messageImage_1626992026511

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดข้าวไทย

สถานการณ์ในตลาดข้าวไทย มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลจากปรากฎการณ์โลกาภิวัตน์ต่าง ๆ ในช่วงศตวรรษที่ 21 เช่น การค้าเสรีระหว่างประเทศ หรือ วิกฤตราคาอาหารโลกใน พ.ศ. 2550 ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าว ทำให้โครงสร้างการค้าข้าวของไทยต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่ผ่านมา ในขณะที่ชาวนารายย่อยยังคงเผชิญกับปัญหาความไม่แน่นอน ทั้งทางด้านการผลิตและราคาข้าว

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความรู้ในเรื่องความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ข้าวของไทย ก็ได้มีการศึกษาบ้างเป็นระยะ แต่ก็ยังมีข้อจํากัดบ้างเกี่ยวกับความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความซับซ้อนทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือทางวัฒนธรรมของชาวนารายย่อย ในบทความนี้จะนำเสนอข้อมูลจากโครงการวิจัย “ทบทวนความรู้และพัฒนาโจทย์เพื่อการปรับตัวของชาวนาไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงการผลิตและการตลาดข้าว” ซึ่งได้มีการรวบรวมและทบทวนงานวิจัยที่วิเคราะห์ทิศทางการผลิตและตลาดข้าวทั้งระบบ ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2549 – 2559) มาใช้ในการอธิบายถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดข้าว โดยจากการสำรวจองค์ความรู้จากฐานข้อมูลและงานวิจัยต่าง ๆ พบว่าการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการตลาดข้าวไทย สามารถสังเคราะห์ออกมาได้เป็น 5 ประเด็นหลัก ดังนี้

ความผันผวนของราคาข้าวในตลาดโลก

ความผันผวนของราคาข้าวในตลาดโลก ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจข้าวไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะการตลาดข้าวไทยและราคาข้าวไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตลาดข้าวโลก เนื่องจากผู้ที่กำหนดราคาข้าวภายในประเทศของระบบตลาดข้าวไทย ก็คือ กลุ่มผู้ประกอบการส่งออกข้าวและกลุ่มผู้รับซื้อข้าวภายในประเทศอย่างโรงสี ด้วยเหตุนี้ความผันผวนของราคาข้าวในตลาดโลกจึงทำให้เกิดการปรับตัวของพฤติกรรมการตลาด เช่น เกิดการกระจุกตัวของผู้ส่งออกรายใหญ่ การมีอำนาจในการชี้นำตลาดของผู้ส่งออกและโรงสี และการเปลี่ยนแปลงของนโยบายรัฐ อย่างเช่นนโยบายจำนำข้าวและประกันราคาข้าวที่ตอบสนองต่อความผันผวนของราคาข้าวในตลาดโลก เป็นต้น

อีกทั้งข้อมูลจากการจัดเวทีระดมความเห็นในพื้นที่ 8 จังหวัด คือ นครปฐม อยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครสวรรค์ มหาสารคาม พัทลุง และเชียงใหม่ พบว่าความผันผวนของช่วงราคาข้าวไทย ชาวนาบางส่วนเห็นว่ามาจากวิกฤตราคาอาหารในระดับตลาดโลก แต่บางส่วนเห็นว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายแทรกแซงราคาภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนต่าง ๆ ในการทำนาเพิ่มขึ้น อย่างเช่น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาค่าเช่านาสูงขึ้น จากปีละ 500 บาทต่อไร่ มาเป็นปีละ 1,500 – 2,000 บาทต่อไร่ และหันมาเก็บค่าเช่าตามจำนวนรอบเก็บเกี่ยว การทำนาในระบบเคมีมีต้นทุนประมาณ 5,000 – 6,000 บาทต่อไร (ค่าเช่านา ค่าเครื่องจักร น้ำมัน ค่ายา ฮอร์โมน ค่าปุ๋ย ค่าไถ ค่าหว่าน ค่าดำนา ค่าวิดน้ำ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเกี่ยว ฯลฯ) รวมไปถึงความผันผวนของราคาข้าวในตลาดโลก ทำให้ราคาปัจจัยการผลิตสูงขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค เช่น ในจังหวัดนครปฐม ชาวนาส่วนใหญ่มีที่ดินเป็นของตนเอง และบางส่วนได้เช่าที่นาเพิ่ม จึงได้รับผลกระทบในช่วงราคาข้าวผันผวนน้อยกว่าชาวนาที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง เป็นต้น

โลกาภิวัตน์ การค้าเสรี และการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาค

โลกาภิวัตน์ การค้าเสรี และการรวมกลุ่มในระดับภูมิภาคอย่างประชาคมอาเซียน (ASEAN) เช่น ข้อตกลง ASEAN Trade in Goods Agreement (ATIGA) กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรฐานสุขภาพและอาหาร เป็นต้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อทั้งอุปสงค์และอุปทานในโครงสร้างตลาดข้าว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพโดยดูได้จากงานวิจัยที่ผ่านมาของอัทธ์ (2553; 2554) ที่ศึกษาความอยู่รอดของข้าวไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและนโยบายเกษตรไทยเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันภายใต้การค้าเสรี ซึ่งพบว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันจากประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างประเทศเวียดนาม ที่มีองค์กรกึ่งรัฐบาลอย่างสมาคมอาหารเวียดนาม (Vietnam Food Association, VFA) กำหนดราคาข้าวขั้นต่ำให้ผู้ส่งออกเวลาทำสัญญาซื้อขายกับต่างประเทศ ทำให้ข้าวเวียดนามมีราคาถูกกว่าไทย แต่สำหรับชาวนาไทย งานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ให้ความเห็นว่า ชาวนาไทยยังได้รับผลกระทบ “น้อย” เนื่องมาจากราคาข้าวภายในประเทศมีภาครัฐคอยให้ความช่วยเหลือดูแล แต่นโยบายของรัฐที่แทรกแซงราคาตลาดภายในประเทศกลับทำให้เกิดปัญหาในเรื่องการพึ่งพาตัวเองของชาวนาและทำให้ศักยภาพในการปลูกข้าวคุณภาพของไทยลดลง

มาตรฐานสุขอนามัยพืชจากความร่วมมือทางการค้ากับยุโรปและอาเซียน

การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานสุขอนามัยพืชอันเนื่องมาจากการค้ากับยุโรปและอาเซียน เช่น International Plant Protection Convention (IPPC) และ Sanitary and Phytosanitary Measures (SPS) เป็นต้น การมีมาตรฐานสุขอนามัยพืชใหม่ ทำให้ผู้ผลิตข้าวไทยต้องมีการปรับตัว รวมไปถึงการหันไปปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับมาตรฐานสุขอนามัยทางอาหารและพืชมากยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกข้าวของผู้ผลิตข้าวนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุน และส่งผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงราคาในตลาดข้าว

ปัญหาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐ

ท่ามกลางความผันผวนของราคาข้าวในตลาดโลก ย่อมทำให้รัฐบาลพยายามที่จะสร้างเสถียรภาพทางราคาข้าวภายในประเทศ ซึ่งนำไปสู่การออกมาตรการและนโยบายต่าง ๆ จากภาครัฐ เช่น นโยบายจำนำข้าว ซึ่งผลกระทบของนโยบายรับจำนำข้าวศึกษาได้จากงานของจักรพงศ์ (2556) ซึ่งได้ทำการศึกษานโยบายจำนำข้าวในพื้นที่จังหวัดพัทลุง พบว่า เกิดปัญหาในเรื่องการจัดการของโรงสี ความเข้าใจในกระบวนการขั้นตอนการรับจำนำระหว่างโรงสีข้าวและชาวนา และข้อจำกัดที่มีเพียงโรงสีไม่กี่แห่งที่มีคุณสมบัติครบที่จะเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของระยะทางในการขนส่งและการดูแล รวมไปถึงความล่าช้าในการประสานงานกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ

หรือจะเป็นนโยบายการส่งเสริมให้ปลูกข้าวบางประเภท เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ นักวิชาการเอาพันธุ์ข้าวมาให้ มีการโฆษณาจากทั้งภาครัฐและเอกชนว่าเป็นพันธุ์ข้าวเกวียนละ 100,000 บาท แต่เวลามาซื้อจริง ราคาผลผลิตกลับอยู่ที่ 20,000 – 25,000 บาทต่อตัน และเมื่อนำมาปลูกในพื้นที่ทำให้ข้าวไรซ์เบอรี่เกิดการผสมกับข้าวในพื้นที่ (ไรซ์เบอรรี่ชุดแรกส่งเสริมให้เป็นอินทรีย์ แต่ยุคหลังให้ใช้ยาฆ่าหญ้าได้ จึงเป็นเคมี ทั้ง ๆ ที่ตอนประกาศขายบอกว่าเป็นข้าวอินทรีย์) จนเกิดปัญหาถึงปัจจุบันที่ข้าวไรซ์เบอรี่ขายไม่ได้ราคา เช่น ข้าวไรซ์เบอรี่ 3 กิโลกรัม ราคา 100 บาท (จากแต่ก่อนกิโลกรัมละมากกว่า 100 บาท) การใส่ถุงข้าวอินทรีย์ แต่กระบวนการผลิตจริง ๆ ไม่ใช่อินทรีย์ ทำให้คนที่ปลูกข้าวอินทรีย์จริง ๆ สามารถขายได้เพียงกิโลกรัมละ 50 – 70 บาท เป็นผลมาจากการที่โดนข้าวไรซ์เบอรี่กดราคา ทั้ง ๆ ที่เป็นอินทรีย์ปลอม จนทำให้คนที่ปลูกข้าวอินทรีย์จริง ๆ เดือดร้อน การปลูกข้าวไรซ์เบอรี่บางครั้งก็ยังมีการใช้สารเคมีอยู่ จึงไม่ใช่ “ข้าวอินทรีย์” ที่แท้จริง นโยบายของรัฐที่ส่งเสริมให้ปลูกข้าวพันธุ์ต่าง ๆ หรือการส่งเสริมข้าวอินทรีย์ จึงไม่ควรทำเพียง “ส่งเสริมให้ปลูก” เท่านั้น แต่ถ้าจะส่งเสริมก็ต้อง “หาตลาด” ให้ด้วย ไม่เช่นนั้นจึงเกิดเป็นปัญหาดังข้างต้น ที่เป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐ

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) ทั้งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและผลจากการกระทำของมนุษย์ ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญอีกเรื่องที่กระทบต่อโครงสร้างการตลาดข้าวไทย ซึ่งสามารถดูผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศต่อผลผลิตข้าวไทยได้จากงานศึกษาของ สมพรและสุวรรณา (2551) ที่ได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกต่อการผลิตข้าวในประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2550 ประเทศไทยที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 70.19 ล้านไร่ และมีผลผลิตประมาณ 32.10 ล้านตัน เมื่อศึกษาด้วยแบบจำลอง CropDSS เพื่อหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตข้าวในไทย พบว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกจะส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ปลูกข้าวขาวดอกมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เพราะจะทำให้ปริมาณการเปลี่ยนแปลงผลผลิตเพิ่มมากขึ้นรวม 1.4 ล้านตัน และมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 14,195 ล้านบาท แต่สำหรับการปลูกข้าวของภาคกลางอย่างข้าวสายพันธุ์สุพรรณบุรี 1 มีผลผลิตข้าวลดลง 0.249 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูญเสีย 2,029 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ เป็นภาพรวมของปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการตลาดข้าวของไทย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ใช่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงราคาของตลาดข้าวโลกเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยในเรื่องของการค้าเสรี การรวมกลุ่มในภูมิภาค การกำหนดมาตรฐานสุขอนามัย แนวนโยบายจากภาครัฐ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ท่ามกลางปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดข้าวไทย ทำให้ชาวนาไทยต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอด เพื่อที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดข้าวและเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างเป็นสุข

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “ทบทวนความรู้และพัฒนาโจทย์เพื่อการปรับตัวของชาวนาไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงการผลิตและการตลาดข้าว”

หัวหน้าโครงการ : สุภา ใยเมือง
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียงและกราฟฟิก ธนภัทร ทองสอน
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist