Picture6

แนวทางการนำผู้ต้องขังคืนสู่สังคมเพื่อให้ดำเนินชีวิตได้ตามปกติ (Social Reintegration)

  การเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้หลังพ้นโทษ เป็นปัจจัยสำคัญในการลดการกระทำผิดซ้ำและการรับโทษซ้ำในเรือนจำ แนวทางการเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังของ UNODC และกรณีศึกษาของต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมที่ดีต้องเริ่มตั้งแต่ตอนเข้าสู่เรือนจำ ก่อนพ้นโทษและก่อนการปล่อยตัวผู้ต้องขังออกไปใช้ชีวิตในสังคม รวมทั้งหลังจากที่พ้นโทษแล้วด้วย โดยการดำเนินการต้องครอบคลุมการจัดสวัสดิการเพื่อดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู การศึกษาและพัฒนาอาชีพ การเตรียมความพร้อมของครอบครัวและชุมชน การทำความเข้าใจกับผู้เสียหาย และการช่วยเหลือด้านที่พัก รวมถึงด้านการเงินด้วย

การเตรียมความพร้อมของผู้ต้องขังเพื่อให้สามารถกลับเข้าสู่สังคมได้หลังพ้นโทษและสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติมีความสำคัญอย่างมากต่อการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ เนื่องจากผู้ต้องขังมักจะประสบปัญหาด้านความสัมพันธ์กับครอบครัวและคนในสังคมจึงมักจะหวนกลับมาทำความผิด กระบวนการนำผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมจึงถูกออกแบบมาโดยเน้นไปที่การจัดการกับปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การกระทำความผิดอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามกรอบมาตรฐานสากลของสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ที่ได้กำหนดกรอบแนวทางในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเอาไว้ ทั้งด้านการช่วยเหลือให้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติอย่างคนธรรมดาทั่วไป ดูแลตัวเองได้ มีความเคารพในตัวเองและมีความรับผิดชอบตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็สามารถรักษาความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว และประชาชนในสังคม

สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้นำเสนอแนวทางในการนำผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมเพื่อดำเนินชีวิตได้ตามปกติ (Social Reintegration) และไม่ย้อนกลับมากระทำความผิดอีก ประกอบด้วยการเตรียมความพร้อมของผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ การเตรียมความพร้อมก่อนการปล่อยตัวผู้ต้องขัง และการช่วยเหลือผู้ต้องขังหลังจากที่พ้นโทษแล้ว

6 โปรแกรมเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ

  • โปรแกรมด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติ: การติดยาเสพติดเป็นสาเหตุหนึ่งของการติดอยู่ในวงจร อาชญากรรมและการกระทำผิดซ้ำ ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างคนปกติทั่วไป จึงควรให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังที่ติดยาเสพติดให้สามารถเลิกยาให้ได้ก่อนพ้นโทษออกไป และควรมีการติดตามผลหลังจากมีการปล่อยตัว
  • โปรแกรมด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติ: เช่น โปรแกรมการจัดการความโกรธ การเข้าใจ พฤติกรรมตัวเอง การตระหนักรู้ถึงลักษณะพฤติกรรมเสี่ยง ทักษะพื้นฐานชีวิตและความสัมพันธ์ การสนับสนุนจาก เพื่อน การพัฒนาความเชื่อและจิตวิญญาณ เป็นต้น
  • โปรแกรมด้านการศึกษาและการฝึกอาชีพ: เช่น การส่งเสริมการศึกษาพื้นฐาน การฝึกอบรมอาชีพตามความต้องการของตลาดการจ้างงาน เป็นต้น โดยวิธีการที่นำมาใช้และประสบความสำเร็จในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เยอรมัน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สวีเดน และอังกฤษ คือ การศึกษาทางไกลในเรือนจำ นอกจากนี้ ยังมีการเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพในออสเตรเลีย (Telfi Project) และในสหภาพยุโรป (EQUAL)
  • โปรแกรมด้านประสบการณ์ทำงาน: ควรมีการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้ทำงานในส่วนที่ตัวเองสนใจและลักษณะงานที่ใกล้เคียงกับสังคมด้านนอกเรือนจำ โดยควรได้รับค่าจ้างในการทำงานในเรือนจำตามความเหมาะสม ในหลายประเทศประสบความสำเร็จในการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับผู้ต้องขัง เช่น เรือนจำติฮาร์ในอินเดีย ที่มีการนำผู้ต้องขังไปทำงานในอุตสาหกรรมเบเกอรี่ การผลิตเสื้อผ้า งานเฟอร์นิเจอร์ การผลิตกระดาษ เป็นต้น โดยหลักการหลักของการส่งเสริมอาชีพก็เพื่อให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษไปมีงานทำ ซึ่งจะทำให้ผู้ต้องขังมีที่พัก มีความมั่นคงทางการเงิน สามารถช่วยสนับสนุนครอบครัวได้ มีความมั่นใจในตัวเอง มีเพื่อนในสังคม และห่างไกลจากอาชญากรรม
  • โปรแกรมด้านการดูแลสุขภาพร่างกาย: หลายประเทศอาจจะมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการสาธารณสุขในเรือนจำ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีจำนวนผู้ต้องขังจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีโปรแกรมด้านสุขภาพเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนพ้นโทษ
  • โปรแกรมด้านการดูแลสุขภาพจิต: ผู้ต้องขังมักจะมีปัญหาด้านสุขภาพจิตมากกว่าคนทั่วไปโดยธรรมชาติ โปรแกรมการดูแลสุขภาพจิตที่เพียงพอและต่อเนื่องในเรือนจำจึงมีความจำเป็น

8 ขั้นตอนในการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขังออกไปใช้ชีวิตในสังคม

  • การติดต่อสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนในสังคม เช่น ไปเยี่ยมบ้านผู้ที่กำลังจะถูกปล่อยตัวเพื่อดูความพร้อม การให้ผู้ต้องขังกับญาติได้มาอยู่ร่วมกันในสถานที่ที่จัดไว้ให้ในระยะเวลาสั้น ๆ (1 คืน 2 วัน) เป็นต้น
  • การเตรียมความพร้อมชุมชน โดยการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทางสังคมที่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือให้ผู้ต้องขังให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม เช่น ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนาในชุมชน บริษัทเอกชน/ ผู้ว่าจ้างงาน ผู้ให้บริการ และตำรวจ เป็นต้น
  • การเตรียมผู้เสียหาย การทำความเข้าใจกับผู้เสียหายในคดีที่ผู้ต้องขังเคยกระทำความผิดไว้
  • การแก้ไขปัญหาด้านการเงินแก่ผู้ต้องขัง ผู้ต้องขังและครอบครัวมักจะมีหนี้สินจากการเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม และเมื่อพ้นโทษออกมาก็มักจะไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำผิดซ้ำอีกรอบ
  • การวางแผนกลับสู่สังคม ตัวผู้ต้องขังควรได้รับการฝึกทักษะที่จำเป็นในการอยู่รอดในสังคมและการช่วยเหลือหลังการปล่อยจากหน่วยงานเรือนจำและหน่วยงานภาคสังคมให้มีงานทำ
  • การปล่อยตัวก่อนแบบมีเงื่อนไข ด้วยวิธีการคุมประพฤติ
  • การช่วยเหลือให้มีที่พักและงานที่มั่นคง กรณีผู้ต้องขังบางคนไม่มีที่ไปหรือที่พักอาศัยหลังจากการปล่อยตัว
  • Halfway house หรือการสร้างชุมชนจำลองสำหรับผู้ต้องขังที่จะถูกปล่อยตัวออกไปโดยเฉพาะ เพื่อเรียนรู้ในการอยู่ด้วยตัวเอง เช่น House of Hope ในเรือนจำเกาหลีใต้ Crossroads Adult Transition Center ในเรือนจำของมลรัฐอิลลินอยด์ เป็นต้น

5 รูปแบบความช่วยเหลือผู้ต้องขังหลังจากที่พ้นโทษแล้ว

  • การช่วยเหลือให้เข้าสู่ตลาดการจ้างงาน โดยการประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือภาครัฐในการจัดหางานที่เหมาะสมให้ ซึ่งการทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้มีการดำเนินชีวิตได้ในสังคมปกติ
  • การช่วยเหลือด้านที่พักอาศัยและการเงินหลังจากพ้นโทษ
  • การช่วยให้เข้าถึงบริการทางสุขภาพและบริการทางสังคม ผู้ต้องขังหลายคนเมื่อพ้นโทษมีอาการป่วยและไม่ สามารถเข้ารับการรักษาที่เป็นสวัสดิการของรัฐได้
  • ความช่วยเหลือจากครอบครัว เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ต้องขังกลับมาสู่สังคมปกติได้
  • การช่วยเหลือให้เลิกเสพยาเสพติด

การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังของญี่ปุ่น: จัดหาการศึกษา สวัสดิการ และจัดตั้งอุตสาหกรรมของเรือนจำ

มาตรการในการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมของญี่ปุ่นที่สำคัญ คือ การจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขังจนถึงระดับปริญญาตรี เป็นหลักสูตรการศึกษาทางไกล มีผู้สอนที่เป็นเจ้าหน้าที่เรือนจำและอาสาสมัครจากภายนอก มีการใช้หลักทางศาสนาแก้ไขฟื้นฟูทางด้านจิตใจ ในประเทศญี่ปุ่นจะมีอนุศาสตราจารย์ที่เป็นอาสาสมัครจากภายนอกเรือนจำเท่านั้น ผู้ต้องขังในเรือนจำจะต้องทำงาน เพื่อฝึกให้ผู้ต้องขังมีระเบียบวินัย และจะได้รับใบประกาศนียบัตรหรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเมื่อสำเร็จตามหลักสูตร

ญี่ปุ่นยังมีการจัดตั้งอุตสาหกรรมในเรือนจำ โดยมีทั้งที่รัฐเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบในการผลิตทั้งหมดหรือบางส่วน รวมทั้งจัดหาตลาดสำหรับขายด้วย ส่วนอีกรูปแบบหนึ่ง คือ รัฐให้เอกชนผู้ทำสัญญาเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ในการผลิตทั้งหมด โดยเอกชนจะต้องจ่ายเงินให้รัฐเป็นค่าจ้างแรงงานผู้ต้องขัง โดยรัฐจะให้รางวัลตอบแทนเป็นสินน้ำใจแก่ผู้ต้องขัง โดยจะจ่ายให้เป็นเบี้ยเลี้ยง ซึ่งผู้ต้องขังสามารถเบิกเงินไปใช้จ่ายหรือซื้อสิ่งของจำเป็นขณะที่อยู่ในเรือนจำได้ หรืออาจจ่ายให้ผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษแล้ว

นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมสำหรับผู้ต้องขังภายนอกเรือนจำด้วย (Prison Camps Outside) โรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งจะเปิดภายนอกเรือนจำ ทั้งที่รัฐเป็นเจ้าของ และเป็นผู้ดำเนินการ โดยผู้ต้องขังจะทำงาน และพักอาศัยอยู่ในนั้น ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ สำหรับในรูปแบบนี้ ผู้ต้องขังจะต้องเดินทางจากเรือนจำไปยังโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ภายนอกเรือนจำแบบเช้าไปเย็นกลับในทุก ๆ วัน หรืออาจจะให้ผู้ต้องขังพักอาศัยในหอพักซึ่งติดอยู่กับโรงงานอุตสาหกรรมนั้นก็ได้

สำหรับการเตรียมการและการปฏิบัติหลังปล่อยจากเรือนจำ จะมีการจัดสถานที่พักไว้ให้ผู้ต้องขังในสภาพที่ผ่อนคลาย และใกล้เคียงกับสภาพสังคมภายนอกมากที่สุด มีการจัดโปรแกรมเตรียมการก่อนปล่อย โดยการอบรมแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของเรือนจำและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักจัดหางาน และพนักงานคุมประพฤติ เป็นต้น

งานราชทัณฑ์ประเทศสิงคโปร์

         การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมของสิงคโปร์แบ่งออกเป็นการดูแลผู้ต้องขังขณะที่อยู่ในเรือนจำ (In-care) ผู้ต้องขังจะมีการตกลงร่วมกันกับเรือนจำในการเข้าสู่โปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟูตามความต้องการ โดยจะพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าแต่ละบุคคลนั้นควรมีการพัฒนาอย่างไร มีความเฉพาะตามลักษณะของบุคคล จนกระทั่งได้รับการปล่อยตัว และมีการพัฒนาอยู่เสมอเพื่อให้เกิดความทันสมัย มีระบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นร่วมกันระหว่างผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมต่าง ๆ เช่น โปรแกรมการศึกษา โปรแกรมการฝึกกายบริหารและระเบียบแถว โปรแกรมการศึกษาสายสามัญและการศึกษาสายอาชีพ โปรแกรมการอบรมทางศาสนา โปรแกรมการให้คำปรึกษาในการฝึกวิชาชีพ เป็นต้น ผู้ต้องขังจะได้รับมอบหมายให้ทำงานในโรงงานต่าง ๆ ตามความสามารถและจะได้รับค่าแรงจากการทำงาน โดยเรือนจำจะเก็บรักษาไว้และจะคืนเมื่อได้รับการปล่อยตัว และอีกส่วนสามารถนำไปใช้จ่ายขณะที่ถูกคุมขัง และยังมีในส่วนของการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังภายหลังจากการได้รับการปล่อยตัวแล้วด้วย โดยอาศัยผู้ต้องขังที่ได้เข้ารับการอบรมซึ่งเข้าใจในปัญหาต่าง ๆ มาเป็นพี่เลี้ยงแก่ผู้ต้องขังรายอื่น ๆ

       ปัจจุบันงานราชทัณฑ์ของประเทศสิงคโปร์ได้ให้เอกชนเข้ามามีส่วนในการบริหารงานของเรือนจำ เนื่องจากมีการดำเนินงานที่รวดเร็ว โดยจัดตั้งเป็นหน่วยงานอิสระเรียกว่า Singapore Corporation of Rehabilitative Enterprises (SCORE) โดยมีหน้าที่อยู่ 2 ลักษณะ คือ งานด้านการหาผลประโยชน์และงานด้านการอบรมแก้ไข ฟื้นฟู โปรแกรมการฝึกวิชาชีพ ซึ่งจะมุ่งเน้นให้ผู้กระทำผิดได้รับการฝึกฝนงานที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการได้รับการจ้างงาน การฝึกอบรมวิชาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาดในสาขาต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านอิเล็กทรอนิกส์ การประกอบอาหาร สำหรับผู้ต้องขังที่เสพยาเสพติดจะถูกควบคุมไว้ที่ศูนย์บำบัดยาเสพติด ระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 36 เดือน การที่จะถูกควบคุมอยู่นานหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งของการต้องโทษ และความก้าวหน้าในการบำบัดแก้ไขของผู้ต้องขังเองด้วย

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบงานราชทัณฑ์ไทยเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย”

หัวหน้าโครงการ : กฤษณพงค์ พูตระกูล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ศศิธร อ่อนละมูล
00:00
00:00
Empty Playlist