DSC01664-2

งานวิจัย พิสูจน์ภาษารักแห่งหิ่งห้อย

จากความทรงจำในวัยเด็ก ที่เจ้าหิ่งห้อยชอบมุดเข้ามาในมุ้งแล้วบินฉวัดเฉวียน จนมาถึงวันนี้ การจะหาดูหิ่งห้อยตัวเล็กๆ ส่องแสงวิบวับต้องเดินทางไปถึงอัมพวา หรือบางกระเจ้า เพราะรอบบ้านไม่มีแล้ว

ทำไมแมลงตัวนี้ช่างน่าหลงใหล และทำให้ผู้คนรู้สึกอยากตามหา ตามรอยแสงสว่างเล็กๆ กันนะ

ผศ.ดร.อัญชนา ท่านเจริญ (อาจารย์ก้อย) อาจารย์ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในผู้หลงใหลและผู้เชี่ยวชาญด้านหิ่งห้อยมากว่าอยู่ 20 ปี เปิดบ้านที่บางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าปอดเล็กๆ ใกล้กรุงเทพฯ เนื่องจากมีต้นไม้ฟอกอากาศบริสุทธิ์ให้มากมาย ต้องรับทีมงาน Research Cafe เพื่อให้สัมภาษณ์และพาไปตามหาหิ่งห้อยในบางกระเจ้าคืนนี้

“จริงๆ สนใจหิ่งห้อยมาตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรี จากการหาข้อมูลเราได้เรียนแมลง แล้วเราก็ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับแมลง ปรากฏว่าแมลงที่เราหาข้อมูลไม่เจอเลย หรือเจอน้อยมาก คือหิ่งห้อย ก็เลยสงสัยว่า เราเห็นตัวเต็มวัยที่บินไปบินมาแต่เราไม่รู้จักเขาเลย เขากินยังไง อยู่ยังไง อยู่ที่ไหน นับตั้งแต่ก็เริ่มหาข้อมูล ตอนนั้นหาข้อมูลยากมาก พอค้นข้อมูลทำให้รู้สึกว่าหิ่งห้อยเป็นแมลงที่น่าประทับใจมาก คือมีความลี้ลับอยู่ในตัว ที่เราไม่รู้จักอีกเยอะมาก ค้นไปค้นมา ค้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ 20 กว่าปีแล้วที่พยายามรู้จักเขาให้มากขึ้น” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

จากความชื่นชอบสู่การศึกษาเชิงลึก ถึงแม้ผู้คนจะเห็นหิ่งห้อยมาตั้งรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย แต่ในประเทศไทยยังไม่มีนักวิจัยที่ศึกษาเรื่องหิ่งห้อยมากนัก เมื่ออาจารย์ก้อยเริ่มทำวิจัยเกี่ยวกับหิ่งห้อยน้ำจืด และค้นข้อมูลเชิงลึกจนกระทั่งไปศึกษาข้อมูลเพิ่มที่ต่างประเทศ ได้พบว่าหิ่งห้อยน้ำจืดที่เรียกชื่อมาตลอดว่า Luciola Brahmina (ลูซิโอลา บราห์มิน่า) เป็นคนละชนิดกันหิ่งห้อยน้ำจืดที่ตนเองกำลังศึกษาอยู่ อาจารย์ก้อยจึงได้รับเกียรติให้ตั้งชื่อหิ่งห้อยน้ำจืดชนิดใหม่ ด้วยการใช้นามสกุลของตนเองอยู่ท้ายชื่อของหิ่งห้อย (Author name) และหิ่งห้อยชนิดนี้เป็นหิ่งห้อยของเมืองไทยที่มีชื่อที่ตั้งโดยคนไทยชนิดแรก

ชื่อหิ่งห้อยที่ก้อยตั้งคือ Aquatilis คำว่า Aqua แปลว่าน้ำ เพราะว่าเขาเป็นหิ่งห้อยน้ำจืดที่ตัวหนอนอาศัยอยู่ในน้ำ ถ้าเป็นชื่อสปีชีส์เต็มๆ คือ Sclerotia aquatilis (Thancharoen, 2007)

วิชาหิ่งห้อย 101

เพื่ออรรถรสก่อนที่จะไปดูหิ่งห้อยตามร่องสวน และต้นไม้ใหญ่แถบริมน้ำบางกระเจ้า อาจารย์ก้อยเปิดคลาสเล็กๆ ให้กับทีมงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับหิ่งห้อยเบื้องต้น เริ่มตั้งแต่ชนิดไปจนถึงชีวิตของหิ่งห้อยเลยทีเดียว

“เราแบ่งหิ่งห้อยเป็น 3 กลุ่มง่ายๆ คือตามที่อยู่อาศัยของตัวหนอน น้ำจืด คือตัวหนอนหิ่งห้อยถูกพบว่าอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืด เช่น บ่อ ท้องร่องสวน คลอง น้ำนิ่ง น้ำกร่อยอยู่ตามป่าชายเลนหรือตามรินแม่น้ำ อย่างเช่น อัมพวา เป็นปากแม่น้ำมีพื้นที่ชายเลนบ้าง ส่วนหลุ่มสุดท้ายเป็นหิ่งห้อยบก คือตัวหนอนอาศัยอยู่บนบก ทั้ง  3 กลุ่มนี้ เขาจะกินหอยเป็นอาหาร หอยจะเป็นอาหารหลัก จะเป็นหอยน้ำจืด หอยน้ำกร่อย หอยทากบก” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

“หิ่งห้อยเป็นแมลงที่มีวัฏจักรชีวิตคล้ายๆ กับผีเสื้อ ประกอบด้วย 4 ระยะ คือเริ่มจากไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย ทีนี้อย่างในกรณีของหิ่งห้อยที่เรากำลังพูดถึงกัน คือเป็นหิ่งห้อยน้ำจืด ไข่เขาจะวางอยู่ใต้บใบพืชน้ำ พืชที่ลอยน้ำอยู่ บริเวณที่สัมผัสกับน้ำ เขาจะวางอยู่ใต้ใบพืชน้ำแล้วพอประมาณ 10-12 วัน เขาจะฟักออกมาเป็นตัวหนอนตัวเล็กๆ เมื่อไรที่เขาเป็นตัวหนอนเขาจะเป็นผู้ล่าทันทีเลย เขาต้องการอาหารก็คือหอย ถ้าเกิดมาใหม่ๆ ตัวหอยตัวเล็กๆ ก็จะกินหอยขนาดเล็ก หิ่งห้อยชนิดนี้จะลอกคราบขณะที่เป็นตัวหนอน 6-8 ระยะ ถ้าเป็นระยะท้ายก็จะเริ่มกินหอยที่ตัวโตขึ้นได้ แล้วเมื่อเป็นตัวหนอนวัยสุดท้ายเขาจะไต่ขึ้นตามตลิ่ง เป็นที่แห้งแล้วไปเข้าดักแด้ตรงฝั่ง ต่อจากนั้นก็ลอกคราบอีกครั้งเป็นตัวเต็มวัย แล้วก็บินออกมากระพริบแสงหาคู่เพื่อผสมพันธุ์” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

เรียนรู้วิชาหิ่งห้อย 101 กันแล้ว อาจารย์ก้อยพาพักยกไปตามหาไข่ของหิ่งห้อยน้ำจืดซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บนใบไม้ที่ลอยน้ำ งานนี้ทั้งส่องหาและพลิกใบไม้เกือบทุกใบที่อยู่ในสวน ทีมงานก็ยังหาไม่เจอ จนกระทั่งอาจารย์ก้อยเรียกให้ไปดูใกล้ๆ ไข่เม็ดเล็กๆ ที่เกาะกันอยู่บนใบไม้ งานนี้ต้องซูมใกล้ๆ และใช้ความเชี่ยวชาญในการหาจริงๆ

“อายุของตัวเต็มวัยประมาณ 20 กว่าวัน แต่ไม่เกิน 1 เดือน คือเป็นช่วงเวลาที่เขาเกิดมาเพื่อหาคู่ผสมพันธุ์เท่านั้นเองจริงๆ ในขณะที่วงจรชีวิตของหิ่งห้อยทั้งวงจรค่อนข้างยาวมาก ประมาณ 5-6 เดือน ช่วงระยะยาวเขาอยู่ในแหล่งน้ำ ก็จะเป็นตัวหนอน กินหอย ในแหล่งน้ำ เป็นเวลา 4-5 เดือนได้เลย แต่พอโตเต็มวัยแค่ระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นเองที่เขาจะมีเวลาหาคู่ผสมพันธุ์ เพราะฉะนั้นเวลามีคนบอกว่าไปเที่ยวชมหิ่งห้อย ไปจับหิ่งห้อยเล่น หรือไปฉายแฟลชบนต้นไม้ที่มีหิ่งห้อยเกาะหรือไปทำอะไรที่เป็นการรบกวนให้เขาไม่สามารถสื่อสารกันได้ อยากให้เข้าใจว่าเขามีช่วงเวลาที่สื่อรัก วางไข่อยู่แค่เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง ขณะที่เขาใช้ระยะเวลายาวนานมากในระยะตัวหนอน เหมือนรอ 20 กว่าวันสำหรับการสืบพันธุ์ หลายคนที่เป็นนักท่องเที่ยวพอได้ฟังเรื่องนี้ก็บอก โห ไม่อยากทำร้ายหิ่งห้อยเลย เขาก็จะดูแล เป็นห่วงหิ่งห้อยมากขึ้น” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

ภาษารักแห่งหิ่งห้อย คือความโรแมนติกยามค่ำคืน

“หิ่งห้อยใช้แสงเป็นภาษารักในการสื่อสารหาคู่ผสมพันธุ์ เป็นสัญญานสื่อสารหลักเลยเพื่อว่าเขาจะหาคู่ให้ตัวผู้กับตัวเมียพบเจอกัน พอเจอกันก็ผสมพันธุ์กัน สืบพันธุ์กันต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน สัญญานที่พวกเราเรียกว่าแสงสามารถเป็นสัญญานที่สื่อถึงอันตรายได้ด้วย อย่างเวลาเราไปนอนในป่า เขาบอกว่าถ้าเราอยากป้องกันตัวจากสัตว์ร้ายให้เราก่อไฟ ไฟหรือแสงเป็นสัญญานที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่อบอกว่าเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นหิ่งห้อยมีแสง หิ่งห้อยคือตัวอันตราย ผู้ล่าอย่ามายุ่งนะ ถ้าคุณกินเข้าไป คุณอาจได้รับอันตราย ในอวัยวะเรืองแสงของหิ่งห้อยจะมีสารเคมีที่เป็นพิษอยู่ ถ้าผู้ล่ากินเข้าไป เขาอาจจะอาเจียน อย่างบางชนิดที่มีพิษเยอะสามารถทำให้ตายได้ อันนี้คือความหมายของแสงสำหรับหิ่งห้อย” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

“แต่สำหรับมนุษย์เรา พอเราเห็นแสง แสงคือความสวยงาม ยิ่งหิ่งห้อยแต่ละชนิดจะมีการกระพริบแสงที่แตกต่างกัน จังหวะที่แตกต่างกันเปรียบเสมือนภาษารักที่แตกต่างกัน แต่ละชนิดจะมีภาษารักที่ไม่เหมือนกัน ยิ่งเป็นจังหวะกระพริบสำหรับมนุษย์จะคิดว่านี่คือความงาม ท่ามกลางความมือที่เรามองไม่เห็นอะไรเลย แต่เรามองเห็นแสง เราก็จะรู้สึกว่านี่คือความสวยงาม ปัจจุบันหิ่งห้อยก็เลยเป็นแมลงที่มีความสวยงาม มนุษย์อยากจะอนุรักษ์” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

หิ่งห้อยเมื่อโตเต็มวัยมีอายุประมาณ 20-30 วันเท่านั้น เป็นช่วงเวลาที่เขาเกิดมาเพื่อหาคู่ผสมพันธุ์เท่านั้นเองจริงๆ ในขณะที่วงจรชีวิตของหิ่งห้อยทั้งวงจรค่อนข้างยาวมาก ประมาณ 5-6 เดือน ที่เขาจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำ ดังนั้น ช่วงเวลาอันน้อยนิดที่หิ่งห้อยจะได้กระพริบแสงเพื่อสื่อภาษารัก หาคู่ผสมพันธุ์จึงมีน้อยมาก การที่เราไปเที่ยวชมหิ่งห้อย แล้วใช้ไฟฉายเพื่อส่องหา ใช้แฟลชเพื่อถ่ายภาพ เหล่านี้จะเป็นการกระทำที่รบกวนหิ่งห้อยขณะหาคู่ การไปดูหิ่งห้อยที่ดีจึงคือการเตรียมตัวศึกษาเส้นทางให้พร้อมก่อน และหากอยากเก็บภาพ ไม่ควรเปิดแฟลช อาจใช้ชัตเตอร์สปีดต่ำ หรือเก็บความภาพความสวยงามเป็นความทรงจำของตัวเองก็ได้

งานวิจัย พิสูจน์ภาษารัก

ปัจจุบันนี้ จำนวนของหิ่งห้อยค่อยๆ ลดลง จากที่เคยเห็นได้รอบๆ บ้านที่อยู่ติดริมน้ำ กลับต้องเดินทางไปเพื่อหาถึงแหล่ง แม้องค์ความรู้เกี่ยวกับหิ่งห้อย และการเพาะเลี้ยงหิ่งห้อยมีมากขึ้น แต่ชนิดของหิ่งห้อยที่สามารถเพาะเลี้ยงได้มีไม่กี่กลุ่ม หิ่งห้อยน้ำจืดเป็นหนึ่งในนั้น

ในปัจจุบันเรามีการเพาะเลี้ยงและทำสถานที่ที่เป็นบ้านของหิ่งห้อย เสมือนว่าเลือกสิ่งที่ดีๆ สิ่งที่หิ่งห้อยชอบมาเพื่อจะให้เป็นบ้านที่สมบูรณ์ และเพื่อจะเพาะหิ่งห้อยและปล่อยบริเวณนั้น

“หิ่งห้อยน้ำจืดเราเพาะเลี้ยงได้ในห้องปฏิบัติการเป็น 1,000-10,000 ตัว ในเชิงวิชาการถ้าเราเพาะเลี้ยงแล้วเรานำไปปล่อย พันธุกรรมของหิ่งห้อยที่เราเพาะเลี้ยง กับพันธุกรรมของหิ่งห้อยที่เรานำไปปล่อย ต่างกันไหม เราไปปล่อยแล้วกระทบกับหิ่งห้อยพันธุ์ดั้งเดิมที่เขาอยู่ไหม ในแง่ของวิชาการเราต้องศึกษาและรู้ว่า เราปล่อยได้หรือเปล่า ในส่วนของการวิจัยที่ได้รับทุนจาก สกสว. เราพิสูจน์เรื่องนี้ว่าถ้าหิ่งห้อยที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความแต่กต่างทางพันธุกรรมไหม มีความแตกต่างของจังหวะของการกระพริบของแสงที่เราเรียกว่าเป็นภาษารักหรือเปล่า ถ้าเขาไม่มีความแตกต่างกัน เราก็จะสามารถปล่อยหิ่งห้อยได้ โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อนิเวศและพันธุกรรมท้องถิ่นของเขา” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

“จากการศึกษาพบว่าในจังหวัดกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีละแวกใกล้เคียงกัน หิ่งห้อยกลุ่ม Sclerotia aquatilis ที่เป็นหิ่งห้อยน้ำจืดไม่มีความแตกต่างของพันธุกรรม เพราะฉะนั้นในโครงการที่เราจะปล่อยหิ่งห้อยคืนสู่ธรรมชาติก็น่าจะทำได้อย่างไม่มีผลกระทบ แต่ในกลุ่มของจังหวัดที่ไกลออกไป อย่างเช่น จังหวัดสุพรรณบุรี ตอนที่ทำการทดลองคือ อำเภออ่างทอง เป็นจังหวัดที่ค่อนข้างไกลออกไปจากกรุงเทพฯ พบว่ามีจังหวะการกระพริบที่แตกต่างจากหิ่งห้อยที่อาศัยอยู่ใกล้กัน แต่จากการศึกษาพันธุกรรมพบว่าไม่แตกต่างกัน อันนี้ยังมีข้อกังขาว่าในเมื่อจังหวะกระพริบเขามีความแตกต่างกัน การปล่อยหิ่งห้อยที่มีพันธุกรรมที่แตกต่าง หรือมีพฤติกรรมที่แตกต่าง เราอาจจะต้องคำนึงถึงอยู่” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

สำหรับหิ่งห้อยซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เราต้องการอนุรักษ์เขา การคำนึงถึงพันธุกรรมท้องถิ่นและพันธุกรรมของตัวที่ปล่อยจะช่วยให้เราทำโครงการปล่อยหิ่งห้อยได้อย่างยั่งยืนขึ้น

หิ่งห้อยอยู่ได้ มนุษย์อยู่รอด

“หลายคนพยายามให้หิ่งห้อยมีบทบาทในระบบนิเวศ ถ้าเป็นประเทศญี่ปุ่น เขาจะบอกว่าเป็นตัวชี้วัดความสะอาดของน้ำ ในประเทศไทย เขาจะบอกว่าเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เพราะว่าถ้าพื้นที่ไหนที่มีหิ่งห้อยอาศัยอยู่ เขาจะต้องมีอาหารของหิ่งห้อย และมีพืชน้ำนานาชนิดที่เป็นอาหารของหอยอีกด้วย เพราะฉะนั้นคือระบบนิเวศที่ครบถ้วน ที่สมดุล เราสามารถพบหิ่งห้อยได้ และระบบนิเวศตรงนั้นต้องไม่มีมลพิษทางน้ำ ไม่มีมลพิษทางแสง ไม่มีมลพิษทางเสียง หลายจุดที่พบว่าเป็นแหล่งอาศัยของหิ่งห้อย จะเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์ และไม่มีมลพิษปนเปื้อนมากนัก” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

ถ้าเมื่อไรที่หิ่งห้อยหายไป แมลงชนิดอื่นหายไป มันคือสัญญาณเตือนแล้วว่า มนุษย์เองก็จะหายไป เราไม่สามารถอยู่ได้

“จริงๆ หลายชีวิตช่างเลือก แต่ว่าหิ่งห้อยเองบางชนิดก็มีความทนต่อสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม อย่างหิ่งห้อยที่เรากำลังพูดถึง Aquatilis ถือว่าเป็นชนิดที่มีความอดทนมาก เขาอยู่ในน้ำเหมือนกับหิ่งห้อยที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เขาสามารถอยู่ในน้ำที่เน่าเสียได้ระดับนึง มีสารเคมีปนเปื้อนได้ระดับนึง ในขณะที่หิ่งห้อยหลายชนิดไม่สามารถทนอยู่ได้ คือพอได้รับปุ๊บก็จะตายเลย แต่ชนิดนี้ทนระดับนึง สามารถอยู่รอบบ้านเราได้ ในกรุงเทพฯ สามารถพบชนิดนี้ได้ เพราะว่าในสภาพที่มีมลพิษทางแสงระดับนึง เขาก็อยู่ได้ด้วย คือจะมีหลากหลายระดับของความสามารถทนทานที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

แม้หิ่งห้อยน้ำจืด Aquatilis สามารถทนต่อน้ำเน่าเสีย และปนเปื้อนสารเคมีได้ระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีคนเข้ามาแก้ปัญหาสภาพแวดล้อม และอนุรักษ์ให้หิ่งห้อยยังอยู่ได้ สุกท้ายพื้นที่ที่เคยมีหิ่งห้อย อาจจะไม่มีในอนาคตก็ได้ อาจารย์ก้อยได้ทำโครงการ และเข้าร่วมโครงการเพื่ออนุรักษ์หิ่งห้อย โดยอาจารย์ก้อยเชื่อว่าการอนุรักษ์หิ่งห้อยทำโดยนักวิจัยไม่สำเร็จ หรือนักวิจัยไม่สามารถทำได้ฝ่ายเดียวได้ ชาวบ้านคือบุคคลที่อนุรักษ์หิ่งห้อยได้โดยตรง เพราะเขาอยู่ในพื้นที่นั้น

“มีหลายอาชีพที่เขาใช้หิ่งห้อยเพื่อสร้างรายได้ของครอบครัว ในแง่ของการท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย ยิ่งไปกว่านั้นคือหิ่งห้อยในปัจจุบันมีประโยชน์มากกว่าการสร้างเงินแล้ว แต่เป็นการสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ณ ปัจจุบันการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับเด็ก วัยรุ่น เขาต้องการความประทับใจ และหิ่งห้อยคือแมลงตัวหนึ่งที่ทำให้เขาประทับใจได้ ว่ามีความสวยงาม ความมีเสน่ห์ในแง่ของความลี้ลับ เขาเพิ่งรุ้ว่าหิ่งห้อยมีชีวิตแบบนี้นะ พอเขาประทับใจเขาอยากจะเก็บไว้ให้ลูกหลานเขาดู หิ่งห้อยจึงมีคุณค่าที่สูงส่งในแง่ของการสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์ธรรมชาติ และทำให้เขาอยากอนุรักษ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ธรรมชาติรอบตัวเขาเพื่อที่จะเก็บหิ่งห้อยไว้ให้รุ่นลูก รุ่นหลานเขาดู” ผศ.ดร.อัญชนา กล่าว

การสัมภาษณ์วันนี้ปิดท้ายด้วยการไปทดลองจริง คือการไปดูหิ่งห้อยรอบๆ พื้นที่บางกระเจ้า อาจารย์ก้อยแนะนำว่าการไปดูหิ่งห้อยต้องเตรียมตัวให้พร้อม ใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาว สำรวจเส้นทางที่จะเดินก่อนมืดเพื่อจะไม่ตกน้ำหรือโดนกิ่งไม้ฟาดหน้า ไม่ใช้ไฟฉายหรือมีแสงรบกวนหิ่งห้อย และสุดท้ายไม่ทายากันยุง เพราะหิ่งห้อยเป็นแมลงเมื่อได้กลิ่นยาฉีดพ่น มันจะไม่มาบริเวณที่เราอยู่ หรืออาจจะส่งผลต่อตัวของมัน

พร้อมแล้วก็ออกเดินสำรวจหิ่งห้อยที่ส่องแสงวิบวับ ภายใต้แสงแห่งความโรแมนติคนี้คือภาษารักที่หิ่งห้อยกำลังส่งสัญญานเพื่อหาคู่ ความสวยงามเช่นนี้เป็นเสน่ห์ที่น่าหลงใหลไม่เสื่อมคลาย

โครงการประเมินความแตกต่างด้านพันธุกรรมและพฤติกรรมของประชากรหิ่งห้อย Sclerotia aquatillis บริเวณภาคกลางของประเทศไทย
ผศ.ดร.อัญชนา ท่านเจริญ ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สนับสนุนการวิจัยโดย สกสว.

00:00
00:00
Empty Playlist