RC20320-1 ปก 1200 800

แนวทางการสร้างศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่ตลาดอาเซียน

อุตสาหกรรมสิ่งทอ เป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทอย่างมากต่อการเติบโตและพัฒนาของเศรษฐกิจไทยมากกว่าหลายทศวรรษ อุตสาหกรรมนี้จัดได้ว่ามีมูลค่าอยู่ในระดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมการส่งออกของประเทศ โดยมีตลาดสำคัญคือ กลุ่มประเทศอาเซียน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เป็นต้น

หากมองในเชิงเศรษฐกิจนับตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมสิ่งทอมีบทบาทมากในอุตสาหกรรมการผลิตของไทย กล่าวคือ มูลค่าการผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งทอต่อมูลค่าผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น (GDP) คิดเป็นร้อยละ 2.87 และเทียบกับมูลค่าการผลิตของอุตสาหกรรมทั้งประเทศคิดเป็นร้อยละ 11

สถานการณ์อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยและโอกาสในตลาดอาเซียน

ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมสิ่งทอในระดับตลาดต่างประเทศมาเป็นระยะเวลานาน แต่กระนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ อุตสาหกรรมสิ่งทอไทยมีแนวโน้มหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงปั่น (เส้นใย) ที่ผู้ประกอบการหลายรายตัดสินใจเลิกกิจการ เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลง อีกทั้งในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของจีนมีการเติบโตของอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยประมาณมากกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ทั้งนี้เนื่องมาจากความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนของค่าจ้างแรงงาน ซึ่งอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมีการใช้ แรงงานอย่างเข้มข้นในการผลิตและความได้เปรียบจากขนาด (Economy of scale) ทำให้สามารถลงทุนนำเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพการผลิตสูงกว่าแรงงานเข้ามาใช้ในการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งช่วยพัฒนาศักยภาพการผลิตของอุตสาหกรรมสิ่งและเครื่องนุ่งห่มของจีนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ปัจจุบันจีนเองก็เริ่มมีปัญหาเหมือนกัน นั่นคือ แรงงานก็มีแนวโน้มลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากค่าแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรงงานที่อยู่ในภาคตะวันออกที่ติดชายทะเล อาทิ เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และเซิ่นเจิ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ผลิตในจีนเริ่มมีการย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศมากขึ้นและเปลี่ยนมานำเข้าจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งไทยเองก็เองก็เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีความเชี่ยวชาญ จึงนับเป็นโอกาสที่ไทยควรจะผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างจริงจัง อีกทั้งในปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจไทยนั้น ถือว่ามีโอกาสมากมายที่จะได้ประโยชน์หลายด้านจากการเปิดเสรีในอาเซียน การขยายตลาดสินค้าในอาเซียน ถือเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทยอยู่แล้ว ซึ่งการที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในประเทศสมาชิกอาเซียนนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องทราบข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ดี เพื่อจะได้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมในการเตรียมความพร้อมเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจเพื่อรุกตลาด หรือแก้ไขจุดอ่อนให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจภายใต้แรงกดดันด้านการแข่งขันในตลาดที่มากขึ้นในตลาดอาเซียน

โดยในกรณีของสิ่งทอ ประเทศไทยจัดได้ว่ามีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงประเทศหนึ่งเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งสำหรับการค้าสิ่งทอในตลาดอาเซียน เนื่องจากสินค้าที่ผลิตในไทยได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากต่างชาติ ในเรื่องมาตรฐานการผลิตและการออกแบบ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อได้เปรียบจากการที่มีภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางของภูมิภาค จึงมีโอกาสสูงในการที่จะขยายตลาดไปสู่ตลาดอื่น ๆ ในกลุ่มอาเซียนได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแถบอาเซียน โดยจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคประเทศต่าง ๆ นั้นพบว่า มีการเริ่มให้ความสำคัญในการเลือกซื้อสินค้า โดยพิจารณาด้านคุณภาพและลักษณะการใช้งานควบคู่กับปัจจัยทางด้านราคา อันเนื่องมาจากกำลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้น โดยหากเราพิจารณาพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศอาเซียนแล้ว อาจสรุปสิ่งที่น่าสนใจได้ดังต่อไปนี้

  • สำหรับประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย

ถือได้ว่าเป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ผู้คนนิยมเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าหรูหรา และมีวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์ทางตะวันตก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมให้ความสำคัญกับกระแสนิยมและแฟชั่นในตลาดโลกสูง ให้ความสนใจเทคโนโลยีใหม่ ๆ คุณภาพของสินค้า และที่สำคัญมีการขยายตัวขอธุรกิจค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง อาทิ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น ดังนั้น ช่องทางการจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการไทยอาจจะเป็นในลักษณะของการเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า หรือการตั้งซูเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายสินค้าตามชุมชนต่าง ๆ

  • สำหรับประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม

เป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้ระดับปานกลางและต่ำ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงค่อนข้างอ่อนไหวกับราคาสินค้า ทำให้ไม่นิยมสินค้านำเข้าที่มีราคาแพงหรือสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ราคาสูง ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า สำหรับผู้ประกอบการไทยในอินโดนีเซียและเวียดนามอาจเป็นการจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่จะนิยมซื้อสินค้าตามร้านค้าปลีกรายย่อยมากกว่าตามห้าง

  • สำหรับประเทศเมียนมาร์ สปป.ลาว และกัมพูชา

ส่วนใหญ่ยังมีกำลังซื้อไม่สูงนัก การตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่เน้นพิจารณาจากประโยชน์และคุณภาพของสินค้าเป็นสำคัญ และมักซื้อเท่าที่จำเป็น โดยในกลุ่มวัยรุ่นชาวลาว พบว่า แฟชั่นสมัยใหม่เข้ามามีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะกับสินค้าเครื่องแต่งกายและการดูแลสุขภาพ สำหรับช่องทางการค้าของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มนี้ ควรจึงควรจะเป็นลักษณะของร้านค้าปลีกย่อยที่เป็นตัวแทนจำหน่าย เพราะผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรหันมาเน้นการพัฒนาสินค้าสิ่งทอในเชิงคุณภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคากับประเทศคู่แข่ง โดยอาศัยจุดเด่นของสิ่งทอไทยคือ การออกแบบ และมาตรฐานของคุณภาพสินค้า ในการตอบสนองความต้องการและรสนิยมของผู้ซื้อแต่ละประเทศที่มีความแตกต่างกัน

 

การพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย อย่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังคงร่วมมือกันกำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างเนื่อง อาทิ การมีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา 4 ด้าน คือ

  • ด้านแรก เน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้เข้มแข็งและยั่งยืน

เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานสู่การออกแบบด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ทั้งระบบ อาทิ กระบวนการพัฒนาผู้ประกอบการจัดตั้งกองทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีและทักษะผู้ผลิตของไทย ที่ควรก้าวไปสู่การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องจักรอัตโนมัติเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตให้มากขึ้น ตามแนวคิด “อุตสาหกรรม 4.0” คือ การใช้เทคโนโลยีการผลิต โดยเฉพาะระบบอัตโนมัติ ผสมผสานร่วมกับเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพในกระบวนการผลิตขยายระบบงานในธุรกิจ

  • ด้านที่สอง ส่งเสริมการพัฒนาความสามารถในการตอบสนองตลาดของห่วงโซ่อุปทานที่ขยายสู่ภูมิภาค และขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อาทิ การประกาศพื้นที่ 10 Fashion Industry Zone พัฒนาเขตเศรษฐกิจแฟชั่นครบวงจรที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในการเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตของภูมิภาค ฯลฯ

  • ด้านที่สาม ส่งเสริมการพัฒนาตำแหน่งทางการตลาด

สร้างเวทีการออกแบบและการค้าระดับโลกในประเทศไทย โดยใช้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการนำการค้าการลงทุน การผลักดันมาตรฐานผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยให้เป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับภูมิภาค บูรณาการทุนวัฒนธรรมร่วมสมัยด้านแฟชั่นและสิ่งทอ กับผลิตภัณฑ์ และบริการวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหาร กีฬา ภาพยนตร์ และอื่น ๆ ไปยังประเทศในอาเซียน

  • ด้านที่สี่ ยกระดับโครงสร้างทุนมนุษย์ พัฒนาบุคลากรที่มีทักษะหลากหลายด้านความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี

โดยการส่งเสริมทุนวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษาและอุตสาหกรรม พัฒนาผู้บริการระดับกลางและการบริหารงานอย่างมืออาชีพ รวมถึงสร้างภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมที่ดีแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและบุคลากรในอนาคต โดยการส่งเสริมบุคลากรต้นแบบในอุตสาหกรรมให้เป็นที่ยอมรับ

ทั้งนี้ ในบทความนี้ขอนำเสนอ ข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐเพิ่มเติม เพื่อจะได้ส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทย ดังต่อไปนี้

  • ประการแรก ควรมีการจัดทำข้อมูลที่จำเป็นเพื่อส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศที่เป็นปัจจุบันและมีความแม่นยำ

เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลา และต้นทุนในการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการออกไปลงทุนในต่างประเทศ อีกทั้งพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการ และการลดต้นทุนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME

  • ประการต่อมา ภาครัฐควรมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเชิงลึก

เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจข้อมูลและขั้นตอนการปฏิบัติต่าง ๆ ในการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้งานหรือปฏิบัติได้จริง (ตั้งแต่ออกนอกประเทศครั้งแรกจนเริ่มดำเนินการผลิต)

  • ประการสุดท้าย สนับสนุนการสร้างนวัตกรรม การวิจัย/พัฒนาและงบประมาณ

โดยการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและสนับสนุนด้านนี้อย่างจริงจัง ภาครัฐควรกำหนดให้มาตรฐานสินค้าสิ่งทอเป็นมาตรฐานบังคับ เพื่อสกัดกั้นสินค้าราคาถูกที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาจากต่างประเทศ และเพื่อยกระดับการผลิตในประเทศ

โดยสรุป แม้อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยในปัจจุบันจะเริ่มชะลอตัวลง แต่หากไทยสามารถปรับตัว เน้นคุณภาพและเน้นเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆมาปรับใช้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยฟื้นตัว และสามารถออกสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างแน่นอน เพราะไทยเองก็มีความได้เปรียบในหลายด้านไม่ว่าจะเป็น ความมีชื่อเสียง ด้านฝีมือ และความมีเอกลักษณ์ นั่นเอง

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การสร้างศักยภาพในการแข่งขันและกลยุทธ์ในการส่งเสริมการไปลงทุนทางตรงระหว่างประเทศขาออกของอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทย

ผู้วิจัย : จารึก สิงหปรีชา และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิก ตวงทอง จงเจริญ
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist