จากยางพารา
สู่สุดยอดนวัตกรรม

ยางพาราเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของไทย ที่สร้างรายได้อย่างมหาศาล และนักวิจัยไทยยังยกระดับผลิตภัณฑ์ยางพาราไปสู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

ยางพารา เป็นพืชที่ไม่เพียงแต่จะมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ยังมีความสำคัญทางสังคม เนื่องจากยางพาราเป็นพืชที่ทำให้เกิดการสร้างงานและอาชีพในชนบทส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชน นอกจากนั้นยางพารายังช่วยในการรักษาสภาพแวดล้อมเนื่องจากเป็นพืชยืนต้นที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศสามารถเป็นพืชทดแทนป้าไม้ที่มีจำนวนลดลง และเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศให้มีมากขึ้น

#1

ยางพารา
ในประเทศไทย

การปลูกสร้างสวนยางในประเทศไทย เริ่มต้นจากการปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ที่เป็นพันธุ์พื้นเมืองนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย ปลูกในประเทศไทยครั้งแรกในเขตพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดตรัง ในปี พ.ศ.2443 โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ มหิศรภัคดี และได้มีการขยายพื้นที่ปลูกไปยังเขตภาคตะวันออกครั้งแรก คือ จังหวัดจันทบุรี ใน พ.ศ. 2451 โดยหลวงราชไมตรี

0
พื้นที่ปลูกยางพารา(ล้านไร่)
0
ปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติ (ล้านตัน)
0
สัดส่วนการส่งออกยางพารา(%)
0
สัดส่วนการใช้ยางพาราภายในประเทศ(%)

พื้นที่ปลูกยางมากที่สุดของประเทศไทยเป็นพื้นที่ทางภาคใต้ พื้นที่บางส่วนของภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และ ภาคตะวันตก โดยส่วนใหญ่ยังเป็นการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี๋ยว คือปลูกยางพาราเพียงอย่างเดียว เกษตรกรจึงมีรายได้หลักจากสวนยาง ซึ่งการหวังรายได้ทางเดียวจากเชิงเดี่ยวมีความเสี่ยงสูง จากปัญหาความผันผวนของราคายางซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำของประเทศ ทำให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรตามมาที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น (ข้อมูลวิชาการยางพารา 2561;การยางแห่งประเทศไทย)

#2

อนาคตยางพาราไทย

แม้ว่ายางพาราจะเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งของประเทศไทยและเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยในปี พ.ศ.2561 ผลิตภัณฑ์ยาง มีมูลค่าส่งออก 3.53 แสนล้านบาท เป็นอันดับ 4 ของสินค้าส่งออกของไทย แต่ในช่วง 2-3 ปีหลัง ผลผลิตยางไทยลดลงมาอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 4.2 – 4.5 ล้านตัน เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและราคายางที่อยู่ในระดับต่ำ

ซึ่งนักวิจัยยังคงมองว่ายางพาราไทยยังมีอนาคต แต่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดีและควบคุมได้ ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวเกษตรกรเอง รวมถึงเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 40 หรือ 1.2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้งานในประเทศเพียงร้อยละ 14 แต่ส่งออกถึงร้อยละ 86

#3

มาตรฐานการจัดการสวนยางพาราในไทย

ชาวสวนยางพาราไทยได้ประสบกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างมากมาเป็นเวลานานมากกว่า 5 ปี ทำแม้ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ราคายางพาราสูงขึ้นได้

ทั้งนี้ นอกจากราคายางพาราที่ต่ำจนชาวสวนยางต้องขายยางพาราในราคาที่ต่ำกว่าทุนแล้ว ประเทศผู้ซื้อยางและไม้ยางพารายังพยายามกดให้ราคาถูกลงอีก โดยใช้ข้อกีดกันทางการค้าอื่นที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) เช่น การบุกรุกป่าเพื่อปลูกยาง การใช้สารเคมีบางชนิด การตัดต้นยางพาราที่ไม่ถูกวิธีการ ไม่อนุรักษ์พื้นที่ป่าอนุรักษ์และสัตว์ป่า โดยประเทศผู้ซื้อจะอ้างอิงมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน ทั้ง Forest Stewardship Council (FSC) และ Program for the Endorsement of Forest Certification (PEFC) โดยอาศัยกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังมาแรงในขณะนี้เป็นข้ออ้าง

มาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบการจัดการรวมทั้งขนบธรรมเนียม และวิถีชีวิตของชาวสวนยางไทย จึงกลายเป็นทางออกล่าสุดที่จะผลักดันและเพิ่มศักยภาพให้สวนยางพาราไทยผ่านมาตรฐานการรับรองการจัดการป่าไม้ในระดับนานาชาติและเป็นที่ต้องการของตลาดโลกต่อไป

#4

การคัดเลือกยางพาราพันธุ์ท้องถิ่น

ในปัจจุบันกล่าวได้ว่า แหล่งปลูกยางที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ เอเชีย ต้นยางพาราที่นำมาปลูกในทวีปเอเชีย ลำต้นของต้นที่ปลูกด้วยเมล็ดจะโตประมาณ 1-2 เมตร และถ้าเป็นต้นติดตา ลำต้นจะโตไม่เกิน 1 เมตร ส่วนความสูงจะประมาณ 15-20 เมตร ทรงต้นที่สมบูรณ์มักจะสูงชะลูด ใบมักจะรวมเป็นพุ่มที่ส่วนปลายของกิ่ง แต่ละก้านใบแยกออกเป็น 3 ใบ

ประเทศไทยถือเป็นผู้ผลิตยาพารารายสำคัญ มีพื้นที่การปลูกยางพาราเป็นอันดับ 2 ของโลก ประมาณ 22.47 ล้านไร่ เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย แต่สามารถส่งออกยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก (ข้อมูลจากสถาบันวิจัยการยาง, พ.ศ.2561) การปรับปรุงพันธุ์ยางถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ไทยมีศักยภาพตรงจุดนี้

#5

จากยางพาราสู่สุดยอดนวัตกรรม

อีกหนึ่งทางออกที่จะช่วยยกระดับให้กับยางพาราที่มีราคาตกต่ำ คือการแปรรูปยางพาราไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก และใช้งานวิจัยในการต่อยยอดนวัตกรรมจากยางพารา ทั้งการพัฒนาคุณภาพยางพาราให้ดีขึ้น ไปจนถึงผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ต่อยอดจากเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางพารา เพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

#6

“เคลือบน้ำยาง” นวัตกรรมแก้ปัญหาการกักเก็บน้ำของเกษตรกรไทย

ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ฤดูกาลมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปริมาณน้ำฝนที่คาดการณ์มีความผิดปกติทั้งปริมาณและช่วงจังหวะเวลา การสร้างสระสำหรับกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ใช้ตลอดช่วงฤดูแล้งจึงมีความจำเป็นในการทำเกษตรกรรม โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย

วัสดุที่นิยมใช้ในการปูสระน้ำโดยทั่วไป คือ “ยาง” ในอดีตประเทศไทยมีการทำยางปูพื้นสระน้ำด้วยเทคนิคการผลิตเป็นแผ่นยางวัลคาไนซ์ขนาดใหญ่ด้วยเครื่องอัดรีด ซึ่งอาศัยเครื่องจักรในการผลิตขนาดใหญ่และการลงทุนค่อนข้างสูง

นักวิจัยจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบสระกักเก็บน้ำด้วยน้ำยางธรรมชาติ ที่มีขั้นตอนผลิตที่ง่ายและประหยัดกว่า มีต้นทุนไม่สูงมากนักโดยใช้การพ่น/ทาน้ำยางคอมปาวด์บนผ้าด้ายดิบ อาศัยน้ำยางที่มีความสามารถในการเกาะยืดกับผ้าดิบ กลายเป็นวัสดุผสมที่มีความแข็งแรง ทนทาน ใช้ในการเคลือบบ่อหรือสระน้ำเพื่อป้องกันการรั่วซึมได้เป็นอย่างดี สามารถเข้าถึงพื้นที่และติดตั้งได้ง่าย ใช้ได้กับสระน้ำที่มีขนาดและรูปร่างหลากหลาย ถือเป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราของประเทศ ส่งเสริมโอกาสการใช้ยางในปริมาณมาก โดยเฉพาะการใช้เคลือบบ่อเพื่อประโยชน์ในภาคเกษตรกรรม และเพื่อการอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ

#7

หุ่นจำลองยางพารา นวัตกรรมเพื่อลดการสูญเสียการรักษามะเร็ง

ปัจจุบันประชาคมโลกได้ให้ความสำคัญกับโรคมะเร็งมากขึ้น หลังจากพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประชาคมโลก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ซึ่งแนวทางหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง คือ การฉายรังสีที่ต้องกำหนดตำแหน่งการรักษาให้แม่นยำ เพื่อให้เนื้อเยื่อโดยรอบปลอดภัยจากรังสี

กว่า 10 ปีที่นักวิจัยไทยได้ริเริ่มและพัฒนาหุ่นจำลองใช้ตรวจสอบปริมาณรังสีสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงจากการฉายรังสี ทั้งการพัฒนาสูตรยางพาราให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงเนื้อเยื่อมนุษย์ และขึ้นรูปหุ่นจำลองจากน้ำยางพาราธรรมชาติ ซึ่งภายในจะมีอุปกรณ์วัดรังสี สำหรับตรวจสอบความถูกต้องปริมาณรังสีจากการรักษามะเร็ง

โดยหุ่นจำลองสำหรับตรวจสอบความถูกต้องปริมาณรังสีจากการรักษามะเร็งถูกนำมาใช้งานทดแทนการนำเข้าหุ่นจำลองที่ทำจากพลาสติกและมีต้นทุนสูงกว่า 10 เท่า อีกทั้งหุ่นจำลองที่พัฒนาขึ้นมีความยืดหยุ่น ปรับตำแหน่งได้ตามที่ต้องการ ช่วยให้นักฟิสิกส์การแพทย์ นักรังสีเทคนิค และแพทย์สามารถทราบค่าปริมาณรังสีที่ให้ผู้ป่วยก่อนการรักษาจริง เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการจัดท่าผู้ป่วยเพื่อการรักษา

#8

เคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม "ยางล้อตันประหยัดพลังงาน"

อุตสาหกรรมยางในประเทศไทยร้อยละ 60-70 นำยางธรรมชาติมาผลิตเป็นยางล้อ โดยยางล้อตันรถฟอร์คลิฟท์เป็นยางล้อรถประเภทที่ใช้ยางธรรมชาติในการผลิตสูง ประมาณ 30 กิโลกรัม/เส้น ในแต่ละปีประเทศไทยใช้ยางธรรมชาติในการผลิตยางล้อรถตันประมาณปีละ 12,960 ตัน เป็นการผลิตเพื่อใช้ในประเทศประมาณ 216,000 เส้นต่อปี ที่เหลือส่งออกไปยังตลาดอาเซียนเป็นหลัก รวมทั้งแถบยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น มูลค่าตลาดรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี

เทคโนโลยีการผลิตยางล้อรถประหยัดพลังงาน คณะวิจัยจึงได้ผลิตต้นแบบยางล้อตันประหยัดพลังงานเชิงพาณิชย์ ที่มีความทนทานต่อการใช้งานเพิ่มขึ้นร้อยละ 70 สำหรับยางล้อหน้า และร้อยละ 55 สำหรับยางล้อหลัง เมื่อเทียบกับยางล้อตันเดิมของบริษัท ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานลดลงร้อยละ 23 เมื่อนำไปทดลองใช้งานจริงพบว่าสามารถช่วย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการใช้งานรถฟอร์กลิฟต์ได้ 60,000 บาท/คัน/ปี

#9

ความต้องการในการใช้เครื่องมือทางการแพทย์และอุปกรณ์ช่วยเหลือนั้นยังขาดแคลนอยู่เป็นอันมาก อีกทั้งอุปกรณ์เหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูง การนำยางธรรมชาติที่มีคุณสมบัติอ่อนนุ่ม ใกล้เคียงกับผิวสัมผัสของผิวหนังมนุษย์ มาพัฒนาประยุกต์ใช้ จึงเป็นการแก้ปัญหาการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศที่ได้ผลอย่างสูงอีกช่องทางหนึ่ง

น้ำยางธรรมชาติในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่หาได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ทั้งยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถทำให้ผิวสัมผัสมีความแข็งแรงภายนอก แต่มีน้ำหนักเบา อ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น และทำความสะอาดได้ง่าย สะดวกต่อการใช้งานกับผู้ป่วยที่กระดูกหักและเคลื่อนบริเวณเท้า และบางกรณีสำหรับผู้ป่วยที่พักฟื้นจากการได้รับบาดเจ็บที่เท้าเมื่อออกจากโรงพยาบาล

โดยงานวิจัยนี้เป็นการทำงานบูรณาการกันระหว่างผู้ชำนาญด้านกายอุปกรณ์และนักวิชาการยางที่การยางแห่งประเทศไทย เพื่อให้ได้เฝือกที่มีโครงสร้างที่ปลอดภัย และมีความอ่อนนุ่มในการสัมผัสกับผิวหนังของผู้ป่วย ทั้งนี้ ต้นแบบชุดวัสดุเฝือกจากยางพาราสามารถนำไปประยุกต์ใช้แทนเฝือกสำหรับแขนและขาได้ นอกจากนี้ยังถือเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบทางการแพทย์ที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์การแพทย์อื่นๆ ที่ทำจากยางพาราได้อีกด้วย

"การยกระดับจากประเทศที่ส่งออกแผ่นยางพาราดิบ มาเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าแปรรูปจากยางที่ใช้งานวิจัยสร้างเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา
ซึ่งจะส่งผลต่อราคาวัตถุดิบยางภายในประเทศด้วย"

00:00
00:00
Empty Playlist