Thai Population Scenario

4 ฉากทัศน์ ครอบครัวประชากรไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า

การพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ล้วนมีเบื้องหลังที่ขับเคลื่อนด้วยผู้คน เราต้องการประชากรคุณภาพที่ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า แต่อัตราการเกิดกลับถดถอยลง ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น

“ประชากรและครอบครัวไทย” ที่เป็นหัวเรี่ยว หัวแรงสำคัญในการพัฒนาประเทศเพื่อก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางจะเป็นอย่างไรใน 4 ฉากทัศน์ อีก 20 ปีข้างหน้า เพราะการศึกษาเพื่อมองเห็นภาพอนาคต จะช่วยให้เรารู้ว่าจะต้องวางแผนปัจจุบันอย่างไร เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ปรารถนามากที่สุด

การวิจัยโครงการ “ประเทศไทยในอนาคต Future Thailand: มิติที่ 1 ประชากรและโครงสร้างสังคม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ท้าทายไทย: Thailand Grand Challenge” ของสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมตอบคำถาม โดยฉายภาพในมิติโครงสร้างประชากร ครอบครัว และสังคมเติมเต็มภาพอนาคตของประเทศไทย โดยกําหนดกรอบเวลาในการมองภาพอีก 20 ปี ว่ามีอะไรมาท้าทายสังคมไทยบ้าง

การศึกษาเพื่อมองเห็นภาพอนาคต จะช่วยให้เรารู้ว่า จะต้องวางแผนปัจจุบันอย่างไร เพื่อก้าวไปสู่อนาคตที่ปรารถนามากที่สุด ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ รศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร และคณะผู้วิจัย สถาบันประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

การสร้าฉากทัศน์ (Scenario) ของเหตุการณ์ในอนาคตด้วยกระบวนการมองภาพอนาคต (Foresight) มีความสําคัญอย่างมากต่อการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีความละเอียด ชัดเจน และรัดกุมมากขึ้น ในงานชิ้นนี้จะเป็นการฉายภาพสัดส่วนของรูปแบบการอยู่อาศัย (Living arrangement) ที่มักเรียกโดยทั่วไปว่าลักษณะครัวเรือน ที่จะเกิดขึ้นใน พ.ศ.2583

รูปแบบการอยู่อาศัยนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากไม่เพียงเพราะเป็นจุดกำเนิด ที่ฟูมฟัก อบรม เลี้ยงดูของทุกคนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเป็นอยู่ การทำมาหากิน การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวตลอดจนความอยู่ดีมีสุขในมิติที่หลากหลายของคนไทย รวมทั้งการเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต่าง ๆ จนถึงจุดสิ้นสุดของชีวิต

การสร้างฉากทัศน์ครอบครัวประชากรไทยครั้งนี้ เราเลือกปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ 2 ตัว “ตัวหนึ่งคือการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กับการกระจายอำนาจ ซึ่งสองตัวแปรนี้มีความเชื่อมโยงกันเป็นอย่างมาก ส่วนอีกตัวหนึ่ง เป็นการปรับตัวรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่จะมาในอนาคต ของคนไทยและครอบครัวไทย โดยภัยพิบัติที่ว่านี้หมายรวมถึงทั้งภัยพิบัติด้านสุขอนามัย เชื้อโรคทั้งหลาย รวมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ”

ฉากทัศน์ที่ 1 Lego บน Application Platform

“เลโก้เป็นของเล่นเสริมสร้างจินตนาการที่คนรู้จักเป็นอย่างดี ไม่นานมานี้บริษัทเลโก้ได้สร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้เลโก้สามารถต่อเล่นได้บน Social media ซึ่งจะยิ่งกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการมากขึ้น …แต่เลโก้ก็เป็นเลโก้ ถึงแพลต์ฟอร์มจะดียังไง ต่อออกมาแล้วก็ยังเป็นมุม เป็นแท่ง เป็นเหลี่ยม ไม่สมจริงอยู่ดี… ฉากทัศน์นี้จึงเหมือนกับรัฐบาลสามารถปรับตัวกระจายอำนาจได้ พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้ Wealth กระจายลงไปได้มาก แต่ตัวคนไม่สามารถที่จะปรับตัวรับมือกับภัยพิบัติได้”

สังคมไทยในภาพรวมในอีก 20 ปีข้างหน้า ณ พ.ศ.2583 ประสบความสําเร็จในการพัฒนาประเทศ อํานาจรัฐมีความเข้มแข็ง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เพราะเศรษฐกิจฐานรากแข็งแรงและเติบโตอย่างกว้างขวาง เมื่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การเมืองในประเทศมีเสถียรภาพ นโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นประชาธิปไตยมากขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนไปอย่างมาก

ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตเข้าสู่ยุค 7 G ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งจะเตรียมตัวเกษียณและเข้าสู่วัยเกษียณ ตลาดสินค้าในประเทศที่จะเติบโต อย่างเร็วมาก คือสินค้าที่เกี่ยวกับการบริโภค อุปโภคตามแนวโน้มสังคมสูงวัย เช่น อุตสาหกรรมยา สุขภาพ โรงพยาบาล ธุรกิจที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ รวมไปถึงธุรกิจการท่องเที่ยวสําหรับผู้สูงวัย

ภาพย่อยในฉากทัศน์ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีไม่ได้เป็นแบบ IOTs แต่เป็นแบบ IOsTFSO (Internet of Something for Someone) | คนรุ่นใหม่ในการเมืองเข้มข้น | กลัวภัยพิบัติแต่ต้องทำมาหากิน มนุษยาภิวัตน์ของสัตว์เลี้ยง | ชนบทถ่ายทอดสอดวิถีชีวิตเดิมๆ | สูงวัยระดับสุดยอด-ไม่ใกล้ฝั่งระดับสมบูรณ์

ฉากทัศน์ที่ 2 Algorithm เชิงปรนัย

“ฉากทัศน์นี้จะออกแนวดาร์ก (Dark) หน่อย ชื่อว่า อัลกอริทึมเชิงปรนัย…ยุคนี้เป็นยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) การทำงานของ AI ล้วนแต่เกิดขึ้นจากการเขียนอัลกอริทึมหรือชุดคำสั่ง ทำงานได้สารพัดมหัศจรรย์ แต่เรากลับเอาไปใช้แค่แก้ปัญหาโจทย์เชิงปรนัย คือโจทย์แบบ ก-ข-ค-ง หรือถูกผิด ใช้งานได้แม่เต็มประสิทธิภาพ และที่ต้องรอให้มนุษย์เขียนคำสั่งจึงจะทำงาน ในฉากทัศน์นี้แม้สังคมและเทคโนโลยีจะพัฒนาก้าวไปตามกระแสโลก แต่ทั้งตัวคนและครอบครัวเองก็ไม่สามารถปรับตัวรับมือกับภัยพิบัติได้ อีกทั้งตัวรัฐบาลเองก็ไม่สามารถที่จะกระจายอำนาจและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้สำเร็จ จะว่าไปฉากทัศน์นี้เหมือนเราย่ำอยู่กับที่”

ฉากทัศน์นี้สะท้อนสังคมไทยที่ตอนนั้นมีครัวเรือนคนเดียววัยแรงงานเพิ่มเป็น 13.4% ครัวเรือนคนเดียวสูงอายุ 14.7% ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่อาจไปถึงได้แค่ 5 G แต่ก็ทําให้ผู้คนสามารถติดต่อกันได้ตามเวลาจริง (real time) ผ่านอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน โทรทัศน์ แว่นตามองภาพเสมือน (virtual reality glasses) หรือแม้แต่การฝังชิพขนาดเล็กในตัวคน ทุกอย่างเชื่อมต่อกันหมดและสามารถสั่งงานผ่านความคิดด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารสมองกับคอมพิวเตอร์ (brain-interface technology) มีการรับรู้ข่าวสารทั่วโลกพร้อมกัน ทําให้โลกทัศน์ของคนเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะเริ่มรู้เห็นอะไรที่ไกลตัวได้ง่ายมากขึ้น

แต่ระบบราชการต่าง ๆ ยังคงล่าช้าขัดกับความว่องไวของระบบเทคโนโลยี โครงสร้างและการทำงานเหมือนเดิม ส่วนประชาชนเองก็ไม่ได้ปรับตัวและสร้างความเข้มแข็งในภาคประชาชน และรอคอยความช่วยเหลือและชี้นำจากภาครัฐเหมือนเดิม

ภาพย่อยในฉากทัศน์นี้ได้แก่ ครอบครัวใยแมงมุม | การรับมือกับภัยพิบัติซ้ำซากทุลักทุเล | ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและวิถีชีวิตครอบครัว | สูงวัยเดียวดายในเมืองใหญ่ | สังคมหลากหลายแต่ไม่เป็นระบบ | มีลูก-เลี้ยงลูกแพงทวีคูณ | รัฐบาลรับมือภับพิบัติแบบ On demand

ฉากทัศน์ที่ 3 Sandbox ข้างคลองน้ำเสีย

“ประชาชนปรับตัวรับมือกับภัยพิบัติได้ แต่ตัวรัฐบาลเองไม่สามารถที่จะพาประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า ก็ไม่สามารถที่จะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ที่เราตั้งใจเอาไว้ได้ เหมือนกับเรามี sandbox ซึ่งเป็นเครื่องมือทดลองเล่นสร้างนวัตกรรมแบบ freeform เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่จะทำให้เด็กเกิดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ออกมาเล่นนอกบ้าน แต่บังเอิญไปอยู่ข้างคลองน้ำเสียเพราะฉะนั้น จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์นั้นไปไม่สุด เพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการสร้างจินตนาการต่าง ๆ”

ฉากทัศน์นี้ คนไทยปรับตัวได้ แต่รัฐปรับไม่ทัน ในปี 2583 กรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นศูนย์กลางความเจริญและศูนย์กลางของอํานาจการบริหารราชการ แผ่นดินที่ส่งกระจายงบประมาณไปพื้นที่ต่าง ๆ (เหมือนเดิม) ซึ่งก็ยังคงไม่ได้สัดส่วนกับผลผลิตที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นแม้จะเป็นต้นน้ำของการผลิตทั้งหลาย แม้การกระจายอํานาจจะเป็นปณิธานของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งอำนาจ และเงิน วิ่งออกมาจากส่วนกลาง แล้ว “ทอน” กลับไปส่วนกลางไม่แตกต่างจากเมื่อ 80 กว่าปีที่แล้ว กลายเป็นความชํานาญของการผลิตซ้ำทั้งแนวคิดและวิธีการทํางาน

แม้กระนั้น ประเทศจะมีสภาพเศรษฐกิจและมาตรฐานการดํารงชีวิตก็ยังจะสูงขึ้นอันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเติบโตแบบไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่ก้าวกระโดด เพราะแม้กลไกการปกครองจะแข็งตัวแต่การทํางานของภาคเอกชนยังเติบโตต่อไป สัดส่วนของความเจริญของส่วนกลางและภูมิภาคยังคงเหมือนเดิม คือโตและแน่นตรงกลางและจุดต่าง ๆ ที่เป็นเมือง ส่วนท้องถิ่นชนบทยังคงรกร้างและไกลความเจริญ

โครงการต่าง ๆ ที่ชวนให้คนรุ่นใหม่กลับไปลงทุนและพัฒนาบ้านเกิดขาดการเสริมแรง (reinforcement) ที่ต่อเนื่องและท้องถิ่นก็ขาดการเสริมอํานาจ (empowerment) อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ช้าหนุ่มสาวเหล่านี้ที่กลับไปต่อสู้เพื่อพลิกฟื้นชนบทก็อ่อนแรง การหลั่งไหลเข้าตัวเมืองเพื่อแสวงหาโอกาสให้กับชีวิตของตนเองและครอบครัวยังคงเป็นกระแสหลัก เพราะความเจริญทุกอย่างอยู่ที่นั่น “ปืนเที่ยง” ยังฟังได้ชัดเฉพาะในแถบพระนคร

ภาพย่อยในฉากทัศน์นี้ได้แก่ รัฐบาลระยะสั้น ปกครองรวมศูนย์ งบจำกัด | ความเหลื่อมล้ำจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน | ความสัมพันธ์ในครอบครัวบนพื้นที่เสมือน | ครอบครัวซุปเปอร์ไฮยีนซุปเปอร์กรีน | แฟชั่น PPT พื้นที่ “ไม่ฉีดวัคซีนห้ามเข้า!” | ไทยชนะ เราชนะ ในเวลาอันยาวนานและแสนแพง | สูงวัยใส่แมสไปทำงาน

ฉากทัศน์ที่ 4 Deep Learning, Deep Caring

“ฉากทัศน์ที่เป็นฉากทัศน์ในฝันที่คิดว่าอยากให้ไปถึง เป็นฉากทัศน์ที่เรียกว่า Deep Learning Deep Caring :ซึ่ง Deep learning นี้เป็นเทคโนโลยีขั้นสุดของ AI ในขณะนี้ คือ AI เรียนรู้ด้วยตัวเอง และเป็นการเรียนรู้ที่ไวกว่ามนุษย์หลายล้านเท่า ยิ่งคนมีปฏิสัมพันธ์กับ AI หรือว่าให้ Resource กับ AI เหล่านี้มากแค่ไหน AI ยิ่งจะเรียนรู้ได้มากขึ้น และตัดสินใจต่างๆ แทนคนได้มากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อวิจารณ์ว่ายังขาดความรู้สึกนึกคิดอย่างมนุษย์”

“แต่ในฉากทัศน์ สังคมเป็นแบบทั้ง Deep learning และ Deep caring ด้วย..คือเพอร์เฟค มีทั้งอัจฉริยภาพและ มี Human Touch มีน้ำจิตน้ำใจ มีความเป็นมนุษย์สูงอยู่ในนั้นด้วย เพราะฉะนั้นฉากทัศน์นี้เป็นฉากทัศน์ในฝันที่ทั้งคนเองก็ปรับตัวได้ สามารถที่จะเรียนรู้ในการอยู่กับภัยพิบัติ ป้องกันตัวเอง รัฐก็ปรับตัวกระจายอำนาจและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้”

“ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็สามารถปรับตัว ที่กระจายอำนาจในอีก 20 ปีข้างหน้า แล้วก็มีการกระจายเศรษฐกิจฐานราก คนที่อยู่ในภูมิลำเนา สามารถที่จะสร้างเศรษฐกิจของตัวเอง อยู่ใกล้กับครอบครัวดูแลครอบครัว”

เสรีภาพของชีวิต และเศรษฐกิจที่ไม่เหลื่อมล้ำ การปกครองแบบกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการดําเนินชีวิตเต็มรูปแบบ บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิของผู้อื่น ประชาชนในท้องถิ่นเข้มแข็งจึงสามารถผลักดันหรือมีอิทธิพลต่อนโยบาย หรือกฎหมายระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง รัฐบาลมีบทบาทและอํานาจจํากัด เพียงไว้แต่การจัดระเบียบและจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้กระจายสู่ประชาชน การเมืองในประเทศมีเสถียรภาพ กฎหมายให้ความสําคัญต่อการให้สิทธิ เสรีภาพ รวมถึงสวัสดิการถ้วนหน้าทุกช่วงวัยและรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและวิกฤตการณ์

การพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ากับนโยบายที่เท่าเทียมทําให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม เศรษฐกิจรากหญ้าเข้มแข็ง ประชาชนมีอาชีพและรายได้เพียงพอสําหรับชีวิตที่มีคุณภาพ ระบบเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตและก้าวข้ามผ่านกับดักรายได้ปานกลางไปได้ ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีเมื่อคนมีรายได้เพิ่มขึ้นและความเหลื่อมล้ำลดลง ครัวเรือนไทยสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ความกดดันทางด้านเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอดแม้จะยังมีอยู่แต่ลดลงไปอย่างมาก และเงินงบประมาณของรัฐสามารถจัดสรรเพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ สร้างระบบนิเวศน์ที่เอื้ออํานวยต่อการอยู่อาศัย การดูแลครอบครัว การผลิตสินค้าและบริการ และพัฒนาศักยภาพระดับบุคคลอย่างเต็มความสามารถ แต่ละคนดํารงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี แม้จะมีฐานะที่แตกต่างกันแต่ก็ไม่เกิดการเหยียบย่ำทางชนชั้น

ประชาชนได้รับการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพแทนการศึกษาเพื่อรับปริญญา และสามารถเรียนเพิ่มทักษะใหม่ได้ จึงสามารถประกอบอาชีพหลัก และสร้างอาชีพที่สอง เพื่อเป็นแหล่งรายได้สํารอง จึงทําให้มีเงินออมเพียงพอในการดูแลตนเองและครอบครัว และมีแหล่งรายได้มากกว่า 1 แหล่ง ซึ่งถือเป็นการเตรียมพร้อมในด้านเศรษฐกิจเพื่อการรับมือภัยพิบัติได้อย่างดี

การปรับตัวหรือการรับมือของประชากรทุกวัยทําได้ดีจนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติในทุกสถานการณ์ ประชากรสูงอายุใน พ.ศ. 2583 ได้รับประสบการณ์หรือเรียนรู้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิต จึงเข้าใจและสามารถปรับตัวได้ นอกจากนี้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างรุ่นอายุทําให้ประชากรรุ่นใหม่เรียนรู้และเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตการณ์ได้โดยติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นรอบโลก ประชาชนตระหนักถึงความสําคัญของการมีสุขภาพดีจึงมีพฤติกรรมการบริโภคดีและออกกําลังกายตามโปรแกรมสุขภาพที่ตั้งขึ้นโดยกระทรวงสาธารณสุข แจ้งผ่านโทรศัพท์มือถือล่วงหน้าเป็นรายบุคคล เพื่อให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิต และให้ความร่วมมือมาตรการด้านสาธารณสุขและการรับมือวิกฤตเป็นอย่างดี และทันต่อเหตุการณ์เพราะความสามารถในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นทักษะพื้นฐานของประชาชน

“เราอยากจะมองเห็นเศรษฐกิจที่คนทั่วไป อยู่กับครอบครัวได้ ไม่ต้องไปย้ายถิ่นไปทำงานกับบริษัทใหญ่ ๆ หรืออยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ใกล้กับภูมิลำเนาของตัวเอง ดูแลครอบครัวกันได้ เศรษฐกิจฐานรากจะโตได้ การกระจายอำนาจต้องพัฒนาไปจากจุดที่เราเป็นอยู่นี้ในทุกวัน”

“ผมคิดว่าวันนี้ภาคประชาชน และภาคเอกชน ปรับตัวค่อนข้างได้ดี จากการปรับตัวรับมือกับภัยพิบัติทั้งโควิด-19 และภัยพิบัติธรรมชาติ 2 ปี ที่เห็นผ่านมา ผมสามารถพูดได้เต็มที่เลยว่าแข็งแรงกว่าภาคราชการอย่างมาก”

“สิ่งหนึ่งที่ยังจะแก้ไม่ได้ทันทีในการสร้างครอบครัว คือการสร้างครอบครัวในวันนี้ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ผมคิดว่าวันนี้เราเข้าไปติดกับดักของการจับจ่ายใช้สอยพอสมควร สังคมมีแนวโน้มที่จะอวดว่าใครใช้จ่ายได้แพงกว่า ใช้จ่ายได้สุรุ่ยสุร่ายกว่า แทนที่จะแข่งกันว่าอันไหนที่จะประหยัดได้กว่าและก็ใช้แบบมีสติมากกว่า ผมคิดว่าต้นทุนในการสร้างครอบครัวน้อยลงและก็มีความสุขมากขึ้น”

การได้เห็นอนาคตประชากรไทยผ่าน 4 ฉากทัศน์นี้ ช่วยให้เราเห็นถึงความสำคัญในการกระจายอำนาจ ที่จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือน

การบริหารงานของรัฐบาลกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก เพราะชินชากับรูปแบบการบริหารเดิม ๆ ที่ “เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เคยเปลี่ยนไป”

ประเทศไทยในอนาคต Future Thailand: มิติที่ 1 ประชากรและโครงสร้างสังคม ส่วนหนึ่งของโครงการ ท้าทายไทย: Thailand Grand Challenge โดยสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

คณะผู้วิจัย รศ.ดร.ภูเบศร์ สมุทรจักร | รศ.ดร.จงจิตต์ ฤทธิรงค์ | ผศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน | น.ส.กาญจนา เทียนลาย | น.ส.พิมลพรรณ นิตย์นรา | นายสิทธิชาติ สมตา
ที่ปรึกษาโครงการ รศ.ดร.รศรินทร์ เกรย์

 

00:00
00:00
Empty Playlist