองที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเมืองใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่น้อยกว่าเมืองใหญ่มากซึ่งยังไม่มีการวางแผนหรือทางออกสำหรับเมืองนั้น ๆ และไม่สามารถขยายผลประโยชน์ไปยังกลุ่มจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างเต็มที่ การไม่สามารถนำไปสู่ความเป็นเมืองที่เหมาะสมในประเทศไทยทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ของประชากรกับการขยายตัวของความเป็นเมือง สะท้อนให้เห็นการวางแผนจัดการพื้นที่เมืองที่ไม่เหมาะสมในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองของไทย

          หากพิจารณาจังหวัดของประเทศไทยจะพบว่ากลุ่มจังหวัดของไทยที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าและมีประชากรมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศกระจุกอยู่ใน 3 กลุ่ม คือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร) กลุ่มจังหวัดอุตสาหกรรมทั้งในภาคตะวันออก (อาทิ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ภาคกลาง (อาทิ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี) และภาคเหนือ (อาทิ ลำพูน) และกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวในภาคใต้ได้แก่ สงขลา และภูเก็ตกลุ่มเมืองหรือจังหวัดเป้าหมายดังกล่าวทำให้เมืองที่อยู่นอกกลุ่มเป้าหมายซึ่งส่วนใหญ่มักมีพื้นที่เขตชนบทอยู่มาก ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองกลุ่มเป้าหมายมักได้รับการสนับสนุนจากรัฐที่น้อยกว่าแสดงถึงความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาพื้นที่เขตเมืองที่กระจายไม่ทั่วถึงทุกจังหวัด และไม่ได้มีแนวทางเสริมสร้างจุดแข็งของจังหวัดนั้น ๆ เพื่อรองรับผลดีทางเศรษฐกิจที่ส่งต่อมาจากจังหวัดเป้าหมาย ทำให้การใช้งบประมาณของภาครัฐขาดประสิทธิผลในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในพื้นที่นอกกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ผลประโยชน์ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมักกระจุกตัวอยู่ในคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะนายจ้างในภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจแก่ประชากรให้เข้าไปอาศัยในเมืองที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเพื่อหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อาณาเขตพื้นที่เมืองใหญ่ของไทยในปัจจุบันกระจายตัวออกไปตามทิศทางต่าง ๆ อย่างไม่สมดุล อาทิ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา และเชียงใหม่ที่มีพื้นที่เมืองขยายตัวไปตามถนนจนเกินเขตการปกครอง และด้วยเหตุผลดังกล่าว การกระจายตัวของประชากรในแต่ละพื้นที่ เกิดความไม่เหมาะสมและบริหารจัดการได้ยาก การใช้ประโยชน์ภายในพื้นที่เมืองไม่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตทำได้ยากและต้องใช้งบประมาณมากในการแก้ไขทำให้ไม่เกิดการกระตุ้นให้เมืองเจริญเติบโตได้อย่างทั่วถึงเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ถูกจัดระเบียบอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ประชากรในเขตพื้นที่เมืองเองก็เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ทรัพยากรมีไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่กระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองอีกด้วยทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ เพิ่มขึ้นตามเช่น ปัญหาด้านสาธารณสุข ภาวะการว่างงาน ทำให้เกิดความยากจนตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยความเป็นเอกนครหรือมีเมือง ๆ เดียวที่พัฒนากว่าเมืองอื่น ๆ อยู่หลายเท่าได้สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองหลักและเมืองอื่น ๆ ก่อให้เกิดปัญหาการเจริญเติบโตในลักษณะการเป็นเมืองหัวโตที่กระจุกความเจริญไว้อยู่ที่เมืองเดียว การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรจึงเป็นโจทย์สำคัญในการแก้ปัญหาเมืองหัวโตในประเทศไทยเพื่อที่จะสามารถพื้นที่ของแต่ละเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุดและมีประสิทธิภาพ

ข้อเสนอโครงการนคราภิวัตน์กับการแก้ไขปัญหาเมืองหัวโต

นคราภิวัตน์ (Urbanization) เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรรูปแบบหนึ่งที่มุ่งส่งเสริมประชากรในทุกช่วงอายุให้เป็นแรงขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการสร้างเมืองที่เติบโตไปพร้อมกับการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนและสมดุล ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการกำหนด    กลยุทธ์และแผนงานบนพื้นฐานการเติบโตร่วมกันอย่างสมดุลพร้อมให้รุ่นต่อไปได้สืบทอด แก้ปัญหาการกระจายตัวของประชากรที่ไม่สมดุล กระจายอำนาจ ความเจริญและสร้างการมีส่วนรวมสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือ “เติบโต สมดุล ยั่งยืน” สร้างความเป็นเมืองน่าอยู่ และการกระจายตัวที่เหมาะสมของประชากรไทย และยังให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนผังภูมินิเวศ เพื่อการพัฒนาเมือง ชนบท พื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

แนวทางการดำเนินงานตามแผนนคราภิวัตน์ เพื่อพัฒนาเมืองน่าอยู่ ชนบทมั่งคั่ง เกษตรกรปลอดภัย จึงเริ่มได้รับความสนใจโดยจำเป็นต้องดูการกระจายตัวของประชากร โครงสร้างการเติบโตของเมืองที่ต้องแก้ไข ให้เป็นไปตามหลักการกระจายความเป็นเมือง (Rank – size rule) เพื่อที่จะให้ความเป็นเมืองขยายไปสู่ทุกพื้นที่ เมืองชนบทจะได้รับประโยชน์อย่างสมดุลและเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ ก็จะได้รับการแก้ไขเรื่องความแออัดและปัญหาอื่นๆเช่นการจัดสรรทรัพยากรในเขตพื้นที่เมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ความเป็นเมืองในประเทศไทยดูเหมือนว่าทุกอย่างยังคงมุ่งมาอยู่ที่เมืองหลวงและกลุ่มจังหวัดหลักๆ การย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพฯ มีมาช้านานและกลายเป็นวัฒนธรรมไทย ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีลักษณะทวิลักษณ์ คือเป็นประเทศพัฒนาก้าวไกล และเป็นประเทศชนบท ด้วยในขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาเมืองหัวโตให้เมืองหรือจังหวัดอื่น ๆ มีความน่าอยู่ สร้างการกระจายตัวของประชากรที่เหมาะสมยังคงเป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรในประเทศไทย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “นโยบายเพื่อสร้างเสริมความมั่นคงทางประชากรของประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ : รศรินทร์ เกรย์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist