skipped-generation-households-cover

ครอบครัวแหว่งกลาง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครัวเรือน

รูปแบบครัวเรือนในปัจจุบันจะเห็นได้ว่านั้นมีอยู่หลายรูปแบบ บางครอบครัวอาจจะเป็นครอบครัวที่อยู่กันพร้อมหน้าแบบครอบครัวใหญ่ มีปู่ย่าตายาย พ่อแม่ และหลาน ส่วนบางครอบครัวอาจจะเป็นครอบครัวเล็กมีแค่พ่อแม่ และลูก บางครอบครัวอาจจะเป็นครอบครัวที่มีสมาชิกอยู่เพียงคนเดียวก็สามารถพบเห็นในสังคมไทย ณ ปัจจุบัน

โครงสร้างของครอบครัวนั้นย่อมส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ต่อสถาบันครอบครัวในชนบท ยกตัวอย่างให้เห็นได้ชัด เช่น ครอบครัวที่เป็นในลักษณะของครอบครัวแหว่งกลาง ซึ่งรุ่นพ่อแม่ได้ออกจากภาคการเกษตรเพื่อย้ายไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่มีการพึ่งบุคคลวัยแรงงานเพื่อทำการเกษตรของครอบครัว จึงได้มีการวิจัยถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่มีผลต่อสถาบันครอบครัวและชุมชนในชนบท

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือน

ในช่วงก่อนปี 2513 อัตราการเจริญเติบโตของประชากรไทยอยู่ในระดับที่สูงมากซึ่งถูกมองว่าอาจมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศที่จะทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศเพิ่มน้อยลง รัฐบาลจึงได้มีการกำหนดนโยบายลดอัตราเพิ่มประชากร ซึ่งการที่ภาวะเจริญพันธุ์ของประชากรไทยลดลงอย่างต่อเนื่องก็ได้ส่งผลให้ขนาดครอบครัวของไทยโดยเฉลี่ยลดลง ส่งผลให้โครงสร้างครอบครัวและการพึ่งพาอาศัยระหว่างบุคคลในครอบครัวได้มีการเปลี่ยนแปลงไป และจากรูปแบบนโยบายการพัฒนาประเทศตั้งแต่ช่วงปี 2504 เป็นต้นมาที่รัฐบาลได้มีการสนับสนุนการเข้ามาของทุนต่างประเทศ ซึ่งเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีและตลาดส่งออก

กระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจได้ส่งผลให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของประชากร ออกจากภาคการผลิตที่ให้ผลตอบแทนต่ำ คือ ย้ายออกจากภาคเกษตรไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นๆที่มีผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในชนบทที่ได้มีการอพยพออกไปของวัยแรงงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อครอบครัวในชนบทที่ต้องอาศัยรายได้จากการเกษตร เช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคใต้

เป็นที่แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงต่างๆดังกล่าวนั้น ได้ส่งผลกระทบให้มีการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบโครงสร้างครอบครัว การดำเนินชีวิตของบุคคลภายในครอบครัวแต่ละรูปแบบก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมถึงวางแนวทางการแก้ไขปัญหา

Skipped-generation-Households

รูปแบบครัวเรือนในไทย

จากข้อมูลในงานวิจัยได้มีการแบ่งประเภทของครัวเรือนออกเป็น 5 ประเภทดังนี้

1. ครัวเรือนแบบอยู่คนเดียว คือครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียว
2. ครัวเรือน 1 รุ่น คือครัวเรือนที่ประกอบไปด้วยสามีและภรรยา รวมถึงคนในรุ่นเดียวกัน
3. ครัวเรือน 2 รุ่น คือครัวเรือนที่ประกอบไปด้วยรุ่นพ่อแม่ และรุ่นลูกเป็นหลัก
4. ครัวเรือน 3 รุ่น คือครัวเรือนที่ประกอบไปด้วยคน 3 รุ่นคือ รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ และรุ่นหลานเป็นหลัก
5. ครัวเรือนแหว่งกลาง คือครัวเรือนที่ประกอบไปด้วยคน 2 รุ่นคือ รุ่นปู่ย่าตายาย และรุ่นหลาน ส่วนรุ่นพ่อแม่นั้นขาดหายไป

รูปแบบของครอบครัวนั้นอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยผลกระทบของปัจจัยด้านประชากรนั้นได้แก่ การเกิด การตาย และการย้ายถิ่น ซึ่งส่งผลให้รูปแบบของแต่ละครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาที่พบและแนวทางการแก้ไข

จากงานวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของปัจจัยประชากรต่อสถาบันครอบครัวและชุมชนในชนบท” ที่ได้ทำการศึกษา การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรครอบครัวในชนบท โดยใช้วิธีวิเคราะห์สถานการณ์ และข้อเท็จจริงว่าสังคมในชนบทมีโครงสร้างครัวเรือนแบบใด แต่ละแบบมีมากน้อยเพียงใดและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร รวมถึงมีการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ซึ่งได้ผลการศึกษาดังนี้

ข้อมูลที่สรุปเป็นภาพรวมของประเทศนั้นพบว่า ครัวเรือน 2 รุ่นมีจำนวนสูงสุด รองลงมาคือครัวเรือน 3 รุ่น แต่ทั้งสองแบบข้างต้นมีแนวโน้มที่จะลดลง ส่วนครัวเรือน 1 รุ่นนั้นมีมากเป็นอันดับที่สาม แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สองลำดับสุดท้ายคือครัวเรือนแบบแหว่งกลางและแบบอยู่คนเดียว และทั้งสองแบบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคือการย้ายเข้า-ออก การย้ายถิ่นฐานส่วนใหญ่เป็นการย้ายเข้าไปประกอบอาชีพในเมือง ซึ่งจากสถิติก็ได้พบว่าสัดส่วนประชากรในส่วนของวัยทำงานหลัก และสัดส่วนในช่วงของวัยทำงานช่วงสุดท้ายนั้นมีสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แสดงให้เห็นถึงการเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งต้องมีการวางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ภาพรวมของสภาพความเป็นอยู่ของครัวเรือนแต่ละแบบโดยวัดจากค่าใช้จ่ายในการบริโภคและรายได้ต่อหัว พบว่าครัวเรือนแบบอยู่คนเดียว และแบบที่ 1 มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด รองลงมาคือครัวเรือนแบบ 3 รุ่น ในขณะที่ครัวเรือนแบบแหว่งกลางมีสภาพความเป็นอยู่แย่ที่สุด ครัวเรือนแบบแหว่งกลางนี้หากไม่ได้รับรายได้จากคนรุ่นที่ 2 ที่ออกไปทำงานในภาคเศรษฐกิจอื่นนั้นจะมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในระดับที่เป็นอยู่

การที่จะทำให้ครัวเรือนแต่ละประเภทนั้นมีสภาพความเป็นอยู่ที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ครัวเรือนแบบแหว่งกลางนั้นเป็นเป้าหมายที่ควรได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด เนื่องจากทั้งรุ่นปู่ย่าตายาย และรุ่นหลานนั้นถือเป็นบุคคลที่มีอัตราการพึ่งพิงสูงที่สุด รัฐอาจจะมีการช่วยเหลือในรูปแบบของเงินโอนโดยคำนวณจากอัตราส่วนของการมีผู้พึ่งพิงในแต่ละครัวเรือนเป็นหลัก และในขณะเดียวกันเรื่องของจำนวนเงินโอนช่วยเหลือยังจะต้องศึกษาเพิ่มเติมเพราะหากน้อยไปก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นมากนัก แต่หากให้มากเกินไปก็อาจเป็นแรงจูงใจให้ครัวเรือนประเภทอื่นเปลี่ยนมาเป็นครัวเรือนแบบแหว่งกลาง ซึ่งจะเป็นผลที่ไม่พึงประสงค์ในเชิงนโยบาย

 

ที่มา: โครงการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของปัจจัยประชากรต่อสถาบันครอบครัวและชุมชนในชนบท” โดย อนันต์ ภาวสุทธิไพศิฐ (2559) สนับสนุนทุนวิจัยโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เรียบเรียงข้อมูลโดย: ทีมงาน Research Café

00:00
00:00
Empty Playlist