cover 2

มาตรฐานการจัดการสวนยางพาราในไทย ทางรอดชาวสวนยางพาราไทยในยุคอนุรักษ์

นอกเหนือจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำต่อเนื่องมาหลายปี ชาวสวนยางพาราไทยยังต้องเจอปัญหาใหม่จากประเทศผู้ซื้อยางและไม้ยางพาราที่พยายามกดให้ราคาถูกลงอีก นั่นคือ การใช้ข้อกีดกันทางการค้าอื่นที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) โดยประเทศผู้ซื้อจะอ้างอิงมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน

ในปัจจุบัน นอกเหนือจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างมากต่อเนื่องมาหลายปี ชาวสวนยางพาราไทยยังต้องเจอปัญหาใหม่จากประเทศผู้ซื้อยางและไม้ยางพาราที่พยายามกดให้ราคาถูกลงอีก นั่นคือ การใช้ข้อกีดกันทางการค้าอื่นที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) เช่น การบุกรุกป่าเพื่อปลูกยาง การใช้สารเคมีบางชนิด การตัดต้นยางพาราที่ไม่ถูกวิธีการ หรือ การไม่อนุรักษ์พื้นที่ป่าอนุรักษ์และสัตว์ป่า โดยประเทศผู้ซื้อจะอ้างอิงมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ทั้ง Forest Stewardship Council (FSC) และ Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC) โดยอาศัยกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังมาแรงในขณะนี้เป็นข้ออ้าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงมีการสนับสนุนการทำวิจัย ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร

ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิจัยที่มีผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพของผู้ทำสวนยางพาราและผู้ประกอบธุรกิจให้ได้รับการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สกสว. และ วช. อย่างต่อเนื่อง ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีพื้นที่สวนยางพาราที่มีการจัดการได้รับการรับรองตามมาตรฐานเพียง 122,658 ไร่ หรือ 0.5% เท่านั้น แต่มีสวนยางที่ไม่ผ่านมาตรฐานสากลถึง 99.5%

ปัญหาหลักๆ ในการรับรองมาตรฐานการจัดการสวนยางพาราในประเทศไทย 5 ข้อด้วยกัน ได้แก่
  • ผลสืบเนื่องจากปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมโลกที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นส่งผลต่อการเร่งให้มีมาตรฐานการจัดการสวนยางพารา
  • สถานการณ์การส่งออกผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราในระยะยาวอยู่ในสถานภาพที่มีความเสี่ยงสูง
  • มาตรฐานการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติตามเงื่อนไขของผู้ซื้อมีหลายมาตรฐาน
  • ผู้ทำสวนยางพาราและผู้ประกอบธุรกิจไม้ยางพาราส่วนใหญ่ไม่เข้าใจในมาตรฐานการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติที่ดีพอ
  • มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการรับรองของ FSC จากเวอร์ชั่น 4 เป็น เวอร์ชั่น 5 ในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งมีเงื่อนไขเพิ่มมากขึ้นในการปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐาน
ข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อตอบโจทย์เร่งด่วนของวิกฤตยางพาราไทยบนพื้นฐานงานวิจัย 6 ประการ ได้แก่
  • กำหนดเป็นวาระแห่งชาติเร่งด่วนในการพัฒนาศักยภาพของการทำสวนยางพาราทั้งระบบเพื่อให้ได้รับการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติ
  • กำหนดหรือสร้างองค์กรที่มีภารกิจในการรับมือ เจรจา และสร้างการรับรู้กับผู้เกี่ยวข้อง เช่น การยางแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ มหาวิทยาลัย
  • พัฒนาศักยภาพและสร้างความพร้อมของผู้ทำสวนยางพารา ผู้ประกอบธุรกิจไม้ยางพารา และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ให้ได้รับการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติโดยด่วน
  • สร้าง Forest Management Standard for Thailand บนพื้นฐานของงานวิจัย ที่ได้รับการรับรองจาก FSC หรือ PEFC
  • เร่งวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมของการจัดการสวนยางพาราที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบในประเทศไทย เช่น การปลูกเชิงเดี่ยว และการปลูกพืชร่วมยางพารา เพื่อรองรับการตรวจมาตรฐาน ภายใน 1-2 ปี
  • ผลักดัน เร่งรัด และเพิ่มศักยภาพให้สวนยางพาราไทยผ่านมาตรฐานการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติตามปริมาณและความต้องการของผู้ซื้อภายใน 2 ปี

ทั้งนี้เพื่อจัดทำมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบการจัดการรวมทั้งขนบธรรมเนียม และวิถีชีวิตของชาวสวนยางไทย โดยต้องเป็นที่ยอมรับขององค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศทั้ง FSC และ PEFC เช่น มาตรฐานการจัดสวนป่าไม้อย่างยั่งยืน มอก.14061, FSC Thailand หรือมาตรฐาน FSC ที่เหมาะสมกับประเทศไทย รวมทั้งการให้ความรู้แก่เกษตรกร โดยการฝึกอบรม และจัดทำเอกสารคู่มือเผยแพร่ เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถเข้าสู่การรับรองมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนต่อไปได้

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“การกําหนดข้อเสนอแนะทางนโยบายเพื่อการพัฒนาศักยภาพของผู้ทำสวนยางพาราและผู้ประกอบการธุรกิจไม้ยางพาราในประเทศไทย เพื่อให้ได้รับการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติ”

หัวหน้าโครงการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร

ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

00:00
00:00
Empty Playlist