cover

การปรับปรุงพันธุ์ยางพารา

ประเทศไทยถือเป็นผู้ผลิตยาพารารายสำคัญ มีพื้นที่การปลูกยางพาราเป็นอันดับ 2 ของโลก ประมาณ 22.47 ล้านไร่ เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย  โดยเพาะภาคใต้ ยางพาราเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและชีวิตของคนในพื้นที่มาช้านาน แต่ท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนไป แม้ว่าพื้นที่ปลูกยางจะมีมากขึ้น แต่อัตราผลผลิตน้ำยางต่อไร่กลับไม่สูงขึ้นตามไปด้วย การปรับปรุงพันธุ์ยางจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมให้ไทยมีศักยภาพตรงจุดนี้มากขึ้น

‘พันธุ์ยาง’ เป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก 3 ประการ นอกเหนือจาก สภาพแวดล้อม และการปรับตัวของพันธุ์เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ ซึ่งชาวสวนต้องพิจารณาและเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง รองศาสตราจารย์ ดร จรัสศรี นวลศรี นักวิจัยจากคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทําการสํารวจพันธุ์ยางพาราที่มีแนวโน้มให้ผลผลิตน้ำยางสูง จากสวนเกษตรกรทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยให้ความสําคัญกับพันธุ์ที่อาจเกิดจากการผสมข้ามตามธรรมชาติในสวนยางของเกษตรกรในเขต 5 จังหวัดทางภาคใต้ คือ สงขลา พัทลุง สตูล ตรัง และนครศรีธรรมราช เพื่อสำรวจและคัดเลือกพันธุ์ยางพาราจากแปลงเกษตรกรในภาคใต้ เฉพาะพันธุ์ใหม่ที่อาจเกิดจากการผสมข้ามตามธรรมชาติ โดยการประเมินผลผลิตน้ำยาง การตอบสนองทางสรีรวิทยา ต่างๆ สรีรวิทยาของน้ำยาง และการประเมินสายพันธุ์โดยใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอ

โดยงานวิจัยใช้การสกัดดีเอ็นเอจากตัวอย่างใบยางโดยใช้สารละลาย CTAB และศึกษาพันธุกรรมโดยอาศัยเครื่องหมายดีเอ็นเอ 2 ชนิด คือ อาร์เอพีดีและไมโครแซทเทลไลท์ ใช้ไพรเมอร์ 8 และ 7 ไพรเมอร์ตามลําดับ เพื่อจำแนกความแตกต่างของต้นยางพาราที่เก็บรวบรวม โดยมีพันธุ์แนะนําของกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์เปรียบเทียบ ซึ่งงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ายางพาราพันธุ์ SK1, SK3, NK1 และT2 ในพื้นที่เป็นพันธุ์ที่มีศักยภาพที่น่าสนใจ ให้ผลผลิตน้ำยาง/ต้นสูงกว่าพันธุ์ RRIM 600 (พันธุ์เปรียบเทียบ) ในพื้นที่เดียวกัน โดยมีผลผลิตสูงกว่าประมาณ 11-76% มีแนวโน้มสามารถพัฒนาได้

ยางพาราพันธุ์ SK3
ยางพาราพันธุ์ NK1
ยางพาราพันธุ์ T2

อีกหนึ่งความพยายามในการปรับปรุงพันธุ์ยางพารา คือ การคัดเลือกต้นตอยางพาราที่มีความทนทานต่อโรค เนื่องจากการขยายพันธุ์ยางพาราสามารถทำได้โดยวิธีการติดตาจากต้นพันธุ์ดี ซึ่งในอดีตต้นตอส่วนใหญ่ได้มาจากยางพาราพันธุ์พื้นเมือง เป็นพันธุ์ผสมเปิด มีฐานพันธุกรรมกว้าง ระบบรากมีความแข็งแรง ทนทานต่อโรครากได้ แต่ปัจจุบันต้นตอส่วนใหญ่ได้มาจากเมล็ดของต้นยางพันธุ์แนะนำ RRIM 600 เพราะเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองหาได้ยาก แต่ระบบรากของยางพันธุ์ RRIM 600 มีความแข็งแรงน้อย จึงเกิดความเสี่ยงจากการระบาดของโรครากต้นตอที่ใช้ในปัจจุบัน เช่นโรครากขาว (White root disease) ที่พบระบาดมากในหลายพื้นที่ทางภาคใต้ เพราะสภาพอากาศเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อรา

ทีมวิจัยจึงมีการทดสอบความทนทานของต้นกล้าต่อการเข้าทำลายของเชื้อราสาเหตุโรครากขาว (Rigidoporus microporus) ที่ได้จากเพาะเมล็ดพันธุ์ยางพารา และศึกษาปริมาณสารประกอบสำคัญ (Secondary metabolite) ที่พืชสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากการบุกรุกของเชื้อรา เพื่อใช้เป็น Biomarker ในการประเมินผลเพิ่มเติม ซึ่งผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ สรุปได้ว่าต้นกล้าเพาะเมล็ดจากต้นยางพาราพันธุ์ PB5/51 และ PB 235 มีความเหมาะสมสำหรับใช้ทำต้นตอยางพาราเพื่อลดความรุนแรงของโรครากขาว

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

  • “ที่มีศักยภาพให้ผลผลิตสูงจากสวนเกษตรกรทางภาคใต้ของประเทศไทย”
  • “การคัดเลือกต้นตอยางพาราที่มีความทนทานต่อโรครากขาว และความสามารถในการเข้ากันได้กับกิ่งพันธุ์ RRIM600 และ RRIT251”

หัวหน้าโครงการ

รองศาสตราจารย์ ดร จรัสศรี นวลศรี
ภาควิชาพืชศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

00:00
00:00
Empty Playlist