RC20299 (web)

การผลักดันเพื่อเชื่อมต่อโลกการทำงานกับโลกการศึกษา และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย

เคยคิดไหมว่า “คงจะดีนะ หากเราสามารถเรียนในสิ่งที่สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ได้จริงในการทำงาน” หรือสามารถเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นเพื่อต่อยอดความรู้และทักษะในการทำงานได้ในอนาคต

หากเราลองมองสถานการณ์ปัจจุบัน นอกจากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว กับดักสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง คือ ความไม่สามารถในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หมายถึง การที่คุณภาพของกำลังคนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ประเทศไม่สามารถยกระดับการผลิตสินค้าและบริการให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ไทยกำลังสูญเสียความสามารถทางด้านแรงงานราคาถูก เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านเองก็มีขีดความสามารถในการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นได้เช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งประเทศเหล่านั้นย่อมมีต้นทุนในการผลิตที่ถูกกว่า ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันในการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นได้

ในสถานการณ์เช่นนี้ ทางออกของไทยทางหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ การมุ่งยกระดับนวัตกรรมในการผลิตให้สูงขึ้นควบคู่กับการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพสูงนั้นมีสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการทำงานระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับฝีมือแรงงานตามมาตรฐาน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาความรู้และฝีมือการทำงานของแรงงานอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการขาดกลไกเชื่อมต่อภาคการศึกษาที่ผลิตกำลังคนกับภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน

จากงานวิจัย “การนำร่องการจัดการระดับพื้นที่เพื่อเชื่อมต่อภาคอุตสาหกรรม กับภาคการศึกษาและการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน ในการยกระดับฝีมือแรงงานตามมาตรฐาน” โดย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ และคณะ งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบการจัดการที่เชื่อมต่อระหว่างโลกการทำงาน ทั้งภาคอุตสาหกรรม และบริการ กับโลกของการศึกษา คือ สถาบันการศึกษาในระดับพื้นที่ โดยศึกษาจากสามสาขาแรงงานวิชาชีพในพื้นที่สองจังหวัด คือ สาขาช่างผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนในจังหวัดชลบุรี สาขาพนักงานบริการท่องเที่ยวและสาขาช่างไฟฟ้าในจังหวัดตราด กลุ่มตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและหลักสูตรเพื่อผลิตกำลังคนในภาคการศึกษา รวมถึงปัญหา และอุปสรรคในการพัฒนากำลังแรงงานเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และการทำงานร่วมกันของภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา เพื่อยกระดับทักษะของแรงงานไทย โดยบทความนี้จะแบ่งประเด็นสำคัญออกเป็นสามประเด็น คือ การพัฒนาหลักสูตรการศึกษา การพัฒนาฐานข้อมูล (Credit Bank) และ การปรับบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การพัฒนาหลักสูตร

งานวิจัยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสถาบันการศึกษาที่ต้องมีการปรับทั้งบทบาท และหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น โดยการร่วมมือกับภาคเอกชนภายในพื้นที่ เพื่อปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย เช่น การพัฒนาหลักสูตรบูรณาการระหว่างประเภทวิชาเพื่อให้กำลังคนมีทักษะที่กว้างขึ้น (Multi-skills / Transferable Skills) การพัฒนาระบบเทียบโอน และระบบแนะแนว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสำหรับการศึกษาต่อสายอาชีพ จากการเก็บข้อมูลในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและตราดแสดงให้เห็นว่า การแนะแนวอาชีพเป็นสิ่งสำคัญมากในการดึงดูดนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นมาเรียนต่อสายอาชีพ สถาบันการศึกษาจึงควรมีการปรับปรุงระบบแนะแนวอาชีพควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรมัธยมศึกษาฐานอาชีพ รวมถึงการพัฒนาสื่อและการเข้าถึงข้อมูลการทำอาชีพสำหรับผู้เรียน

บทเรียนจากโครงการนำร่องของโรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและตราด แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้สูงในอนาคต ในด้านการจัดทำหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นฐานอาชีพ และการพัฒนาเครือข่ายเชื่อมต่อกับสถานศึกษาอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนากำลังคนในระดับต่าง ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีทั้งต่อตลาดแรงงานที่จะมีกำลังแรงงานที่มีความรู้และทักษะตรงตามความต้องการตลาดแรงงาน เป็นประโยชน์ต่อการจูงใจเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นให้มาเรียนต่อสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น

งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการพัฒนาสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ คือ “การพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเน้นการจัดระบบการศึกษาและระบบฝึกอบรมที่มีคุณภาพสูงและยืดหยุ่นผ่านการศึกษาออนไลน์ การพัฒนาระบบการเรียนรู้เกี่ยวกับทักษะการรู้ดิจิทัล การมีระบบเทียบโอนประสบการณ์ หรือที่เรียกว่าระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) นอกจากนี้ ต้องพัฒนาระบบการเรียนรู้ในชุมชนให้เข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา รวมไปถึงการปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ในชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์และสนุกสนาน

การพัฒนาฐานข้อมูลระบบการสะสมหน่วยกิต (Credit Bank)

ระบบการสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) คือ ระบบที่ช่วยเทียบโอนความรู้ ทักษะ และความสามารถของแรงงานมาเก็บไว้ในรูปของหน่วยกิต ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเทียบโอนความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้แก่แรงงานในภาคการผลิต และในขณะเดียวกันก็เป็นฐานข้อมูลการจ้างงานให้แก่ภาคเอกชน

Credit bank เป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แรงงานมีเครื่องมือในการเก็บข้อมูลประวัติการศึกษาและข้อมูลแนวทางการพัฒนาเส้นทางทางอาชีพ ช่วยให้สถานศึกษามีเครื่องมือในการค้นหากลุ่มเป้าหมายและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้สอดรับกับความต้องการแรงงานในพื้นที่ และสถานประกอบการมีเครื่องมือในการค้นหาแรงงานที่สอดรับต่อความต้องการ และแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร

อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยกลุ่มตัวอย่างพบว่า การพัฒนาฐานข้อมูลระบบระบบการสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) ในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดตราด ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการเปิดเผยหรือการให้ข้อมูลแรงงานของภาคเอกชน เนื่องจากมีผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายบุคลากรระหว่างภาคเอกชนด้วยกัน ดังนั้น การขับเคลื่อนประเด็นนี้ในอนาคต จึงจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้เห็นถึงประโยชน์ร่วมของทุกฝ่าย ซึ่งผู้วิจัยให้ความเห็นว่ามาตรการทางกฎหมาย เป็นมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพที่สุด รวมถึงต้องมีมาตรการอื่น ๆ ในการส่งเสริมขีดความสามารถของภาคเอกชนรายย่อยด้วย

จากงานวิจัยมีความเห็นว่า หากจะผลักดันการพัฒนาระบบการสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องมีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถานศึกษา ครอบคลุมทั้งผู้ดูแลระบบ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและจัดการสิทธิ์การใช้งานของผู้ใช้งานทุกกลุ่มผ่านระบบเครือข่าย ผู้บริหารจัดการข้อมูลทั้งจากส่วนของภาคอุตสาหกรรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสถานศึกษาของผู้ขอสะสมหน่วยกิต ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าใช้ระบบคลังหน่วยกิต เพื่อทำให้เกิดการเชื่อมโยงโลกการศึกษาและโลกการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลในระบบข้อมูลสารสนเทศ Credit bank ที่มีการพัฒนาขึ้นในโครงการนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมต่อกับระบบข้อมูลสารสนเทศ Labor Bank ของกรมการจัดหางาน และกระทรวงแรงงานที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อแรงงานและนายจ้างทั้งในการสรรหาและพัฒนาบุคลากร นอกจากนี้ ในอนาคตระบบ credit bank ยังใช้เป็นมาตรฐานในการเทียบเคียงการพัฒนาทรัพยากรบุคคลขององค์กรภาคเอกชนให้ก้าวไปสู่ความมีมาตรฐานสากล และย่อมเป็นการเพิ่มความสามารถแข่งขันของภาคการผลิตต่าง ๆ ตามยุทธศาสตร์ชาติได้

การปรับบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยนี้ได้เสนอว่า หน่วยงานที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพที่จะเป็น กลไกขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและการเชื่อมต่อเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ คือ คณะกรรมการการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ซึ่งหากมีการสนับสนุนเชิงนโยบายและสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดำเนินการจากส่วนกลาง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่กศจ.จะเป็นแกนประสานสำคัญในการเชื่อมต่อโลกการทำงานกับโลกการศึกษาในแต่ละพื้นที่ได้

อย่างไรตาม เพื่อให้ให้เอื้อต่อการทำงานในระดับพื้นที่ จำเป็นจะต้องมีการแก้ไขข้อจำกัดของกฎหมายในแง่ของความซ้ำซ้อนของบทบาทหน้าที่ระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะการปรับบทบาทของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งรวมสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานในฐานะหน่วยงานในสังกัด ซึ่งมีหน่วยปฏิบัติ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งกระจายอยู่ทุกจังหวัดให้หนุนเสริมกัน ทั้งเรื่องการบูรณาการการทำงานระดับนโยบาย ซึ่งอาจรวมถึงฐานงานเดิมของกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ที่มีส่วนรับผิดชอบการจัดทำกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติ (National Qualifications Framework- NQF) ทั้งในแง่การออกกฎหมายหรือระเบียบให้เอื้อต่อบทบาทการทำงานแบบบูรณาการระดับพื้นที่จังหวัด และการส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชน

การผลักดันเพื่อเชื่อมต่อโลกการทำงานและโลกการศึกษาจะเป็นจริงและดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพได้หากทุกภาคส่วนมีการเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรม และพร้อมที่จะปรับบทบาท หน้าที่ และพัฒนาการทำงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ทุกภาคส่วนมีความสำคัญและจำเป็นต้องช่วยกัน ทั้งการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา การพัฒนาฐานข้อมูล (Credit Bank) และ การปรับบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาหลักสูตรให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีพ หลักสูตรออนไลน์ การพัฒนาฐานข้อมูล Credit bank และการปรับบทบาทของหน่วยงานภาคการศึกษาและเอกชน รวมถึงลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ

หากโลกของการทำงานและโลกการศึกษาถูกเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ความฝันของคนไทยที่อยากจะเห็นประเทศไทยถูกยกระดับจากประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การนำร่องการจัดการระดับพื้นที่เพื่อเชื่อมต่อภาคอุตสาหกรรม กับภาคการศึกษา
และการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานในการยกระดับฝีมือแรงงานตามมาตรฐาน”

หัวหน้าโครงการ : ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง : กมลพรรณ แดงเปี่ยม
กราฟิก : ณปภัช เสโนฤทธิ์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน : กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist