RC20346-1.1

แนวทางพัฒนาการป้องกันการทุจริตในไทยตามแบบฉบับเกาหลีใต้

การทุจริตเป็นปัญหาและภัยคุกคาม ตลอดจนส่งผลกระทบไปในทุกภาคส่วน ทั้งในระดับโลกและ ระดับภูมิภาค ผลกระทบจากการทุจริตที่สำคัญ คือ การบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การ สูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี ตลอดจนระบบการเมือง เศรษฐกิจ และการปกครองถูกทำลาย ในการพัฒนาความร่วมมือและยกระดับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทยโดยศึกษาจากประสบการณ์ในเกาหลีใต้ซึ่งเป็นประเทศที่มีความโปร่งใสเป็นลำดับที่ 4 ของเอเชีย เพื่อมุ่งหมายที่จะพัฒนาความร่วมมือและยกระดับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเกาหลีใต้ เข้มแข็งในการต้านทุจริต

ประเทศเกาหลี มีสาเหตุของการทุจริตประกอบไปด้วยสาเหตุสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ วัฒนธรรมการให้ของขวัญ เงื่อนไขทางกฎหมายที่สร้างอุปสรรคเกินจำเป็นให้แก่เอกชน ภาวะรายได้ต่ำของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ และอัตราโทษทางกฎหมายเกี่ยวด้วยความผิดการทุจริตที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้เกาหลีใต้ปรับบทบาทหน้าที่ของภาครัฐให้มีมาตรการทางกฎหมายและการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองเป็นหลักควบคู่กันไป

พบว่า โดยทั่วไปรัฐจะใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นหลัก เช่น การตรากฎหมายเพื่อปฏิรูประบบโอนเงินโดยใช้ชื่อจริงที่สามารถสกัดกั้นการทุจริตโดยวิธีการรับสินบนและการหนีภาษีได้อย่างดี รวมไปถึงกลยุทธ์การเปิดเผยทรัพย์สินและการร่างประมวลจริยธรรมสำหรับข้าราชการในสมัยเดียวกัน การเริ่มต้นลดระเบียบขั้นตอนทางกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจของเอกชน การนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาให้บริการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน โดยการพัฒนาช่องทางออนไลน์ในการให้บริการรับเรื่องร้องเรียน รวมถึงการให้คำปรึกษาแก่ประชาชน อาทิ ระบบ e-people นอกจากนี้ ยังมีการตราพระราชบัญญัติต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2001 ทำให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อรับผิดชอบโดยตรง คือ คณะกรรมการอิสระต่อต้านการทุจริตแห่งเกาหลีใต้ (Korea Independent Commission Against Corruption) “KICAC” เครื่องมือที่ KICAC คิดและนำมาใช้เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล คือ การพัฒนาแบบประเมินความเที่ยงธรรม (Integrity Evaluation) หรือ “IE” จนถึงขนาดที่สถาบันต่อต้านการทุจริตต่างประเทศนำไปใช้ รวมถึงการผลักดันมาตรการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐโดยการกระตุ้นให้รัฐบาลจัดทำฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อรายงานการดำเนินกิจกรรมของภาครัฐให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใสโดยที่ประชาชนไม่จำต้องร้องขอเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จนเกิดเป็นผลสำเร็จว่าเกาหลีใต้จัดอยู่ในอันดับที่ 1 ของโลกในแง่ของการพัฒนาระบบ E-Government และ E-Participation

ด้านการพัฒนาโครงสร้างเชิงสถาบัน ได้มีการพัฒนากรอบความโปร่งใสสุจริตในการบริหารรวมถึงพัฒนาขั้นตอนการทำงานของหน่วยงานของรัฐให้มีประสิทธิภาพและปราศจากช่องทางที่นำไปสู่การทุจริต การยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่สร้างขั้นตอนอันเป็นอุปสรรคเกินจำเป็น (Red tape) ให้แก่ภาคเอกชน การสนับสนุนการจัดทำประมวลจริยธรรม (Code of Conduct) เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างจิตสำนึกความสุจริตในทุกภาคส่วนซึ่งได้วางหลักเกณฑ์ให้เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเป็นธรรมโดยไม่ให้เกิดการซ้อนทับระหว่างผลประโยชน์ส่วนรวมและผลประโยชน์ส่วนตน (Conflict of Interests) รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาการต่อต้านการทุจริตในแง่ของการบูรณาการร่วมกันแบบพหุภาคีของหลายภาคส่วนในสังคมในมิติโครงสร้างเชิงสถาบันอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่ KICAC สนับสนุนและส่งเสริมการสร้างเครือข่ายต่อต้านการทุจริตด้วยการดึงทุกภาคส่วนของสังคมเข้าร่วมมือต่อต้านการทุจริตผ่านทางโครงการ The Korea Pact on Anti-Corruption and Transparency หรือที่รู้จักกันอย่างดีในนาม “KPACT” อันเป็นโครงข่ายต่อต้านการทุจริตที่เข้มแข็งและโดดเด่นมากที่สุดของภูมิภาค ตลอดจนได้รวมถึงปลูกฝังจิตสำนึกและค่านิยมต่อต้านการทุจริตให้แก่ประชาชนในทุกช่วงวัยอีกด้วย

อย่างไรก็ดี การต่อต้านการทุจริตในประเทศเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จ เป็นผลโดยตรงมาจากแนว ทางการตรวจสอบการทุจริตโดยภาคประชาชนเป็นหลัก ตลอดจนการมีภาคีที่เข้มแข็งจากภาคเอกชนและ ประชาสังคมเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน อันสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมและจิตสำนึกเกี่ยวกับการต่อต้านการ ทุจริตที่แทรกซึมและส่งต่อสืบทอดกันเรื่อยมาในสังคมของประเทศเกาหลีใต้ โดยมีการจัดตั้งองค์กรภาคประชา สังคมเพื่อต่อต้านการทุจริตในเกาหลีใต้ขึ้นมาหลายองค์กร อาทิ องค์กรเครือข่ายพลเมืองเพื่อความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ (Citizen’s Coalition for Economic Justice) องค์กรแนวร่วมภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมแห่งประเทศเกาหลีใต้ (People Solidarity for Participatory Democracy) อันเป็นหนึ่งในองค์กรภาคประชาชนที่มีอิทธิพลและบทบาทอันเข้มแข็งอย่างมากในการต่อต้านการทุจริตในประเทศเกาหลีใต้

ย้อนกลับมาทบทวนประเทศไทยเพื่อยกระดับการป้องกันการทุจริต

สำหรับสาเหตุการทุจริตที่เกิดขึ้นในไทยนั้น พบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากโครงสร้างทางสังคม ได้แก่ วัฒนธรรมแบบไทย ๆ ที่ฝังรากลึกอยู่ในคนไทย เช่น ระบบอาวุโส ระบบอุปถัมภ์ ระบบชนชั้น ระบบไทยเฉย ฯลฯ ที่ต่างล้วนนำไปสู่การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องโดยมิชอบ ความอ่อนแอของระบบการเมืองการปกครอง ระบบการศึกษา ระบบสื่อมวลชน ประกอบกับกฎหมายไม่อาจถูกบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกลายเป็นช่องโหว่สำคัญที่ก่อให้เกิดการทุจริตขึ้น บุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งยังยึดติดกับระบอบทุนนิยมในการใช้เงินเพื่อสร้างอำนาจอิทธิพลทางสังคม จึงกระทำการทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมายในทุกรูปแบบ เพื่อพัฒนาความร่วมมือและยกระดับการป้องกันการทุจริตของประเทศไทยได้ 4 ประการหลัก

1.สนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริต ให้ประชาชนเข้ามาช่วยกันตรวจสอบ เฝ้าระวังและสอดส่อง ผ่านระบบการให้คุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ โดยประชาชนควรพลิกบทบาทมาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศด้วย การเข้ามาใช้กลไกผลักดันระบบราชการไปสู่การปฏิบัติโดยการให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลการจัดทำโครงการต่าง ๆ รัฐควรให้ความรู้กับประชาชนว่าการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐกับระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกัน การตรวจสอบจะยั่งยืนได้ก็ต้องมีระบอบประชาธิปไตยเป็นกลไกค้ำจุน สื่อมวลชนเป็นกลไกที่ทรงพลังที่ช่วยเหลือภาคประชาชน จะต้องเรียกร้องให้สื่อมวลชนทำงานตามมาตรฐานและจริยธรรม และสนับสนุนการสร้างองค์กรภาคประชาสังคมและต้องพยายามทำให้องค์กรเหล่านี้มีลักษณะเป็นสถาบันที่มีการศึกษาเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง เพื่อป้องกันการทุจริตได้ในระยะยาวและสร้างวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์สุจริตขึ้นในสังคม

2.สร้างประชาธิปไตยแบบหนาหรือเข้มข้น (Thick Democracy) เป็นวิธีการยกระดับการป้องกันการทุจริตได้โดยมีแนวทางว่า ประชาชนควรมีบทบาทและใช้กระบวนการทางกฎหมายเอาผิดรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงจนกระทั่งนำไปสู่การลงโทษ ประชาชนจะต่อสู้กับคอร์รัปชั่นได้ก็ต่อเมื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการและมีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น นั่นคือสามารถกำกับรัฐบาลได้ผ่านสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิเสรีภาพของสื่อ และควรออกแบบกฎหมายในมุมใหม่ ๆ เช่น แนวคิดที่เรียกว่า focal point ปัญหาของเมืองไทยคือ มีกฎหมายออกมาเยอะแต่ไม่ถูกบังคับใช้

3.การลดการผูกขาด ระบบที่มีการผูกขาดทำให้มีแรงจูงใจที่จะแย่งชิง “กำไรส่วนเกิน” ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้จัดการกับกำไรส่วนเกินคือ การประมูล ซึ่งจะมีปัจจัยเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกที่หลากหลาย แต่ในปัจจุบันการให้คะแนนไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนประกอบกับไม่มีบุคคลภายนอกเข้าไปมีส่วนร่วม ดังนี้จึงเสนอให้จัดการประมูลโดยกำหนดปัจจัยการให้คะแนนที่ชัดเจนและต้องมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมด้วย

4.ลดการใช้ดุลพินิจ ทำสายการรับผิดให้สั้นลง (cut down the red tape) และลดการใช้ดุลพินิจ  กล่าวคือ การใช้ดุลพินิจมีอยู่สองประเภท ประเภทแรก คือการใช้ดุลพินิจโดยเสรีหรือเด็ดขาด (absolute discretion) กล่าวคือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยอาศัยมาตรฐานส่วนตัว (subjective) ของผู้ใช้ดุลพินิจ ซึ่งเป็นช่องทางในการทุจริต ประเภทที่สองเป็นการใช้ดุลพินิจที่มีหลักเกณฑ์กำกับการใช้ (structured discretion) กล่าวคือการใช้ ดุลพินิจต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้จะใช้ดุลพินิจอย่างเสรีไม่ได้ แต่ข้อเสียของ structured discretion คือไม่มีความยืดหยุ่น (rigid) เช่น บางกรณีควรตัดสินไปในทางหนึ่งเพื่อความยุติธรรมแต่ทำไม่ได้เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์  การจะกำหนดให้ใช้ดุลพินิจประเภทใดหรือทั้งสองประเภทผสมกันอย่างไรนั้นต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป สิ่งที่ต้องระวังอีกประการหนึ่งคือ การออกกฎหมายแม่บทโดยทิ้งรายละเอียดไว้ให้ฝ่ายบริหารหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไปใช้ดุลพินิจออกเป็นกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวง  เพราะถ้าให้ดุลพินิจมากก็จะเป็นการเปิดช่องให้มีการทุจริต หรือในบางกรณีฝ่ายบริหารหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องไม่ชอบกฎหมายฉบับนั้นก็จะไม่ออกกฎกระทรวงหรือกฎหมายลูกเพื่อกำหนดรายละเอียดให้ปฏิบัติตาม ทำให้กฎหมายฉบับนั้นเป็นหมันไป

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่อต้านการทุจริตกับภาคประชาสังคมของเกาหลีใต้ มีความร่วมมือจนกระทั่งยกระดับมาตรฐานเพื่อป้องกันการทุจริตและการดำเนินคดีกับนักการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงและนักธุรกิจนั้น พบว่า เป็นกลไกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการทุจริต คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และโดยเฉพาะภาคประชาชนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในเรื่องการป้องกันการทุจริต ซึ่งประเทศไทยควรนำประสบการณ์และรูปแบบที่ดีมาปรับปรุงพัฒนาในด้านการป้องกันการทุจริต

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนาความร่วมมือและยกระดับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทย : ศึกษาประสบการณ์ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้”

หัวหน้าโครงการ : สมชาย ธรรมสุทธิวฒัน์
สนับสนุนโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เรียบเรียง กิตติชัย กงไกรสร
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน วริศรา ศรีสวาท
00:00
00:00
Empty Playlist