RC20323-1

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการทำการเกษตรของครัวเรือนชนบท

ครัวเรือนไทยประกอบอาชีพหลากหลาย ทั้งทำเกษตรกรรม ค้าขาย ประกอบธุรกิจ หรือรับจ้าง โดยขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ โดยภาคเกษตรเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือนไทยในชนบท ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือการรับจ้างในภาคเกษตร แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังคงมีปัญหาในด้านการผลิต ส่วนใหญ่ยังคงผลิตสินค้าเกษตรรายย่อย และยังขาดการวางแผนและการจัดการอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้สินค้าเกษตรหลายประเภทยังคงได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐหรือได้รับการปกป้องจากกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าของรัฐ ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถประมาณต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของตนเอง อีกทั้งการประกันราคาและการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรทำให้เกษตรกรไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาดโลก ซึ่งหากในอนาคตมีการเปิดการค้าเสรีและมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้ การปรับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตของครัวเรือนไทยจึงมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของการผลิตในภาคเกษตรที่อาจเกิดขึ้นได้

รูปแบบการผลิตของครัวเรือน

การผลิตของครัวเรือนมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งการผลิตแบบหลากหลายชนิด (Output mix) และการผลิตแบบเฉพาะอย่าง (Single output) ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านปัจจัยการผลิต ความเหมาะสมทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแต่ละครัวเรือน รวมถึงการส่งเสริมจากหน่วยงานภายนอก

สำหรับการผลิตเฉพาะอย่าง หรือการผลิตสินค้าเกษตรชนิดใดชนิดหนึ่ง เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เนื่องจากง่ายต่อการบริหารจัดการ สามารถใช้เครื่องจักรหรือเครื่องทุ่นแรงเข้าช่วย ส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) จากประสิทธิภาพของการใช้ปัจจัยการผลิตและต้นทุนการผลิตที่ลดลง ตัวอย่างพืชเชิงเดี่ยว ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย สับปะรด โดยผลผลิตของพืชเชิงเดี่ยวส่วนใหญ่จะมีการใช้ประโยชน์ทั้งภายในประเทศและส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ ในด้านข้อดีของการผลิตเฉพาะอย่าง คือ เกษตรกรจะมีความชำนาญในการผลิตสินค้าเกษตรชนิดนั้น ซึ่งความชำนาญนี้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตทั้งทางเทคนิค การลดต้นทุน การทำการตลาด และมีความซับซ้อนในการใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลง

อย่างไรก็ตามการผลิตเฉพาะอย่างนั้น เกษตรกรจำเป็นต้องมีที่ดินขนาดใหญ่พอที่จะให้ผลผลิตเพียงพอต่อการสร้างรายได้ และจากการปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งจะใช้แรงงานเพียงช่วงเวลาหนึ่งของการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวเท่านั้น อาจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานตามฤดูกาล อีกทั้งราคาของผลผลิตยังขึ้นอยู่กับกลไกราคาของตลาดและการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตด้วยกัน หากความต้องการซื้อไม่มากหรือไม่เท่ากับปริมาณผลผลิตที่ออกจำหน่ายสู่ตลาด อาจส่งผลให้ราคาสินค้าตกต่ำ เกษตรกรมีกำไรน้อย หรืออาจขาดทุนได้ อีกทั้งยังมีปัจจัยทางด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐที่ให้เกษตรกรใช้พื้นที่อย่างเหมาะสม ทำให้บางครัวเรือนปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เป็นการผลิตสินค้าหลากหลายชนิด โดยคาดหวังให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพเพิ่มมากขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้การผลิตแบบหลากหลายชนิด จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรในการบริหารความเสี่ยง หากราคาพืชชนิดใดชนิดหนึ่งปรับตัวลดลง เกษตรกรจะมีรายได้จากพืชชนิดอื่นมาชดเชย โดยบางครัวเรือนปลูกพืชหลายชนิด บางครัวเรือนปลูกพืชร่วมกับเลี้ยงสัตว์ และบางครัวเรือนทำการผลิตทางการเกษตรควบคู่ไปกับการค้าขาย ให้บริการทางด้านการท่องเที่ยวหรือรับจ้างทั้งในและนอกภาคการเกษตร ในด้านข้อดีของการผลิตแบบหลากหลายชนิด คือ เกษตรกรสามารถลดความเสี่ยง ทั้งจากความผันผวนของราคาและภัยธรรมชาติ เกษตรกรสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตอย่างอื่นทดแทน นอกจากนี้การผลิตหลายชนิดยังช่วยให้เกิดการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเต็มที่ ทั้งที่ดินและแรงงาน และยังลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและแมลง เพราะการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกันหรือปลูกพืชแบบผสมผสานนั้น ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนข้อเสีย คือ เกษตรกรไม่สามารถนำเทคนิคหรือความชำนาญมาเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งความยากในการบริหารจัดการปัจจัยการผลิต และการซื้อขายผลผลิตแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตด้านเกษตรของครัวเรือนในชนบท

จากงานวิจัย “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตด้านการเกษตรของครัวเรือนชนบท : บทเรียนจากข้อมูล Townsend Thai Data” ในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตด้านการเกษตรของครัวเรือนใน 4 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี ฉะเชิงเทรา บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ จากฐานข้อมูล Townsend Thai Data ระหว่างปี พ.ศ. 2541 – 2555  พบว่าครัวเรือนใน 4 จังหวัด มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งด้านเกษตร รับจ้าง ประกอบธุรกิจ และค้าขาย โดยครัวเรือนส่วนใหญ่ของ 4 จังหวัดทำอาชีพในลักษณะเดียวกัน คือ เกษตรกรรม ซึ่งจากการวิเคราะห์ค่าดัชนีการกระจายตัวของรายได้จากภาคเกษตร (Diversification Index : DI) ที่จะมีค่าตั้งแต่ 0 ถึง 1 กรณีที่มีค่าเข้าใกล้ 1 แสดงว่าครัวเรือนมีการกระจายความหลากหลายในการผลิตสูง และหากมีค่าเข้าใกล้ 0 แสดงว่าครัวเรือนมีการกระจายความหลากหลายในการผลิตต่ำ หรือมุ่งเน้นทำการผลิตแบบเฉพาะอย่าง โดยภาพรวมครัวเรือนมากกว่าร้อยละ 75 มีความหลากหลายในการผลิตอยู่ในระดับต่ำถึงกลาง คือ ค่า DI ไม่เกิน 0.6 ซึ่งกล่าวได้ว่าครัวเรือนส่วนใหญ่มีการกระจายความหลากหลายในการผลิตไม่มากนัก เน้นผลิตแบบเฉพาะอย่างมากกว่าการผลิตแบบหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง ปี พ.ศ.2549 – 2555 ครัวเรือนใน 4 จังหวัด มีการกระจายชนิดการผลิตลดลง และหันไปทำการผลิตแบบเฉพาะอย่างมากขึ้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกรูปแบบการผลิตในภาคเกษตรของครัวเรือน

การศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกรูปแบบการผลิตของครัวเรือน งานวิจัยนี้ได้พิจารณาใน 4 ด้านดังต่อไปนี้

  • ตัวแปรด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ ระดับการศึกษา เพศของหัวหน้าครัวเรือน และอายุของสมาชิกครัวเรือน พบว่าครัวเรือนที่จำนวนปีการศึกษาของหัวหน้าครัวเรือนมีค่ามาก หรือมีอายุเฉลี่ยของสมาชิกวัยทำงานที่เพิ่มมากขึ้น หรือมีหัวหน้าครัวเรือนเป็นเพศชาย ครัวเรือนเหล่านั้นจะให้ความสนใจกับการผลิตแบบเฉพาะอย่างมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากความรู้และประสบการณ์ของผู้นำครัวเรือนที่ได้สะสมมา ทำให้ครัวเรือนเกิดความเชี่ยวชาญในการทำเกษตรบางชนิดเป็นอย่างดี ตลอดจนเพศชายโดยปกติเป็นเพศที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่าเพศหญิง ส่งผลให้เน้นการผลิตแบบเฉพาะอย่างมากกว่าแบบหลากหลาย
  • ตัวแปรด้านเศรษฐกิจ เช่น มูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่แสดงความพร้อมด้านการเงินของครัวเรือน พบว่าครัวเรือนที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในช่วงปีก่อนการผลิตมาก จะทำเกษตรแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น
  • ตัวแปรด้านปัจจัยการผลิต เช่น ขนาดที่ดินเพื่อการผลิตภาคเกษตร จำนวนแรงงานในครัวเรือน และที่ตั้งที่ดินในการทำเกษตร พบว่าครัวเรือนที่มีที่ดินขนาดใหญ่และมีจำนวนแรงงานในครัวเรือนที่มาก จะทำเกษตรแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความพร้อมของที่ดินและแรงงาน
  • ตัวแปรด้านสังคม หรือนโยบายของภาครัฐที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการผลิตภาคเกษตรแก่ครัวเรือน เช่น การจัดอบรม หรือการให้คำแนะนำเกษตรกร เป็นต้น จากการศึกษาพบว่า ตัวแปรเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายในการผลิตของครัวเรือนแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุป จากผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการผลิตภาคเกษตรและรายได้ของครัวเรือน พบว่าครัวเรือนที่ทำการเกษตรแบบหลายชนิด (DI = 0.50-1.00) มีรายได้เฉลี่ยต่อไร่สูงกว่าครัวเรือนที่ทำการเกษตรชนิดเดียว (DI = 0.00) และครัวเรือนที่ทำการเกษตรหลายชนิดจะมีรายได้แปรผันไปจากระดับค่าเฉลี่ยน้อยกว่าครัวเรือนที่เน้นทำเกษตรแบบเฉพาะอย่าง อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมจากงานวิจัย ครัวเรือนในชนบทส่วนใหญ่มีการกระจายความหลากหลายในการผลิตน้อย และเน้นการเน้นการผลิตแบบเฉพาะอย่างมากกว่าการผลิตแบบหลายชนิด โดยปัจจัยด้านระดับการศึกษาและเพศของหัวหน้าครัวเรือน อายุเฉลี่ยของสมาชิกวัยทำงานในครัวเรือน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิในช่วงเวลาก่อนปีการผลิต และขนาดที่ดินถือครองเพื่อการเกษตรของครัวเรือน ล้วนส่งผลต่อการเลือกรูปแบบการผลิตในภาคเกษตรของครัวเรือน

ดังนั้น แนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตภาคเกษตรคือ รัฐควรสนับสนุนและให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับการทำเกษตรแบบหลายชนิด รวมไปถึงการแบ่งสรรหรือบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการผลิตผ่านการจัดอบรมให้แก่เกษตรกรหรือผู้นำในชุมชน เพื่อให้ทราบถึงวิธีการผลิตที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ และให้คำแนะนำบริหารจัดการทรัพยากรการผลิต (เช่น ที่ดิน น้ำ และแรงงาน) ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ทั้งนี้ การถ่ายทอดความรู้และเทคนิคต่าง ๆ นั้นควรอยู่บนพื้นฐานข้อมูลการศึกษา การวิจัยด้านการเกษตรที่เป็นประโยชน์และใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติได้จริง

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตด้านการเกษตรของครัวเรือนชนบท : บทเรียนจากข้อมูล Townsend Thai Data”

หัวหน้าโครงการ : เชาวนา เพชรรัตน์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง นพรดา คำชื่นวงศ์
กราฟิก ชนกนันท์ สราภิรมย์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist