RC20363_00

การพัฒนาประเทศสิงคโปร์: กระบวนการ การเปลี่ยนผ่าน และความท้าทาย ประเทศสิงคโปร์ : การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

ในระยะเวลาเพียง 50 ปี หลังการประกาศเอกราชจากประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์สามารถพัฒนาตนเองจากกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำไปสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูงได้ ทั้งนี้เนื่องจากการประยุกต์ใช้นโยบายอุตสาหกรรมได้เหมาะสมกับช่วงเวลา การดำเนินนโยบายบทบาทเชิงรุกผ่านการทำแผนอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 จนถึงปัจจุบัน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับล่าสุดกำหนดไว้ว่าในปี ค.ศ. 2030 สิงคโปร์คือประเทศที่พัฒนาแล้วในระดับชั้นนำ (A Developed Country in the First League) เราสามารถเรียนรู้แนวคิดของสิงคโปร์และนำมาประยุกต์ให้เข้ากับกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างไร…ติดตามได้จากบทความนี้

 

ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศเกิดใหม่ซึ่งเพิ่งได้รับเอกราชไปช่วงปี ค.ศ. 1959 โดยมีสภาพเป็นเพียงเกาะขนาดเล็กที่แทบไม่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอยู่เลย นอกจากนี้ในช่วงเริ่มแรก ยังมีระดับการว่างงานและความยากจนในอัตราที่สูง แต่การพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์กลับสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง หากวัดจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงต่อจำนวนประชากร (Real GDP per capita) จะพบว่ารายได้ที่แท้จริงของคนสิงคโปร์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 ถึงปี 2014 มีค่าเพิ่มขึ้นกว่า 34 เท่า ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวสามารถยกระดับฐานะและความกินดีอยู่ดีของประชากรอย่างทั่วถึง ทำให้ประเด็นเรื่องความยากจน แบบสัมบูรณ์ (Absolute poverty) ของสิงคโปร์ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปเมื่อเทียบกับยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

ทั้งนี้การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญลำดับแรกของสิงคโปร์ ภายใต้ชุดแนวคิดที่ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีเป็นเป้าหมายและแนวทางในการที่จะทำให้เป้าหมายทางการพัฒนาด้านอื่น ๆ ประสบความสำเร็จต่อไป สิงคโปร์พยายามสร้างปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีการสะสมทรัพยากรต่างๆ อย่างเพียงพอในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจหรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนา ดังที่นายกรัฐมนตรี Lee Hsien Loong ได้กล่าวไว้ในปี ค.ศ. 2005 ว่า “การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสวัสดิการรัฐที่ดีที่สุด ความมั่งคั่งจะช่วยทำให้เรามีทรัพยากรเพียงพอในการจัดการกับปัญหาที่ยากและท้าทายต่างๆ”

ประเทศสิงคโปร์มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาเพียง 50 ปี หลังจากการได้รับเอกราชในปี ค.ศ.1965 โดยมีแผนการพัฒนาที่โดดเด่น 2 ด้านหลักๆคือแผนด้านเศรษฐกิจที่เป็นกลยุทธ์เชิงรุกซึ่งมีความสำคัญที่สุดและแผนพัฒนาด้านกายภาพ สิ่งแวดล้อมที่ควบคุมทิศทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่เป็นรูปธรรม ในด้านเศรษฐกิจนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปมาโดยตลอดช่วง 3 ทศวรรษ ได้แก่

  • รายงานคณะกรรมการเศรษฐกิจ 1986 (The Economic Committee report in 1986)
  • แผนกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ 1991 (Strategic Economic Plan in 1991)
  • รายงานทบทวนเศรษฐกิจ 2003 (Reports of the Economic Review Committee in 2003)
  • รายงานของคณะกรรมการกลยุทธ์เศรษฐกิจ 2010 (The Report of the Economic Strategies Committee in 2010) ซึ่งถือเป็นแผนหลักที่เป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาแบบครอบคลุมทุกด้าน แต่มีความยืดหยุ่น

 

ทั้งนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละแผนไม่ได้ถูกกำหนดเป็นช่วงทุกๆ 4 หรือ 5 ปีแบบไทย แต่ได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาว 30-40 ปี โดยแผนล่าสุดกำหนดไว้ว่าในปี ค.ศ. 2030 สิงคโปร์คือประเทศที่พัฒนาแล้วในระดับชั้นนำ (A Developed Country in the First League) โดยการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและกลยุทธ์การเติบโตระดับชาติเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกลยุทธ์เศรษฐกิจ (Economic Strategies Committee: ESC) สังกัดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม (Ministry of Trade and Industry: MTI) ส่วนด้านแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่นั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดช่วง 3 ทศวรรษเช่นกัน โดยมีผัง 2 ระดับ ได้แก่ แผนแนวความคิด (Concept Plan)และแผนแม่บท (Master Plan) โดยแผนแนวความคิด (Concept Plan) เป็นผังกลยุทธ์ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินและการขนส่งในระยะยาว 40-50 ปี ส่วนแผนแม่บท (Master Plan) เป็นแผนครอบคลุมที่รวมทั้งมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ก็มีการคำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนโดยแผนแม่บทเป็นการวางแผนระยะยาว 10-15 ปี แต่ก็มีการทบทวนทุก 5 ปีและสามารถปรับเปลี่ยนได้

 

อย่างไรก็ตามกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวนั้นถ้ามองอย่างผิวเผินอาจระบุได้ว่าเป็นเพราะการศึกษานโยบายรัฐที่เหมาะสม ผู้นำที่มีความสามารถ และการพึ่งพาตลาดต่างประเทศผ่านการส่งออกหรือเป็นเมืองท่าเพียงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ ผ่านกระบวนการและความท้าทายที่มากกว่านั้น และแต่ละบทเรียนล้วนมีคุณค่าและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ในประเด็นที่สำคัญ อาทิ นโยบายอุตสาหกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศไทย ซึ่งการจะแก้ปัญหานี้ได้ จำเป็นต้องมีแนวคิดหลักในด้านการพัฒนา 5 ประการ ดังนี้

1) ผู้มีอำนาจ ประชาชน รวมทั้งผู้บริหารระบบเศรษฐกิจของประเทศ ควรตระหนักได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติมากเหมือนแต่ก่อนแล้ว ชาวนาไม่สามารถมีที่นาเป็นของตนเอง แรงงานราคาถูกไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติล้วนเป็นสภาวะเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้นและจะยิ่งลดลงภายใต้โครงสร้างประชากรที่เป็นสังคมผู้สูงวัย (Aging Society) มากขึ้น และที่สำคัญประเทศไทยไม่ได้มีระดับทุนทางความรู้และทางเทคนิคที่ทัดเทียมกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2) ปัจจัยความเสี่ยงจากภายนอก ได้เปลี่ยนจากปัจจัยด้านความมั่นคงทางทหาร เป็นความไม่แน่นอน ซึ่งเป็นปัจจัยคุกคามจากภายนอก (External Threat) ประชาชนควรตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องรับมือกับโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โลกที่ไม่มีความแน่นอนและซับซ้อนมากขึ้น

3) การยอมรับว่าระบบการแชร์ทรัพยากรของประเทศผ่านเงินโอน (Side payment*) มีความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือที่กว้างและลึกจากภาคประชาสังคม ซึ่งกรอบความร่วมมือนี้ถือว่ามีความจำเป็นในการสร้างความเต็มใจหรือฉันทามติในการพัฒนาประเทศผ่านการสร้างทุนความรู้ นอกจากนี้เงินโอนดังกล่าวยังสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมผ่านประชาชนในแต่ละกลุ่มโครงสร้างอายุ ซึ่งการสร้างโครงข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งนี้ จะสามารถตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศต่อไป

*เมื่อสมาชิกองค์กรมีความต้องการที่แตกต่างกันและองค์กรมีทรัพยากรอยู่จำกัด จึงต้องมีการชดเชยให้สิ่งอื่นแทน (side payment) เช่น ให้เป็นเงิน ให้การดูแลเป็นพิเศษ หรือให้อำนาจหน้าที่มากขึ้น  

4) การปฏิรูปการศึกษา (Educational Reform) ควรเป็นไปในทิศทางที่เน้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลัก แทนที่จะเน้นไปที่เป้าประสงค์ในด้านการเมืองและการปกครอง

5) การลดหรือพยายามคงบทบาทของพันธมิตรในการโอนทรัพยากร (Distributional Alliance) ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นพอๆกับการสร้างหรือสนับสนุนพันธมิตรในการพัฒนา (Developmental Alliance) ซึ่งหากประเทศไทยจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง การโอนทรัพยากรไปสู่กลุ่มผู้มีอำนาจควรลดลงหรือเท่าเดิม ในขณะเดียวกันผลประโยชน์ควรตกอยู่กับกลุ่มคนที่ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ โดยกลุ่มคนหรือภาคธุรกิจดังกล่าวย่อมสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และมุ่งไปสู่การพัฒนาทุนความรู้ที่สูงขึ้น


 

ทั้งนี้จากการศึกษาการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ จะเห็นได้ว่า สิ่งสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ คือ การเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity) ซึ่งผลิตภาพการผลิตนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าคนในประเทศ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจไม่เห็นถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้การเพิ่มทุนความรู้ทางเทคนิคและนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งเป็นรากฐานของผลิตภาพการผลิตก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีกรอบความร่วมมือที่ชัดเจนรวมถึงการประสานงานของภาคส่วนต่างๆ ที่ยังต้องการความเป็นระบบอย่างมากของประเทศไทย

————————————————————–

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนาประเทศสิงคโปร์: กระบวนการ การเปลี่ยนผ่าน และความท้าทาย”

หัวหน้าโครงการ: ดร.เพชรลัดดา เพ็ชรภักดี และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ทีมงาน Research Café
กราฟิก ทีมงาน Research Café
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ญาณิตา เหลืองคงอยู่
00:00
00:00
Empty Playlist