Picture5

ระบบและการผลิตนายทหารในเอเชีย: เกาหลีใต้และอินโดนีเซีย

หลังจากในบทความเรื่อง “ผลิตนายทหารแบบ Citizen-Soldiers ของสหรัฐอเมริกา” เราได้เห็นภาพของระบบและการผลิตนายทหาร ทั้งของสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป ว่าถึงแม้จะมีลักษณะหรือรูปแบบในการผลิตนายทหารที่แตกต่างกันไป ถึงกระนั้นทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็มีจุดร่วมที่เหมือนกันในการสร้างนายทหาร คือการสร้างนายทหารที่เน้นคุณภาพทางด้านวิชาการ ทำให้โรงเรียนนายร้อยต่าง ๆ สามารถผลิตนายทหารที่ไม่เพียงตอบโจทย์ต่อความต้องการของกองทัพเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความรู้และความสามารถในการคิดเฉกเช่นเดียวกับพลเรือน

บทความนี้เรายังอยู่กับรายงานวิจัย “การออกแบบระบบการศึกษาทางทหารของไทยใหม่เพื่อการผลิตทหารอาชีพและการปฏิรูปกองทัพ” ที่ผู้วิจัยได้ทำการลงพื้นที่ศึกษาโรงเรียนนายร้อยในแต่ละแห่ง เพื่อที่จะหาประเด็นที่สามารถนำมาปรับใช้กับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าของไทย ให้สามารถผลิตนายทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในบทความนี้จะพาไปดูระบบและการผลิตนายทหารของทางฝั่งเอเชีย โดยทางผู้วิจัยได้เลือกประเทศตัวอย่างคือ เกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย

ความน่าสนใจของระบบและการผลิตทหารอาชีพในบรรดาประเทศของแถบเอเชีย คือการมีรูปแบบแนวคิด ระบบและการผลิตนายทหารในแต่ละประเทศที่มีความหลากหลาย ซึ่งการที่ประเทศในเอเชียมีความแตกต่างในการสร้างนายทหารนี้ก็เป็นผลมาจาก ปัจจัยทางประวัติศาสตร์ หรือการที่ประเทศตะวันตกที่เคยเข้ามามีอิทธิพลในเอเชีย เป็นผู้กำหนดหรือถ่ายทอดแบบอย่างในการสร้างนายทหาร ให้ประเทศทั้งหลายในเอเชียนั่นเอง

ฉะนั้นแล้ว สำหรับประเทศตัวอย่างที่ผู้วิจัยเลือกหยิบยกมาคือ ประเทศเกาหลีใต้ และ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับการนำมาปรับใช้กับระบบของไทย ว่ามีรูปแบบตามแบบอย่างของตะวันตกที่เป็นโมเดลต้นแบบอย่างไร ปัจจัยทางสังคมหรือท้องถิ่นใด ที่ทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถเดินตามแบบของตะวันตกได้อย่างประสบความสำเร็จ แล้วความสำเร็จทั้งสองกรณีนี้จะสามารถถ่ายทอดให้กับไทยได้หรือไม่ อย่างไร

โรงเรียนนายร้อยทหารบกเกาหลีใต้ (KMA) : แบบจำลองของ West Point ในเอเชีย

โรงเรียนนายร้อยทหารบกเกาหลีใต้ (KMA) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2489 (1946) หรือภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใหม่ ๆ ภายใต้ชื่อ “สถาบันป้องกันประเทศโชซอนใต้” (South Joseon Defense Academy หรือ the Chosun Defense Academy) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนนายร้อยทหารบก สาธารณรัฐเกาหลีใต้ (Korea Military Academy, KMA)” เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2491 (1948) โดยในระยะแรกใช้หลักสูตร 2 ปี และต่อมาในปี พ.ศ. 2493 ได้เปลี่ยนแปลงเป็นหลักสูตร 4 ปี รับสมัครนักเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6 ของไทย) ตามแบบอย่างของระบบ West Point หรือโรงเรียนเตรียมทหารสหรัฐฯ

สาเหตุที่กล่าวได้ว่า KMA เปรียบเสมือน West point ของเอเชีย เนื่องจาก ทั้งลักษณะภายนอกเชิงโครงสร้างและระบบ ตลอดจน “จิตวิญญาณ” ของความเป็น West Point มีอยู่ใน KMA อย่างเต็มตัวและเต็มหัวใจ หรือกล่าวได้ว่า KMA ไม่ได้ตามแบบอย่างของ West Point แต่เพียงในระดับเปลือกนอกเท่านั้น คือตัวหลักสูตร ระบบการเรียนการสอน ตารางเรียน ขนาดห้องเรียน ระบบหอพักและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมให้นักเรียนนายร้อยไปสู่ความเป็นทหารอาชีพ แต่ KMA ยังได้รับอิทธิพลทางเนื้อหาด้านในคือ ปรัชญาและ “หัวใจ” ของ West Point อีกด้วย ในขณะเดียวกันนั้น KMA ก็สร้างสรรค์ความเป็นเกาหลีขึ้นเช่นกัน ภายใต้แนวคิด “พลเมืองในเครื่องแบบ” (Citizen uniforms) หรือการฝึกอบรมนักเรียนนายร้อยเพื่อไปสู่การเป็นทหารที่ดี และการเป็นพลเมืองที่ดีไปในตัวด้วย

ความสำเร็จของ KMA นี้ โดยพื้นฐานแล้วไม่ได้เกิดจากการที่นักเรียนนายร้อยเกาหลีเก่งพอ ๆ กับทางสหรัฐอเมริกาหรือเก่งกว่าของไทย หากแต่เพราะความมีวินัยและการเอาจริงของผู้นำในระดับรัฐบาลและกองทัพ ที่มีนโยบายอย่างมุ่งมั่นและผลักดันให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือ สังคมก็มีส่วนกำหนดและผลักดันอยู่ด้วยไม่น้อย จุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับความสำเร็จของ KMA มาจากการชุมนุมใหญ่ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1987 ที่แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายการเมืองและภาคประชาชนมีความเข้มแข็งและต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันกองทัพก็เปิดทางให้กับฝ่ายปฏิรูปหรือถอยออกจากฝ่ายรัฐบาลเผด็จการ กล่าวคือ กองทัพมีความเป็นกลางทางการเมือง จุดนี้แสดงให้เห็นถึงภาพสะท้อนของความเป็นทหารอาชีพในกองทัพเกาหลีใต้ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลให้พัฒนาการของ KMA มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในแนวทางของระบบ West Point นับแต่นั้นเป็นต้นมาคือ การฝึกอบรมให้นักเรียนนายร้อยมีความเป็นทหารอาชีพ ที่ยอมรับหลักความเป็นใหญ่ของพลเรือนหรือรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง

สำหรับในส่วนของหลักสูตร โดยทั่วไปแล้ว หลักสูตรของ KMA มีสาขาวิชาต่าง ๆ ใกล้กับของ West Point รวมทั้งภาษาต่างประเทศKMA ก็ได้พยายามเปิดตาม West Point ครบจำนวน 8 ภาษา นอกจากนี้ KMA ยังกำหนดให้นักเรียนเลือกวิชาเอกเฉลี่ยไปตามสาขาต่าง ๆ เช่น สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ประมาณ 15-17 คนต่อสาขาต่อปี และนักเรียนมักเลือกเอกทุกสาขา คือไม่ได้นิยมเรียนทางสายวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น หากยังมีการเลือกสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เช่นกัน

นอกจากด้านหลักสูตรแล้ว KMA ยังจัดวางระบบการเรียนการสอนที่มีความเข้มข้น และบรรยากาศในชั้นเรียนก็มีลักษณะตามแบบอย่างของ West Point ค่อนข้างมาก นอกจากห้องเรียนที่มีขนาดเล็กแล้ว วิธีการและลักษณะการเรียนการสอนเน้นการถกเถียงมากกว่าบรรยาย อีกทั้งยังมีระบบการจ้างอาจารย์พลเรือนที่มีชื่อเสียง มาสอนใน KMA มากขึ้น ในปี 2016 มีอาจารย์พลเรือนประมาณ 50 % ของ KMA นอกจากนี้ KMA ยังมีข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในลักษณะ MOU จำนวน 23 แห่ง ในจำนวนนี้รวมมหาวิทยาลัยชั้นนำ 3 แห่งของเกาหลีใต้ (SKY) ด้วย คือ Seoul National University, Korea University และ Yonsei University และการร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นี้ นอกเหนือจากการพัฒนาด้านการเรียนการสอนแล้ว ยังเน้นด้านการวิจัยและการพัฒนาห้องสมุดหรือแหล่งค้นคว้าที่ทันสมัยอีกด้วย

แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดของ KMA ที่ควรนำมาปรับใช้กับโรงเรียนนายร้อยในไทย ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความเข้มข้นของหลักสูตรหรือระบบการรับอาจารย์ดังที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น แต่ยังมีระบบหอพักและระบบเกียรติศักดิ์ ที่ทาง KMA มีการจัดวางระบบหอพักที่มีความยืดหยุ่น มีอิสระพอควรภายใต้กฎระเบียบที่จำเป็น เพื่อให้นักเรียนมีเวลาสำหรับการเรียนการสอนภาควิชาการ และระบบเกียรติศักดิ์ที่ถือเป็นแกนกลางของการฝึกฝนความเป็นผู้ใหญ่ ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน มีวินัย มีความรับผิดชอบ ไม่โกหก ไม่โกง ไม่ปกปิดสิ่งที่ผู้อื่นกระทำผิด ซึ่งหากนำมาปรับใช้ในไทย ยึดถือกฎเป็นกฎ หรือมีมาตรฐานเดียว โดยทุกคนได้รับความยุติธรรมจากการอยู่ร่วมกัน มีเหตุมีผลและเคารพซึ่งกันและกัน ไม่มีกิจกรรมพิเศษมาแย่งเวลาฝึกฝนภาควิชาการของนักเรียนนายร้อยมากเกินไป หรือไม่มีการซ่อมรุ่นน้องเกินกว่าเหตุเกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้ ฯลฯ ย่อมทำให้นักเรียนนายร้อยไทยมีคุณภาพและพร้อมสำหรับภาควิชาการ วิชาทหารและพลศึกษา

