messageImage_1626990915423

เตรียมทรัพยากรอย่างไรเพื่อการพัฒนาไทยอย่างยั่งยืน

เรื่องของ น้ำ พลังงาน และอาหาร นั้นล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งแต่ก่อนเราอาจมอง 3 เรื่องนี้แยกส่วนกันไป น้ำก็เรื่องหนึ่ง พลังงานก็เรื่องหนึ่ง อาหารก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ในการพัฒนาประเทศนั้นทั้ง 3 เรื่องนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกันหมด เพราะในบางครั้งการผลิตอาหารก็ไปกระทบกับเรื่องของน้ำหรือการปลูกพืชนั้นก็ต้องใช้น้ำเช่นกัน โดยในขณะที่เรามีปริมาณน้ำอยู่จำนวนหนึ่งแต่กลับต้องเอามาพัฒนาทั้งในภาคส่วนอุตสาหกรรม การบริการ รวมถึงการท่องเที่ยว ดังนั้นถ้าเราไม่วางแผนตั้งแต่แรกทุกคนอาจจะคิดว่ามีทรัพยากรน้ำที่เพียงพอ  แต่จริง ๆ แล้วนั้นมันไม่เพียงพอต่อทุกภาคส่วนเนื่องจากน้ำมีปริมาณจำกัด รวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

นอกจากนี้แล้วการจะพัฒนาประเทศให้เป็นไปตามแผนหรือเป้าหมายที่วางเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นั้นระหว่างทางย่อมมีการใช้เชื้อเพลิงในการเติมให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ และแน่นอนว่าเชื้อเพลิงนั้นก็คือทรัพยากรทั้งน้ำ พลังงาน และอาหารที่เราจะสูญเสียไป ดังนั้นทำอย่างไรเราถึงจะมั่นใจได้ว่าจะมีทรัพยากรที่เพียงพอต่อการรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 นั้นได้ งานวิจัยที่เราหยิบยกมาในวันนี้ จะทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือ การวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อม รวมถึงช่องว่างที่พบจากการเตรียมตัวดังกล่าว

การจัดสรรทรัพยากร

ก่อนอื่นเราต้องได้เป้าหมายที่เหมือนกันก่อนว่าประเทศไทยจะมีทิศทางการเติบโตอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเอาแผนพัฒนายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมา สมมติพิจารณาดูแล้วคาดการณ์ว่า GDP จะโตสัก 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องดูว่ามีความต้องการน้ำ พลังงาน อาหารเท่าไหร่ จากนั้นเราก็ไปดูความเชื่อมโยงว่าสัดส่วนของน้ำที่ไปพัฒนาภาคเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศไทยนั้นมันมีทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งถ้าเอาน้ำไปใช้ในภาคการเกษตรก็จะทำให้น้ำในส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมและบริการลดลง เนื่องจาก GDP ที่โต 5 เปอร์เซ็นต์ นั้นโตในแต่ละภาคส่วนไม่เท่ากัน แต่เนื่องจากปริมาณน้ำที่มีอยู่นั้นมีอย่างจำกัด คำถามที่ตามมาก็คือเราควรจะแบ่งกันอย่างไร

ถ้าแบ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ก็ควรจะแบ่งไปให้คนที่สามารถสร้าง ‘ผลิตภาพของน้ำได้สูง ๆ (water productivity)’  โดยพิจารณาว่าการให้น้ำหนึ่งหน่วยไปให้ภาคนั้น ๆ สามารถผลิตเงินได้เท่าไหร่  ซึ่งแน่นอนว่าการให้น้ำแก่ภาคอุตสาหกรรมย่อมผลิตเงินได้มากกว่าภาคเกษตร เนื่องจากในทางเศรษฐศาสตร์มองว่าควรที่จะเอาน้ำไปให้คนที่สร้างเงินได้เยอะ ๆ แต่ในความเป็นจริงก็ไม่สามารถมองในมุมนั้นได้เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาในเรื่องสังคมด้วย โดยถึงแม้ว่าภาคเกษตรจะผลิตเงินได้น้อย แต่พวกเขาเป็นเหมือนกระดูกสันหลังของชาติ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของเรา เราก็ต้องคำนึงถึงพวกเค้าด้วยเช่นกัน

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากเพราะทุกภาคส่วนก็มีความต้องการในการใช้น้ำ พลังงาน อาหารที่ต่างกัน รวมถึงในเรื่องเชิงพื้นที่อย่างคนกรุงเทพฯ ที่ไม่ค่อยมีการเกษตร ในขณะที่จังหวัดอื่นมีการเกษตรเยอะกว่าก็อาจจะต้องการน้ำไปใช้ในส่วนเกษตรกรรมมากกว่า เพราะฉะนั้นมันมีหลายมิติที่ทับซ้อนกันอยู่ ทั้งประเด็นเรื่องของการพัฒนา ประเด็นเรื่องของพื้นที่ และประเด็นเรื่องเวลา ซึ่งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งของแต่ละภาคส่วนได้

การศึกษาจากองค์กรสหประชาชาติ (UN) พบว่ามีกรณีที่มีลักษณะคล้าย ๆ ประเทศไทยเกิดขึ้นในยุโรป นั่นคือ มีเหตุการณ์ที่ 2 ประเทศใช้น้ำในแม่น้ำเส้นเดียวกัน ซึ่งประเทศที่อยู่ต้นน้ำเป็นประเทศที่รวย สามารถเก็บน้ำได้มากกว่า โดยการสร้างเขื่อนเก็บน้ำไว้ผลิตไฟ ขณะที่ประเทศปลายน้ำเป็นประเทศที่ไม่ค่อยมีเงินดังนั้นเลยเอาน้ำทั้งหมดมาผลิตผลผลิตทางด้านการเกษตร ซึ่งการแย่งน้ำนี้ทำให้ทั้ง 2 ประเทศเกิดการทะเลาะกัน จนทำให้จากปัญหาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติกลับลามกลายเป็นถึงปัญหาความมั่นคงของชาติจน UN ต้องเข้ามาช่วย

สิ่งที่ UN ทำก็คือ ดูก่อนว่าปัญหานั้นมีอะไร โดยประเด็นที่เจอก็พบว่ามีความต้องการของน้ำ พลังงาน  อาหาร จากแหล่งเดียวกัน ซึ่งจะปล่อยให้ 2 ประเทศนี้เจรจากันเองก็ย่อมไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็อยากได้น้ำมากที่สุดและไม่รู้จะคุยกันบนฐานอะไรเพราะทุกคนต่างมีข้อมูลเป็นของตัวเอง(gap information) ดังนั้นสิ่งแรกที่ UN ทำก็คือเรื่อง ‘การจัดฐานข้อมูล (Data base)’ ซึ่งต้องเป็นฐานข้อมูลที่ทั้งสองประเทศยอมรับ จากนั้นก็นำมาทำเป็นโมเดลให้ดูว่าในอนาคตถ้าประเทศต้นน้ำต้องการอย่างหนึ่ง ประเทศปลายน้ำต้องการอย่างหนึ่งจะต้องการใช้น้ำเท่าไหร่ จึงมีคำว่า ‘whole design’  ที่หมายถึงการมาออกแบบร่วมกัน มามองร่วมกันเพื่อดูความเชื่อมโยงให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน (Co-benefits) ซึ่งเป็นการออกแบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing economy) ทำให้แต่ละฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์

หันมามองประเทศไทย

 ปัจจุบันเราก็พยายามที่จะทำฐานข้อมูลเพื่อสร้างโมเดลเป็นของตัวเอง ซึ่งเราก็พยายามที่จะนำผู้เชี่ยวชาญแต่ละภาคส่วนมานั่งคุยกัน ทั้งยุทธศาสตร์ด้านน้ำ เกษตรและพลังงาน ที่ต่างก็มีลักษณะเป็นของตัวเอง โดยเราพยายามจะหาว่าทั้ง 3 ยุทธศาสตร์นี้ต้องไปตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศหรือไม่อย่างไร และการพัฒนานั้นต้องมีการจัดสรรอย่างไร โดยจะทำเป็นเครื่องมือให้ผู้ที่ต้องตัดสินใจในเรื่องนโยบายของประเทศให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ไม่มีการทะเลาะกันอย่างที่ UN เจอ  

ช่องว่างที่เกิดขึ้น

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่า การออกแบบยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการใช้ของภาคส่วนหนึ่งย่อมไปกระทบกับอีกภาคส่วนหนึ่ง นั่นคือเกิดสัดส่วนในการแลกเปลี่ยนที่มีคนหนึ่งได้ก็จะมีคนหนึ่งเสีย ดังนั้นสิ่งที่เราพยายามจะทำก็คือพยายามสร้างฐานข้อมูล จากการพัฒนาช่องว่างทางข้อมูลข่าวสาร (gap Information) อย่างไรก็ตามพบว่ามีช่องว่างที่เกิดขึ้นในการศึกษาครั้งนี้

  • ช่องว่างด้านข้อมูล คือการทำฐานข้อมูล (Database) เพื่อนำมาใช้นั้นต้องเป็นฐานข้อมูลที่ทุกคนยอมรับ และนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
  • ช่องว่างด้านนโยบาย ที่ผ่านมาประเทศไทยมักจะพัฒนาไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขทีหลัง แต่ถ้าเรายังทำอย่างนี้ต่อไปในอนาคตจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการวางแผนไว้ตั้งแต่ตอนนี้ว่าระหว่างทางถ้าเราต้องการให้ประเทศโตเท่าไหร่ จะต้องการน้ำพลังงานเท่าไหร่ ด้วยการมองในมุมมองที่เชื่อมโยงกันในแต่ละส่วนให้เหมาะสม โตไปในทิศทางที่ทุกภาคส่วนได้ผลประโยชน์ (Co-benefits) ตามเป้าหมายในการพัฒนาประเทศชาติ
  • ช่องว่างด้านเครื่องมือในการวิเคราะห์ แต่ก่อนการเจรจาคุยกันนั้นอาจจะต้องอาศัยการใช้ประสบการณ์ หรือความเข้าใจของผู้เชี่ยวชาญ แต่ว่าในปัจจุบันเราอยากพัฒนาตัวเครื่องมือขึ้นมาเพื่อจะเป็นจุดเริ่มต้น ยกตัวอย่างเช่น เราอยากโต 5 เปอร์เซ็นต์เราต้องมีทรัพยากรเท่าไหร่ ต้องการน้ำเท่านี้ พอมารวมกันหลาย ๆ ฝ่ายปรากฏไม่สามารถโตได้กับเป้าหมายที่ต้องการ ดังนั้นจึงพยายามทำเครื่องมือเพื่อที่จะไปตอบโจทย์ตรงนั้นว่าถ้าโตเท่านี้ต้องหาน้ำเพิ่มเท่าไหร่ ถ้าหาน้ำเพิ่มไม่ได้เราจะต้องทำอย่างไรต่อ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยสำหรับผู้ที่ต้องตัดสินใจในเชิงนโยบาย ว่าเขาจะรับมืออย่างไรกับปัญหาเหล่านี้

นอกจากนี้แล้วในอนาคตอาจจะไม่ได้มองในเชิงประเทศของเราเพียงอย่างเดียว ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยที่อยู่ในลุ่มน้ำโขงนี้ บางประเทศก็นำน้ำไปผลิตกระแสไฟฟ้าหรือนำน้ำไปผลิตในภาคเกษตร หรือแม้แต่กระทั่งประเทศไทยเองที่อยากจะพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะต้องผันน้ำมาจากที่อื่นมา ดังนั้นเลยกลายเป็นประเด็นทางเรื่องพื้นที่ไปพร้อม ๆ กัน เพราะฉะนั้นในอนาคตย่อมต้องมีการร่วมมือกันไม่ใช่แค่ในพื้นที่ของตัวเองแล้ว แต่จะต้องไปสัมพันธ์กับพื้นที่อื่นด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “กรอบแนวคิดในการวิจัย Water-Food-Energy Nexus เพื่อมุ่งสู่การวางแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน”

หัวหน้าโครงการ : พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียงและกราฟฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist