RC20305 (ปก x628)

วิศวกรรมจราจรกับการลดอุบัติเหตุทางท้องถนน

บทความนี้จะพาคุณมารู้จักกับ แนวทางการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วยวิธีวิศวกรรมจราจร มันคืออะไร? บทความนี้มีคำตอบ! ปัญหาอุบัติเหตุจราจรเป็นปัญหาสำคัญที่เราเห็นบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน เหตุการณ์เหล่านี้มักนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก

ไม่เพียงแค่นั้น ประเทศยังต้องสูญเสียงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะประสบผลสำเร็จได้จะอาศัยเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จำเป็นจะต้องร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน

สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก พบว่า มีสถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางบกของไทยจำนวนมากเป็นอันดับสองของโลก โดยอยู่ที่ 36.2 คนต่อประชากร 100,000 คน และเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 24,000 คน หรือ 66 คน ต่อวัน จากรายงานความปลอดภัยทางถนนในระดับโลก พบว่า มี 5 ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่ออัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดเมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และไม่มีการจัดหาที่นั่งสำหรับเด็ก

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ผู้กำหนดนโยบายของประเทศได้พยายามแก้ไขปัญหาเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ดูเหมือนว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ดังนั้น จึงควรมีการศึกษาการดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในด้านต่าง ๆ ที่สำคัญ อาทิ ด้านวิศวกรรมจราจร ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ด้านการบริหารจัดการการจราจร และด้านการพัฒนาองค์ความรู้ของผู้บังคับใช้กฎหมายจราจร ในบทความนี้จะขอเน้นกล่าวถึงด้านวิศวกรรมจราจร

วิศวกรรมจราจรกับการลดอุบัติเหตุทางท้องถนน

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา การพัฒนาในด้านต่าง ๆ ของประเทศไทยทำให้เกิดการขยายของเมืองจากการอพยพของประชากรเข้าสู่เมืองใหญ่เพิ่มขึ้น โดยภาครัฐและภาคเอกชนต่างพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งทางบกเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง ทำให้การเดินทางมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ปริมาณการใช้รถใช้ถนนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น การจราจรติดขัด การใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง และการเกิดอุบัติเหตุจราจรทางถนน ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสีย และส่งผลกระทบอย่างมากมายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

สำหรับประเทศไทยนับตั้งแต่มีการพยายามแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา เนื่องจากไทยอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศโดยเฉลี่ยระหว่างปี พ.ศ. 2541 ถึงปี พ.ศ. 2552 เฉลี่ยปีละ 19.92 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน โดยในปี พ.ศ. 2552 อยู่ที่ 17.39 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ) ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ประชาชาติสูงและประเทศในภูมิภาคเอเชียบางประเทศ

จากปัญหาดังกล่าวข้างไทยจึงได้ให้ความสำคัญกับแนวทางการดำเนินการตามกรอบปฏิญญามอสโก กำหนดให้ปี พ.ศ. 2554 – 2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน โดยให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจัดทำแผนปฏิบัติการทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2554 – 2563 ซึ่งเป็นการดำเนินการด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายตามกรอบปฏิญญามอสโก กล่าวคือ ลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่ำกว่า 10 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคนในปี พ.ศ. 2563 และมีกรอบแนวทางการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ตามองค์การสหประชาชาติ ดังนี้

  • ด้านการบริหารจัดการ (Road Safety Management)

  • ด้านถนนและการสัญจรปลอดภัย (Infrastructure Safety)

  • ด้านยานพาหนะปลอดภัย (Safe Vehicle)

  • ผู้ใช้ถนนปลอดภัย (Road User Behavior)

  • ด้านการตอบสนองหลังเกิดเหตุ (Post-Crash Care)

กรอบแนวทางการดำเนินการ 5 เสาหลักของประเทศไทยนี้ที่เป็นการดำเนินการตามองค์การสหประชาชาติแล้ว ยังเป็นการแก้ไขปัญหาตามองค์ประกอบของการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีองค์ประกอบที่เกิดจาก ผู้ใช้ถนน ยานพาหนะ รวมทั้งถนนและสิ่งแวดล้อม โดยมีอัตราส่วนดังนี้ คือ องค์ประกอบส่วนใหญ่มาจากผู้ใช้ถนนมากถึงร้อยละ 95.62 ตามมาด้วยยานพาหนะ ร้อยละ 27.54 และ ถนนและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 21.56

ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว ถึงแม้ว่าถนนและสิ่งแวดล้อมจะเป็นองค์ประกอบที่มีผลน้อยที่สุด แต่ก็เป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ง่ายที่สุด ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากลักษณะทางกายภาพของถนน เช่น แนวทิศทางถนน การวางโค้ง ความลาดชัน สภาพพื้นผิวถนน สิ่งกีดขวางข้างทาง ไฟฟ้าแสงสว่าง เป็นต้น

ในที่นี้ เราสามารถใช้ความรู้ทาง วิศวกรรมจราจร (Traffic Engineering) มาช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว ทั้งนี้ วิศวกรรมจราจรเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ และสามารถควบคุมได้โดยภาครัฐหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบจากองค์ประกอบของอุบัติเหตุจราจร โดยหากมีการให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงและพัฒนาด้านวิศวกรรมจราจรแล้ว จะสามารถทำให้ลดปริมาณอุบัติเหตุได้ถึงร้อยละ 21.56 หรือคิดเป็น 22 รายต่ออุบัติเหตุ 100 ราย ซึ่งถือได้ว่าเป็นอัตราที่สูงมากเลยทีเดียว

ดังนั้น ในความหมายของวิศวกรรมจราจร จึงหมายถึง วิศวกรรมแขนงหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางแผน การออกแบบ การควบคุม บริหารจัดการระบบการจราจรของถนน ทางหลวง ตลอดจนการใช้บริเวณที่ดินใกล้เคียง และศึกษาความสัมพันธ์กับระบบการขนส่งชนิดอื่น ๆ

ซึ่งวิศวกรรมจราจรสามารถนำมาวิเคราะห์วางแผนส่วนต่าง ๆ ได้ 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ถนน สิ่งแวดล้อม และส่วนของการวิเคราะห์วางแผน โดยในส่วนของถนนอันถือเป็นปัจจัยสำคัญของการจราจร และมีความเกี่ยวพันกับวิศวกรรมจราจรเป็นอย่างมาก นับตั้งแต่การออกแบบ การกำหนดประเภท การก่อสร้าง การควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมจราจร ตลอดจนโครงข่ายของถนน และโครงข่ายการจราจร โดยการก่อสร้างถนนจะต้องคำนึงถึงลักษณะ ขนาด และน้ำหนักของรถ การเคลื่อนที่ของรถ และผลกระทบต่าง ๆ ที่มีต่อการเคลื่อนที่ของรถด้วย

ในส่วนของสภาพแวดล้อมแบ่งออกเป็นสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ได้แก่ สภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ฯลฯ และสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่ ลักษณะการใช้ที่ดิน สภาพการจราจร ป้ายโฆษณา ต้นไม้ แสงไฟที่มนุษย์สร้างขึ้น ควันไฟ โดยสภาพแวดล้อมจะมีผลต่อผู้ขับขี่โดยเฉพาะทางด้านการมองเห็น การบดบังทัศนียภาพ หรือการจำกัดความสามารถในการมองเห็นของผู้ขับขี่ซึ่งมีผลต่อการเกิดขึ้นของอุบัติเหตุได้

ส่วนของการวิเคราะห์และการจัดการ วิศวกรรมจราจรจะถูกนำมาใช้ในการศึกษาพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนของผู้เดินทาง ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของถนนและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ และปฏิสัมพันธ์ต่อกันระหว่างยวดยานแต่ละคันในกระแสจราจร เนื่องจากยวดยานแต่ละคันที่เคลื่อนที่ไปบนถนนนั้นเมื่อรวมกันหลาย ๆ คันก็จะมีจำนวนมากและกลายเป็นกระแสของยวดยาน ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมการขับขี่และการตัดสินใจของคนขับในยวดยานคันหนึ่งบนท้องถนน

อย่างไรก็ตาม จากสำรวจค้นพบว่าในปัจจุบันไทยกลับมีปัญหาต่อข้อขัดข้องและอุปสรรคในการดำเนินการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรด้วยระบบวิศวกรรมจราจร ซึ่งสามารถสรุปได้ 5 ด้าน ดังนี้

  • ด้านแรก ด้านงบประมาณ

ได้แก่ ไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้งานอย่างทั่วถึง อาทิเช่น การติดตั้งกล้อง CCTV เป็นต้น และเมื่อมีปริมาณถนนที่มากไม่สมดุลกับงบประมาณที่ได้รับ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หน่วยงานท้องถิ่นขาดงบประมาณในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ รวมถึงปัจจุบันมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนน แต่ไม่มีงบประมาณในการบริหารจัดการ

  • ด้านที่สอง ด้านการบริหารงาน

ได้แก่ ปัญหาเรื่องรอยต่อของเขตรับผิดชอบถนน ทำให้ถนนมีความแตกต่างกันในด้านคุณภาพ บางกรณีเป็นถนนที่ไม่ได้มาตรฐานวิศวกรรมจราจร โดยหน่วยรับผิดชอบ ยังไม่สามารถพัฒนาถนนให้ได้มาตรฐานตามวิศวกรรมจราจรอย่างทั่วถึง และการจัดการในการซ่อมบำรุงต่าง ๆ ยังเกิดความล่าช้า เช่น ระบบสัญญาณไฟจราจร ระบบกล้องวงจรปิด เป็นต้น อีกทั้งยังมีปัญหาในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่รับผิดชอบถนนและงานจราจร ซึ่งมีหลายหน่วยงานจำนวนมาก แต่ไม่มีเจ้าภาพหลักในการบูรณาการงานร่วมกัน

  • ด้านที่สาม ด้านองค์ความรู้

ได้แก่ ลักษณะของภูมิประเทศบางจุดที่ไม่สามารถใช้วิศวกรรมจราจรได้อย่างเต็มที่ เช่น ทางลาดชัน ทางโค้ง เป็นต้น หรือการก่อสร้างทางเลียบชายทะเลที่ไม่มีการยกโค้ง ทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการหลุดโค้ง ซึ่งจำเป็นต้องหาองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมจราจรใหม่ ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้

  • ด้านที่สี่ ด้านข้อกฎหมาย

ได้แก่ ในบางพื้นที่ถนนอยู่ติดกับเขตป่า หรือต้นไม้บางประเภทเป็นไม้หวงห้าม ทำให้มีปัญหาในการตัดต้นไม้เพื่อทำตามมาตรฐานวิศวกรรมจราจร หรือการจำกัดความเร็วที่บางกรณีขัดแย้งกับ พ.ร.บ.จราจรฯ ทำให้เกิดการโต้แย้งจากประชาชนขึ้น รวมถึงปัญหาในการควบคุมน้ำหนักรถบรรทุกให้เป็นไปตามกฎหมาย

  • ด้านสุดท้าย ด้านความร่วมมือ

ได้แก่ ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาของถนนหรือสภาพแวดล้อมตามระบบวิศวกรรมจราจร เนื่องจากถนนมีมาก่อนชุมชน ทำให้เมื่อเกิดชุมชนในสองข้างถนน จึงเกิดการสร้างจุดตัดและการละเมิดพื้นผิวจราจรเพิ่มขึ้น กลายเป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เมื่อจะดำเนินการแก้ไขตามหลักวิศวกรรมจราจรก็มักจะเกิดความไม่เข้าใจของประชาชนต่อการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าปัญหาหรืออุปสรรคที่กล่าวมาข้างต้นจะไม่มีทางแก้ไข ในบทความนี้ขอนำเสนอข้อเสนอแนะที่น่าสนใจไว้ให้พิจารณาในหลายประเด็น อาทิ เสนอให้ควรมีการเพิ่มเติมข้อกฎหมาย หรือข้อกำหนดให้หน่วยงานที่จะต้องดำเนินการแก้ไขตามหลักวิศวกรรมจราจร สามารถดำเนินการได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายอื่น หรือสามารถบังคับใช้ให้ประชาชนต้องปฏิบัติตาม เพื่อแก้ไขปัญหากรณีความจำเป็นต่าง ๆ อาทิเช่น การปรับปรุงหรือสร้างถนนใหม่ตามผังเมืองที่กำหนด การตัดต้นไม้หวงห้ามเพื่อลดความสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ควรมีการบูรณาการงานด้านวิศวกรรมจราจร โดยอาจตั้งคณะกรรมการย่อยเฉพาะด้านงานวิศวกรรมจราจรตามโครงสร้างหน่วยงานที่จะเสนอให้จัดตั้งขึ้นใหม่ เพื่อกำหนดมาตรฐานงานทางการควบคุมการก่อสร้างหรือการบำรุงรักษาให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมจราจร การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุตามหลักวิศวกรรมจราจร รวมไปถึงการร่างข้อกำหนดหรือระเบียบให้มีการตรวจสอบถนนที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมจราจร โดยอาจจัดตั้งเป็นรูปคณะกรรมการร่วมกับคณะกรรมการตรวจรับงาน หรือตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจรเป็นที่ปรึกษาในการตรวจรับงาน และทำการตรวจสอบอีกทุก ๆ 3 ปี เพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้คงมาตรฐานเป็นปัจจุบันอยู่ตลอด

ความปลอดภัยบนท้องถนนจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน หากหน่วยงานร่วมมือกันวางแนวทางในการนำหลักการทางวิศวกรรมจราจรมาช่วยวิเคราะห์และวางแผนในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การศึกษาข้อเสนอในเชิงนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรทางบก”

ผู้วิจัย :  กฤษณพงค์ พูตระกูล และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง  ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิก  ตวงทอง จงเจริญ      
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน  กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist