thumb-03-01

รักออนไลน์ ความเสี่ยงจากความเหงา

พฤติกรรมด้านการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีประชาชนจำนวนมากที่ใช้เทคโนโลยีในการ ‘หาคู่’ หรือแสวงหา ‘ความรัก’ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการกระทำความผิดที่เรียกว่า ‘Romance Scam’ หรือ ‘พิศวาสอาชญากรรม’ ข้อมูลที่เราแสดงออกในโลกไซเบอร์กลายเป็นเครื่องมือให้นักต้มตุ๋นได้ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยีต่างๆ ในการหลอกลวงให้เหยื่อ ‘หลงรัก’ จนกระทั่งยินยอมให้สิ่งต่างๆ ที่มิจฉาชีพเหล่านี้ต้องการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์

ข้อมูลจาก ‘โครงการวิจัยข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรมเพื่อป้องกันและปราบปรามพิศวาสอาชญากรรม (Romance Scam) และแนวทางสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชน’ ซึ่งมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ นักวิจัยจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยฯ  ระบุว่า การสื่อสารในยุคดิจิทัลเอื้อให้คนแปลกหน้าเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ง่ายด้วยข้อมูลที่ผู้ใช้แสดงออกในโลกไซเบอร์ ข้อมูลที่ผู้ใช้บันทึกเองนี้ได้เพิ่มความเสี่ยงให้อาชญากรนำมาเป็นฐานข้อมูลในการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อตัวบุคคลและลดความเชื่อมั่นในหมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ไม่สามารถป้องปรามการจู่โจม หรือเยียวยาความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิผลโดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นการสร้างมาตรการเตือนภัยล่วงหน้าและสร้างความตระหนักรู้อาจจะเป็นผลดีกว่าการเยียวยาเหยื่อและตามดำเนินคดีอาชญากรหลังเกิดความเสียหายแล้ว

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าปี 2558 ผู้ร้องเรียนคดีลักษณะพิศวาสอาชญากรรมมี 80 คดี มูลค่าความเสียหาย 150 ล้านบาท และตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. 2561-พ.ค. 2562 ประเทศไทยมีผู้ร้องทุกข์จากกรณีพิศวาสอาชญากรรม หรือการถูกล่อลวงให้โอนเงินผ่านการรู้จักและพบรักกันบนสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 332 ราย มีมูลค่าความเสียหาย 193 ล้านบาท

ในงานวิจัยฯ ยังระบุว่าพบแนวโน้มของผู้ที่ตกเป็น ‘เหยื่อ’ มักมีลักษณะดังนี้ เพศหญิงอายุ 45-65 ปี (ค่าเฉลี่ยอายุ 50 ปี), สถานภาพหย่าร้าง/หม้าย, เหงา ขี้สงสาร และต้องการมีเพื่อนต่างชาติ ผู้ที่ขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการนำข้อมูลส่วนบุคคล หรือวิถีชีวิต (Lifestyle) เข้าสู่โลกดิจิทัล เช่น การแสดงข้อมูลชื่อ อายุ การทำงาน สถานะทางสังคมสถานภาพคู่ครอง งานอดิเรก ความชื่นชอบส่วนตัว การแสดงความคิดเห็น ภาพถ่าย สเตตัส และการแชร์ข้อมูล เป็นต้น อย่างไรก็ตามเพียงแค่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเป็นประจำ ประกอบกับเป็นคนขี้เหงา/ขี้สงสาร และหลงเชื่อที่จะตอบกลับข้อความจากแชตคนแปลกหน้าถือว่ามีความเสี่ยงในการตกเป็นเป้าหมาย (เหยื่อ) ของนักต้มตุ๋น (Romance scam) ได้ถึง 70%

คนขี้เหงา = เหยื่อ

ถ้าจะให้ถูกต้อง ต้องระบุว่า ‘คนขี้เหงาที่แชร์ข้อมูลส่วนตัวสู่โลกออนไลน์’ มักตกเป็นเป้าหมายของอาญชญากรนักหลอกลวงรัก ที่อาศัยหลักการพื้นฐานทางจิตวิทยาร่วมกับการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผน และการดำเนินขั้นตอนตามที่วางแผนไว้ หรือเรียกรวมๆ ว่า ‘วิศวกรรมสังคม (Social Engineering)’ โดยกระบวนการล่อลวงนี้สามารถแบ่งได้เป็นขั้นตอนหลัก 6 ขั้นตอน คือ 1. การปลอมโปรไฟล์ 2. เลือกช่องทางในการล่อลวงเป้าหมาย 3. เลือกเป้าหมาย (เหยื่อ) 4. สร้างบทบาทเพื่อเข้าถึงเป้าหมาย 5. การสร้างสถานการณ์ และ 6. บรรลุภารกิจทางการเงิน

โดยเหยื่อที่ถูกหมายตา คือ ‘คนขี้เหงา’ ที่ต้องการหาเพื่อน/คู่ชีวิตในโลกออนไลน์ ซึ่งเหล่าอาญชญากรนักหลอกลวงรักจะประเมินศักยภาพทางการเงินของเหยื่อจากข้อมูลส่วนบุคคลที่แสดงในเครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น ชื่อ อายุ อาชีพ สถานะทางการเงิน สภาพคู่ครอง และวิถีการดำเนินชีวิต เป็นต้น รวมถึงการแชร์เรื่องราว/รูปภาพ หรือการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ด้วย

จาก E-mail สู่ Social Media

กลยุทธ์ในการยั่วยวนเหยื่อให้หลงเชื่อ ในยุคแรกๆ นั้น มักจะเป็นการหลอกลวงทางอีเมล์ (E-mail) ในรูปแบบการส่งอีเมล์ที่มีการติดต่อซื้อขาย การหลอกลวงเรื่องการจัดหางาน รวมถึงเป็นการหลอกลวงที่เป็นการปลอมอีเมล์ โดยส่วนมาก อาชญากรจะส่งอีเมล์ไปให้เหยื่อที่เป็นเป้าหมาย จะไม่มีการพบปะหรือนัดเจอกัน ซึ่งอีเมล์ที่ส่งจะเป็นเอกสารจากส่วนงานต่างๆ ส่วนในยุคต่อมาการหลอกลวงมักจะมาทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) เช่น Facebook, Line และ Instagram ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่อาชญากรใช้มากที่สุด เนื่องจากว่า Social Media ดังกล่าวมีผู้คนเข้าใช้งานเป็นจำนวนมาก อีกทั้งพฤติกรรมของผู้ใช้งานยังถูกเปิดเผยสู่สาธารณะได้ง่าย จึงทำให้อาชญากร สามารถเลือกเหยื่อหรือเลือกเป้าหมายได้ไม่ยากนัก โดยในปัจจุบันนี้พื้นที่ก่อเหตุที่พบมากสุดคือ Facebook รองลงมาคือ Instagram และเว็บไซต์/แอปพลิเคชั่นหาคู่ เช่น Skout, Tinder, Badoo, OkCupid, Twoo,Thai date VIP, Tagged และ Match.com เป็นต้น

เริ่มต้นด้วยความโรแมนติก ลงเอยด้วยการสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกฟันเงิน

นักต้มตุ๋นมักจะสร้างความน่าเชื่อถือทางอาชีพ เช่น ส่งภาพหนังสือเดินทาง หรือบัตรเจ้าหน้าที่/พนักงาน ที่ผ่านการปลอมแปลงแล้ว ที่พบมากสุดคือ การแต่งกายด้วยเครื่องแบบทหาร, ส่งภาพสวมเครื่องแบบวิศวกรสนาม ภาพถ่ายแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล ซึ่งเป็นภาพที่ขโมยมาหรือตัดต่อเรียบร้อยแล้ว และส่งเว็บไซต์บริษัท/สถานที่ทำงานให้เป้าหมาย เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าตนได้ทำงานอยู่ที่แห่งนั้นจริง ด้วยการสร้างเว็บไซต์ปลอมขึ้นมา เป็นต้น

นักหลอกลวงรักจะมีลักษณะคล้ายกัน คือ สร้างบุคลิกการเป็นคนดี เช่น ซื่อสัตย์ จริงใจ พึ่งพาได้ และยอมรับข้อเสียและจุดบกพร่องของเป้าหมายได้ทุกอย่าง มีการสานสัมพันธ์เชิงชู้สาวจนกลายเป็น ‘คนรักในอุดมคติ’ ด้วยการแสดงออกด้วยวิธีต่างๆ เช่น การส่งข้อความทักทาย แสดงความเอาใจใส่ และใช้คำพูดที่แสนหวาน ทำให้เป้าหมายรู้สึกว่า ‘เป็นคนสำคัญ’ ให้คำมั่นสัญญา และวาดฝันว่าจะมาใช้ชีวิตบั้นปลายร่วมกัน หรือต้องการทำธุรกิจร่วมกันที่ประเทศไทย

นักหลอกลวงรักจะพยายามสานสัมพันธ์อย่างรวบรัด และรวดเร็ว ตั้งแต่ 2-3 วัน ไปจนกระทั่งการอดทนยอมใช้เวลาเพื่อสานสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ จนกว่าเป้าหมายจะตกหลุมพราง บางครั้งยาวนานถึง 2 ปี และมีการส่งภาพถ่ายกิจกรรมระหว่างวัน วิถีชีวิต ให้เหมือนเป็นการสนทนาแบบคู่รัก และแสดงให้เห็นว่ามีตัวตนอยู่จริง เป็นต้น โดยระหว่างนี้มักจะแสดงสถานการณ์ต่างๆ ที่สร้างความสงสาร ความเห็นใจ และความหวังว่าจะได้พบกัน จะถูกสร้างขึ้นเพื่อร้องขอเงินจากเป้าหมาย (เหยื่อ) อันนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินของเหยื่อ เช่น มีปัญหาทางการเงินเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ธุรกิจถูกโกง/มีปัญหา เกิดอุบัติเหตุ ซื้อตั๋วเครื่องบิน/ทำวีซ่าเพื่อเดินทางมาพบกัน ส่งสิ่งของ/ทรัพย์สินมาให้ แต่ติดปัญหาที่กรมศุลกากรสนามบิน หรือสถานีตำรวจ ต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมเพื่อรับสิ่งของ/ทรัพย์สินเหล่านั้น เป็นต้น

โดยนักหลอกลวงรักจะร้องขอเป้าหมาย (เหยื่อ) ให้มีการโอนเงินไป 3 ช่องทางหลัก คือ โอนเงินไปบัญชีธนาคารภายในประเทศไทย (บ่อยที่สุดถึง 90%) และส่วนมากชื่อเจ้าของบัญชีเป็นชื่อคนไทยซึ่งเป็นผู้ร่วมขบวนการที่อ้างตัวว่าสามารถแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่นักหลอกลวงรักสร้างขึ้นได้ เช่น เจ้าหน้าที่ศุลกากร เจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ และเพื่อน เป็นต้น โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2560–2561 พบว่าธนาคารที่นักหลอกลวงรักมักร้องขอให้โอนมากที่สุดคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) รองลงมาคือ ธนาคารทหารไทย (TMB) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารกสิกร (KBank) ตามลำดับ ช่องทางที่ 2 คือ โอนเงินไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่ประเทศปลายทางคือ ไนจีเรีย และมาเลเซีย ผ่านธนาคาร หรือสถาบันทางการเงิน Western Union ในช่องทางดังกล่าวมักเป็นกรณีที่อ้างว่าเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างการติดต่อธุรกิจ หรือทำธุรกิจต่างประเทศ และช่องทางสุดท้าย คือ มอบเงินด้วยตนเอง ด้วยเหตุผลว่าจะได้พบตัวจริงของคู่สนทนาจากออนไลน์ แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกันมักได้รับการปฏิเสธโดยอ้างเหตุผลว่าโดนกักตัวในสนามบินเพราะพกทรัพย์สินและเงินสดมาเป็นจำนวนมาก จึงให้ตัวแทน (เพื่อน นักการทูต เจ้าหน้าที่ศุลกากร) ถือทรัพย์สิน/เงินสดมาให้แทน และต้องมีการจ่ายเงินเพื่อแลกกับสิ่งของเหล่านั้น

แต่ถ้าหากนักหลอกลวงรักสานสัมพันธ์จนเหยื่ออยู่ในขั้นตกหลุมรัก และไว้วางใจแล้ว นักหลอกลวงรักมักชวนให้เหยื่อทำกิจกรรมรักออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการส่งภาพโป๊เปลือย หรือร่วมเพศผ่านช่องทางการสื่อสารแบบเห็นหน้ากัน เช่น webcam, skype, video call เป็นต้น ซึ่งระหว่างที่เป้าหมาย (เหยื่อ) กำลังทำกิจกรรมรักออนไลน์นั้น จะถูกบันทึกภาพเหล่านั้นไว้และนำภาพเหล่านั้นกลับมาแบล็กเมล์ (Blackmail) เพื่อให้เหยื่อโอนเงินแลกกับการไม่ปล่อยภาพกิจกรรมเหล่านั้นออกสู่โลกออนไลน์ หรือหลอกเงินจากเหยื่อให้มากที่สุดด้วยวิธีอื่นๆ ที่ซับซ้อนขึ้น

พิศวาสอาชญากรรม ปราบปรามยาก

ผศ.ดร.ทศพล ระบุไว้ในเวทีเสวนา ‘พิศวาส อาชญากรรม : แนวทางป้องกันและปราบปราม’ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2562 ว่า สำหรับความเสี่ยงอันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางกฎหมายแบบรัฐสมัยใหม่ พบว่า Romance Scam ยากที่จะป้องกันเพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักจะแบ่งปันเรื่องราวกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของตนเองลงไปในสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ใช้บริการสามารถลงทะเบียนเข้าใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องระบุข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ก็ไม่ได้มีมาตรการในการรักษาความปลอดภัย ไม่ตรวจสอบ ไม่ตักเตือ

การปราบปรามเป็นไปได้ยาก เพราะการติดตามตัวผู้ต้องหามารับโทษมีความยากลำบาก เนื่องจากคดีประเภทนี้ผู้ต้องหาจะกระทำความผิดอยู่นอกราชอาณาจักรเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งประเทศไทยยังขาดแคลนข้อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เอื้อต่อการดำเนินคดีไซเบอร์ อยู่นอกเขตอำนาจศาล กระบวนการของรัฐใดรัฐหนึ่งย่อมไม่อาจดำเนินคดีกับอาชญากรและเยียวยาเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งขั้นตอนและความซับซ้อนของระบบราชการในการขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่นๆ และผู้ให้บริการเอกชน ดังนั้นการสร้างมาตรการเตือนภัยล่วงหน้าและสร้างความตระหนักรู้อาจจะเป็นผลดีกว่าการเยียวยาเหยื่อและตามดำเนินคดีอาชญากรหลังเกิดความเสียหายแล้ว

 

เรียบเรียงและอ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย

“ข้อจำกัดของกระบวนการยุติธรรมเพื่อป้องกันและปราบปรามพิศวาสอาชญากรรม (Romance Scam) และแนวทางสร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชน”

หัวหน้าโครงการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สนับสนุนการวิจัยโดย

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

00:00
00:00
Empty Playlist