โรงเรียนนายร้อยทหารบก อินโดนีเซีย (AKMIL) : ระบบผสมแบบฉบับอินโดนีเซีย

โรงเรียนนายร้อยทหารบกอินโดนีเซีย ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ Indonesian Military Academy หรือ Akademi Militer (AKMIL) ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดำเนินการตามแบบอย่างของ West Point อย่างเต็มรูปแบบ ดังเช่นกรณีของ KMA แต่ AKMIL ก็สามารถผลิตทหารอาชีพตามมาตรฐานของตะวันตกได้อย่างดีเช่นกัน และถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความสำเร็จในการพัฒนาระบบการผลิตทหารอาชีพตามแบบตะวันตก จากการผสมผสานระหว่าง West Point กับยุโรปเข้าด้วยกัน

หลักสูตรของ AKMIL มีหลักสูตร 4 ปี โดยรับผู้สมัครที่จบศึกษาจากระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีระบบการเรียนการสอนแบบเรียนรวม คือเรียนทั้งภาควิชาการและทหารไปพร้อม ๆ กันตลอดหลักสูตร เช่นเดียวกับทางเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา แต่การศึกษาในระบบ 4 ปีนี้กลับคล้ายไปทางฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ คือ นักเรียนนายร้อยของอินโดนีเซียจะเรียนกับโรงเรียนเตรียมทหาร 1 ปี โดยใช้หลักสูตรของกระทรวงกลาโหม เน้นการฝึกทางทหาร พลศึกษา และการปลูกฝังอุดมการณ์และวิชาประวัติศาสตร์ จากนั้นจึงเรียนต่อกับโรงเรียนนายร้อย (AKMIL) อีก 3 ปี เรียนหลักสูตรของกองทัพบกที่เน้นภาควิชาการ ซึ่งอยู่ในระดับปริญญาตรีเท่านั้น

ที่สำคัญคือ ระบบการเรียนการสอนภาควิชาการของ AKMIL จะเปิดกว้างในเรื่องการให้ความรู้ทางการเมืองกับนักเรียนนายร้อย โดยเฉพาะการปกครองระบอบประชาธิปไตย และบทบาทและหน้าที่ของทหารในระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และปัจจัยหลักที่ทำให้ประสบความสำเร็จนี้ มีส่วนสำคัญมาจากหลังเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2541 ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้แนวคิดที่ว่าทหารต้องไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ได้กลายเป็นกระแสหลักหรืออุดมการณ์ใหม่ของทหารในกองทัพไปด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ AKMIL ยังได้ส่งเสริมให้นักเรียนนายร้อยไปเรียนกับนักศึกษาพลเรือนในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือสนับสนุนให้อาจารย์พลเรือนจากมหาวิทยาลัยเข้ามาสอนวิชาต่าง ๆ ในโรงเรียนนายร้อย โดยเฉพาะวิชาใหม่ ๆ ที่จำเป็นสำหรับทหารให้กับนักเรียนนายร้อย เช่น สิทธิมนุษยชน สิทธิของเด็กและสตรี กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงวิชาด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม และแนวทางที่ไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรงในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้งทางศาสนา เชื้อชาติหรือชาติพันธุ์ ซึ่งดำรงอยู่ในสังคมและอาจประทุขึ้นได้ง่ายในปัจจุบัน ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่ควรเอามาปรับใช้กับโรงเรียนนายร้อยไทย เพราะจะทำให้ทหารและกองทัพได้เปิดกว้างทางความคิด และมีวัฒนธรรมของพลเรือนมากขึ้น ผ่านการเสริมความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยพลเรือน และการมีโครงการให้นักเรียนออกไปวิจัยและพบปะกับประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อให้นักเรียนนายร้อยเรียนรู้และอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน และมีความเข้าใจความเป็นไปของโลกมากขึ้น ดังเช่นโรงเรียนนายร้อยทหารบกอินโดนีเซีย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การออกแบบระบบการศึกษาทางทหารของไทยใหม่เพื่อการผลิตทหารอาชีพและการปฏิรูปกองทัพ”

หัวหน้าโครงการ : สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียงและกราฟิก ธนภัทร ทองสอน
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ศศิธร อ่อนละมูล
00:00
00:00
Empty Playlist