Picture03

แก้ไขอย่างไรให้อุบัติเหตุบนท้องถนนน้อยลง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นอันดับที่ 9 ของโลกในปี พ.ศ. 2562 ไม่ว่าจะมาจากการขับขี่จักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันนิรภัย เมาแล้วขับ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือ ขับเกินความเร็วที่กำหนด ซึ่งถ้าสังเกตดูจะพบว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในหลายปีอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นว่าเราควรที่จะต้องหันมาหาแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

         ซึ่งงานวิจัยที่เราหยิบยกมาจะเป็นแนวทางให้กับประเทศไทยเพื่อหลุดพ้นจากปัญหาดังกล่าวซึ่งเป็นงานวิจัยในโครงการ “การศึกษาข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางบก” ที่ศึกษาปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาและหลักการแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ประสบความสำเร็จในประเทศต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทย

สาเหตุพื้นฐานของการเกิดอุบัติเหตุ

ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่พบในประเทศไทยและในหลายประเทศนั้นพบว่ามีสาเหตุมาจาก 3 ประการหลักที่สำคัญประกอบไปด้วย

  • ประการแรกคือ ‘คน’ โดยทั่วไปแล้วมักจะพบผู้ขับรถในขณะที่ร่างกายไม่พร้อม เช่น การดื่มสุราแล้วมาขับรถ การขับรถติดต่อกันหลายชั่วโมงแล้วไม่พักโดยเฉพาะคนขับรถโดยสารประจำทาง หรือ คนที่อดหลับอดนอน
  • ประการต่อมาคือ ‘สภาพรถที่ไม่สมบูรณ์’ คือไม่มีความมั่นคง และ แข็งแรง แต่กลับนำมาใช้บนทางถนน
  • ประการสุดท้ายคือ ‘สภาพแวดล้อม’ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนนที่มีการสร้างโดยไม่ถูกต้องตามมาตรฐานสากล หรือ ในบริเวณทางโค้งที่ไม่มีป้ายหรือสัญญาณไฟจราจรที่ช่วยให้ทาง

อย่างไรก็ตามนอกจากปัจจัย 3 ประการข้างต้นที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนแล้ว ในการศึกษาวิจัยนี้ยังได้แบ่งออกเป็น 4 ประเด็นย่อย ในการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้นโยบายที่ครอบคลุมและชัดเจนมากขึ้น ประกอบไปด้วย ประเด็นการศึกษาเรื่องวิศวกรรมการจราจร , ประเด็นการบริหารจัดการจราจร , ประเด็นการบังคับใช้กฎหมายจราจร และ ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญก็คือการพัฒนาองค์ความรู้ของผู้บังคับใช้กฎหมายจราจร

 

  • ประเด็นที่ 1 ‘วิศวกรรมการจราจร’ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ถนนหลายสายในประเทศไทยโดยเฉพาะตามต่างจังหวัดมีการสร้างที่ไม่ถูกต้องตามหลักมาตรฐานของสากล อย่างเช่นทางโค้งที่ไม่รับรถ หรือ ตรงจุดตัดทางแยกที่ไม่มีการให้สัญญาณกับผู้ขับขี่บนท้องถนน เราจะสังเกตดูได้ว่าหลายเส้นทางหลัก ๆ เมื่อขับทางตรงระยะยาวก่อนถึงทางโค้งจะมีเนินระนาดบนถนนที่เป็นเหมือนการให้สัญญาณระยะไกล ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ได้ระบุไว้ แต่ประเทศไทยของเรายังไม่เป็นไปตามหลักคิดนี้เท่าที่ควร จึงมีข้อเสนอว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กรมทางหลวง หรือ กระทรวงคมนาคม ควรที่จะต้องมีการเข้ามาศึกษา โดยเฉพาะบริเวณไหนที่มีการเกิดอุบัติเหตุบ่อยต้องมีการเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
  • ประเด็นที่ 2 คือ การบริหารจัดการจราจร เนื่องจากการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางบกของเรานั้นมีหลายหน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งจะมีหลายครั้งที่เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดปัญหาในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยหลักแล้วจะมีกรรมการความปลอดภัยบนถนนและมีการประชุมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ หน่วยภาคีเครือข่ายต่าง ๆ แต่คำถามคือถ้ามีหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยเข้ามาบูรณาการทำงานร่วมกันได้จริง แต่ทำไมยังไม่สามารถแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ นั่นแสดงว่าการบูรณาการการทำงานร่วมกันที่มีอยู่นี้ยังเป็นปัญหา จึงเกิดเป็นข้อเสนอขึ้นว่าควรมีการจัดตั้งงานหน่วยงานที่เป็นองค์กรมหาชน โดยการยุบ ควบ รวม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทั้งหมดมาเป็นหน่วยงานเดียว ให้มีความเป็นเอกภาพและมีอำนาจในการสั่งการ เพราะปัญหาที่ผ่านมาการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบนั้นต้องยอมรับว่าแต่ละหน่วยงานก็มีภารกิจหน้าที่ที่ตัวเองต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

        เพราะฉะนั้นปัญหาอุบัติเหตุการจราจรบนท้องถนนจึงกลายเป็นภารกิจรอง แต่ถ้ามีการตั้งหน่วยงานให้รับผิดชอบโดยเฉพาะ ผ่านการยุบ ควบ รวม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาแล้ว การแก้ปัญหานี้ก็จะกลายเป็นภารกิจหลักและมีหน้าที่เดียวในการลดปัญหาอุบัติเหตุจราจรในประเทศไทย จากนั้นค่อยแบ่งย่อยออกมาว่าควรมีหน่วยงานอะไรที่อยู่ภายใต้นี้อีกบ้าง เช่นอาจจะมีหน่วยงานที่ศึกษาวิจัยด้านวิศวกรรมการจราจรโดยเฉพาะ หน่วยงานด้านการศึกษาวิจัยอุบัติเหตุการจราจรทั้งหมดที่เกิดขึ้นและมาวิเคราะห์ในแต่ละกรณี หรือ มีการจัดทำระบบข้อมูล 3 ฐาน ไม่ว่าจะเป็นของตำรวจ กระทรวงมหาดไทย หรือของสาธารณสุขเอง เพื่อที่จะได้มีฐานข้อมูลที่ตรงกันในการบูรณาการบริหารจัดการได้ต่อไป

  • ประเด็นที่ 3 คือ การบังคับใช้กฎหมายจราจรในประเด็นนี้จากการศึกษาวิจัยการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการจราจรทั่วโลกได้พูดตรงกันว่า การทำให้คนที่ไม่ขับรถตามกฎหมายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้นั้น หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคือปรับแก้กฎหมายจราจรอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่นในปัจจุบันเราจะพบว่าผู้ขับขี่บนท้องถนนโดยเฉพาะจักรยานยนต์มักจะขับย้อนศรเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่แค่ย้อนศรบนถนนเพียงเท่านั้นแต่ขึ้นไปบนฟุตบาทด้วย ซึ่งถ้าหากพบคนกระทำความผิดในลักษณะนี้แล้วมีการบังคับจับกุมดำเนินกฎหมายตามคดีในทันที ก็จะทำให้อุบัติเหตุเกิดขึ้นน้อยลงและคนที่คิดจะกระทำความผิดก็เกิดความเกรงกลัว ดังนั้นรัฐต้องแสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง แสดงให้เห็นว่าถ้าใครกระทำผิดกฎจราจรคนนั้นจะได้รับโทษเสมอกันทุกราย ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

       แต่เมื่อหันมาดูประเทศไทย หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยหลัก ๆ ก็คือ ตำรวจ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจำนวนตำรวจที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจราจรกับจำนวนผู้ใช้รถใช้ถนนที่เพิ่มมากขึ้นก็คาดได้ว่าตำรวจที่มีอยู่นั้นคงไม่เพียงพอ (ในด้านของการจราจร) ฉะนั้นในต่างประเทศจึงใช้เทคโนโลยีการติดกล้องวงจรปิดและบังคับใช้กฎหมายผ่านกล้องอย่างเช่นประเทศอังกฤษ ดังนั้นข้อเสนอของการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างแรกก็คือเราต้องลงทุนเทคโนโลยีด้านการใช้กฎหมายจราจร ประการที่สองคือเราต้องเพิ่มผู้บังคับใช้กฎหมายจราจร ซึ่งในหลายประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาก็มีหลายหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายจราจรไม่ใช่เฉพาะตำรวจ เนื่องจากในปัจจุบันรถบนถนนนั้นมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงมาก

  • ประเด็นที่ 4 คือ พัฒนาองค์ความรู้ผู้บังคับใช้กฎหมายจากการวิจัยเก็บข้อมูลและสัมภาษณ์ ตำรวจจราจรใน 5 เมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพฯ ชลบุรี และ สุราษฎร์ธานี (ในจังหวัดเหล่านี้เป็นจังหวัดตัวแทนของภูมิภาคจังหวัดนั้น ๆ) โดยเก็บข้อมูลทั้งตำรวจจราจรและตำรวจทางหลวง ไม่น่าเชื่อจะพบว่าตำรวจหลายนายไม่มีความมั่นใจในการบันทึกกฎหมายจราจรเพราะว่าบางคนเพิ่งย้ายสายงานมา เช่น เคยทำงานสายป้องกันอาชญากรรม ทำงานอยู่หน่วยชายแดน แต่โยกย้ายมาเป็นตำรวจจราจร ซึ่งการย้ายมานี้ไม่มีการพัฒนาองค์ความรู้ก่อนมาทำหน้าที่จราจร ซึ่งแตกต่างจากหลายประเทศที่จะมีการให้องค์ความรู้ การอบรมก่อนจะมาทำหน้าที่ตรงนั้น ดังนั้นควรมีการจัดอบรมองค์ความรู้ด้านกฎหมายจราจรให้กับหน่วยงานตำรวจ ต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ไว้เลยว่า ต่อไปถ้ามีตำรวจย้ายมาทำงานหน่วยงานจราจรต้องผ่านการฝึกอบรมหรือทดสอบกฎหมายจราจรเบื้องต้นก่อนมาทำหน้าที่ตรงนี้ ขณะเดียวกันถ้าทำหน้าที่ตำรวจจราจรอยู่ก็ต้องมีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ เนื่องจากกฎหมายจราจรบางครั้งก็มีการแก้ไข กฎกระทรวงฉบับใหม่ก็ออกมาเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตำรวจจราจรก็ต้องรู้เรื่องเหล่านี้ด้วยก่อนที่จะบังคับใช้กฎหมายจราจร

        จากที่กล่าวมาถ้าเราดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะทำให้อุบัติเหตุการจราจรบนถนนของประเทศไทยลดลง โดยการรณรงค์นั้นก็ไม่ควรทำเฉพาะเทศกาลต่าง ๆ เพราะพฤติกรรมของมนุษย์นั้นทำจนเกิดความเคยชินและการรณรงค์เฉพาะในช่วงเทศกาลก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้นั้นต้องมีการให้ความรู้และมีบทลงโทษต่อเนื่องกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือตัวของพวกเราเอง ที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนของบ้านเราน้อยลงไปได้ เราต้องร่วมช่วยกันเคารพกฎจราจรเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนร่วมกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การศึกษาข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางบก”

หัวหน้าโครงการ : กฤษณพงค์ พูตระกูล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียงและกราฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ศศิธร อ่อนละมูล
00:00
00:00
Empty Playlist