RC20319 (ปก)

รูปแบบธุรกิจการเกษตรในพื้นที่สูงกับการอนุรักษ์และพัฒนา

ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา วิกฤตป่าทางภาคเหนือของไทยได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างรวดเร็ว ความเสียหายที่เกิดกับพื้นที่สูงส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งชุมชนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในการหาทางออกหรือแก้ปัญหาวิกฤตป่าต้นน้ำอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึงรูปแบบหรือลักษณะการเกษตรและรูปแบบธุรกิจการเกษตรของพืช

เกษตรกรบนพื้นที่สูงส่วนใหญ่อยู่ในระบบการซื้อขายแบบดั้งเดิมที่เกษตรกรแต่ละรายแยกกันขายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อ มักจะประสบปัญหาหลักคือการขาดอำนาจต่อรองในการขายผลผลิต ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดในเชิงกายภาพ (ความห่างไกลตลาด น้ำไม่เพียงพอ) ข้อจำกัดของเกษตรกร (ความรู้ ข้อมูลตลาด เงินทุน) และข้อจำกัดเชิงสถาบัน (สิทธิ์ที่ดิน กฎหมายป่าไม้) ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกปลูกพืชที่เป็นผลผลิตทั่วไป ไม่มีจุดเด่น เก็บรักษาได้ไม่นาน ในขณะที่มีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อต่อกันหลายช่วง ส่งผลให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาต่ำและเป็นผู้รับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาและปริมาณผลผลิต และยังทำให้เกษตรกรไม่ค่อยให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่และยังคงปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการพังทลายของหน้าดิน อีกทั้งการเพิ่มปริมาณการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพราะต้องการให้ได้ผลผลิตในปริมาณมากนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของพื้นที่ต้นน้ำต่อไป

การที่รูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิม เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่เกษตรกรนิยมปลูกทั้งที่ได้ผลตอบแทนน้อยและต้นทุนสูงมาก เป็นผลมาจากลักษณะของพืชที่สามารถปลูกได้ง่าย และที่สำคัญคือ ระบบตลาดที่มารองรับผลผลิตข้าวโพด ซึ่งสามารถแก้ปัญหาของข้อจำกัดของพื้นที่สูง เช่น ความห่างไกลตลาด ต้นทุนขนส่งสูง ข้อจำกัดด้านน้ำ ข้อจำกัดด้านสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ข้อจำกัดเรื่องผู้รับซื้อ ข้อจำกัดด้านเงินลงทุน ข้อจำกัดด้านความรู้เรื่องพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่

เพื่อหาทางออกหรือแก้ปัญหาวิกฤตป่าอย่างยั่งยืน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงถึงรูปแบบหรือลักษณะการเกษตรและรูปแบบธุรกิจการเกษตรของพืช โดยงานวิจัยเรื่อง “รูปแบบธุรกิจการเกษตรในพื้นที่สูงและการพัฒนาที่ยั่งยืน” ได้ศึกษาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และศึกษาลักษณะหรือรูปแบบการเกษตรแบบต่าง ๆ ลักษณะรูปแบบธุรกิจ เพื่อให้เข้าใจถึงจุดเด่นและข้อจำกัด เพื่อให้สามารถแสดงคุณลักษณะและกลไกสำคัญที่รูปแบบธุรกิจจำเป็นต้องมี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่สูงได้ดังนี้

 

หลักการพัฒนารูปแบบธุรกิจการเกษตรบนพื้นที่สูง

การพัฒนาธุรกิจการเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้หลุดพ้นจากวังวนของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และกับดักของการซื้อขายแบบดั้งเดิม จำเป็นต้องก่อให้เกิดทั้ง “ความยั่งยืนด้านความเป็นอยู่ของเกษตรกร” และ “ความยั่งยืนด้านนิเวศ” โดยเป็นไปตามหลักการ “สร้างผลตอบแทนต่อไร่สูงพอ ลดความเสี่ยง ส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชน และกำหนดเงื่อนไขตรงเพื่อรับผิดชอบสิ่งแวดล้อม” รูปแบบธุรกิจการเกษตรจะเป็นโครงสร้างสำคัญที่กำหนดวิธีหรือความเป็นไปได้ในการแก้ไขปัญหาหรือข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สูง ในพื้นที่ที่มีการพัฒนารูปแบบธุรกิจที่มีความเหมาะสมต่อบริบทของชุมชนและเอื้ออำนวยต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากธุรกิจแบบดั้งเดิมจะทำให้เกษตรกรรายย่อยมีอำนาจต่อรองเพิ่มมากขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ดังนี้

 

การทำเกษตรแบบพันธะสัญญา

เกษตรกรในบางพื้นที่มีการทำเกษตรแบบพันธะสัญญากับพ่อค้าหรือบริษัทโดยตรง เกษตรกรกับผู้ซื้อผลผลิตทำสัญญาการซื้อผลผลิตที่ตกลงปริมาณการรับซื้อไว้ก่อนแล้ว โดยทั่วไปสัญญามักจะระบุราคารับซื้อและอาจระบุไปถึงวันที่ต้องส่งผลผลิต ปริมาณเท่าใด และมีคุณภาพระดับใด ส่วนใหญ่แล้วบริษัทรับซื้อผลผลิตจะให้สินเชื่อ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และความรู้ทางเทคนิคกับเกษตรกรก่อน เกษตรกรจะต้องจ่ายคืนค่าวัตถุดิบเหล่านี้ ในภายหลังเมื่อขายผลิตผลได้โดยให้บริษัทหักจากราคารับซื้อ การทำเกษตรแบบพันธะสัญญาเพื่อแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคาและปัญหาในการหาตลาดเพื่อขายผลผลิต โดยมีจุดเด่นในการสร้างความมั่นใจกับเกษตรกรในการขายผลผลิต ช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาให้กับเกษตรกร เกษตรกรไม่ต้องเผชิญความกดดันในการแย่งกันขายผลผลิตในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ โดยส่วนใหญ่ยังพบว่าเกษตรกรจะได้รับการอบรม ได้รับองค์ความรู้จากบริษัท และการดูแลเอาใจใส่ช่วยเหลือในการแก้ปัญหาจากบริษัทคู่สัญญาด้วย

 

การรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อขายผลผลิต

เป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับการพัฒนาและดำเนินงานในหลายพื้นที่ โดยจะอยู่ในรูปแบบของการรวมกลุ่มระหว่างเกษตรกรในพื้นที่ โดยในขั้นต้นของการรวมกลุ่มคือ การรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อขายผลผลิตของตนเอง โดยการรวมกลุ่มนี้ อาจจะเกิดได้ในหลายรูปแบบ เช่น วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ หรือการรวมกลุ่มภายใต้การสนับสนุนขององค์กรภายนอก เช่น การดำเนินงานของโครงการขยายผลโครงการหลวงภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง การช่วยเหลือจากองค์กรหรือหน่วยงานภายนอก คือหน่วยงานอาจจะสนับสนุนให้ชาวบ้านจัดตั้งกลุ่มซึ่งดำเนินงานกันเอง โดยหน่วยงานแค่สนับสนุนองค์ความรู้และให้คำปรึกษา หรืออาจจะสนับสนุนบุคลากรและเข้ามาช่วยจัดการและดำเนินงานโดยทำหน้าที่เหมือนผู้นำ โดยให้สมาชิกเกษตรกรมีหน้าที่ผลิตตามที่วางแผนไว้ นอกจากนี้ รัฐยังสามารถเข้ามามีบทบาทสนับสนุนให้การแข่งขันระหว่างกลุ่มเป็นไปอย่างเป็นธรรม และคำนึงถึงความยั่งยืนทั้งในแง่ของสังคมและสิ่งแวดล้อม ความเข้มแข็งและความเท่าเทียมของสังคมในระยะยาว

การรวมกลุ่มเพื่อขายผลผลิตนี้ เกษตรกรจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการมีอำนาจการต่อรองในการขายผลผลิตเพิ่มขึ้น ประโยชน์ในการหาตลาดหรือติดต่อพ่อค้าให้เข้ามารับซื้อเนื่องจากผลผลิตที่ได้ของกลุ่มจะมีปริมาณมากพอที่จะให้พ่อค้าเข้ามารับซื้อ การหลีกเลี่ยงการแข่งขันในการขายระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง และในบางกรณีเกษตรกรจะได้รับประโยชน์ทางอื่นจากการรวมกลุ่มด้วย เช่น การร่วมกันซื้อปัจจัยการผลิตอาจจะทำให้ซื้อได้ในราคาที่ถูกลง การลดต้นทุนการขนส่งที่เกิดจากการซื้อปัจจัยการผลิตหรือขายผลผลิต เป็นต้น

 

การรวมกลุ่มที่มีการพัฒนาคุณภาพผลผลิต

การรวมกลุ่มเพื่อการขายผลผลิตนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนารูปแบบธุรกิจการเกษตรเนื่องจากสามารถต่อยอดการดำเนินงานของกลุ่มไปได้อย่างหลากหลาย เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมในพื้นที่ได้ การต่อยอดทางหนึ่งคือ การพัฒนาคุณภาพของสินค้าเพื่อขายในตลาดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นโดยการพัฒนาคุณภาพของผลผลิตอาจจะเกิดได้จาก 2 ทาง ได้แก่

  • การใช้กระบวนการผลิตที่ดีและเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น

เช่น การปลูกพืชอินทรีย์หรือปลอดสาร ซึ่งมีความปลอดภัยหรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

  • การปลูกพืชที่มีความโดดเด่น แตกต่างจากผลผลิตโดยทั่วไป การเลือกสายพันธุ์หรือชนิดของพืชที่หายาก โดดเด่น และเป็นที่ต้องการของตลาด

เช่น การปลูกกาแฟพันธุ์จาวาหรือเกซา มีส่วนช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต การพัฒนาคุณภาพที่เกิดจากการพัฒนากระบวนการผลิตมักจะนำไปสู่การดูแลคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำเป็นที่จะต้องหาตลาดที่ต้องการผลผลิตคุณภาพสูง จึงจะได้รับราคาที่สูงขึ้น การหาตลาดที่เหมาะสมและการควบคุมคุณภาพของผลผลิต จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาไปสู่ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงได้ นอกจากนี้ การพัฒนาคุณภาพของสินค้าที่เกิดจากการพัฒนากระบวนการผลิตโดยส่วนใหญ่จะต้องการการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การผลิตปลอดสารพิษอินทรีย์ หรือการผลิตตามมาตรฐาน GAP ซึ่งจะมีส่วนทำให้สิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดีขึ้นด้วย

 

 

การรวมกลุ่มแปรรูปผลผลิต

นอกจากการรวมกลุ่มโดยมีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าแล้ว กลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มพัฒนาการขายผลผลิตโดยใช้การแปรรูปเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตตนเอง เช่น กลุ่มวิสาหกิจที่มีการแปรรูปเมล็ดกาแฟสดเป็นกาแฟสารและเมล็ดกาแฟคั่ว การแปรรูปผลผลิตทำให้กลุ่มเกษตรกรมีทางเลือกในการขายผลผลิตได้มากขึ้น และมีบทบาทเป็นอย่างมากในประเด็นต่าง ๆ เช่น การขยายตลาด สามารถเก็บรักษาผลผลิตได้นานมากขึ้น ได้รับมูลค่าเพิ่มจากสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงทำให้ราคารับซื้อต้นทางไม่ผันผวนมากจนเกินไปโดยที่เกษตรกรก็ยังคงได้รับประโยชน์อื่น ๆ ที่ควรได้จากการรวมกลุ่มขาย เช่น การที่ไม่จำเป็นต้องมีปริมาณผลผลิตมาก การประหยัดต้นทุนในการขนส่งจากปริมาณผลผลิตที่มากขึ้น การเพิ่มอำนาจการต่อรองและการใช้กลุ่มเป็นช่องทางในการรับความช่วยเหลือจากองค์กรภายนอก

การแปรรูปผลผลิตมีบทบาทหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต และสามารถขายผลผลิตของตนเองได้ในตลาดที่หลากหลาย มีช่องทางในการรับความเสี่ยงจากตลาดสินค้าประเภทต่าง ๆ มากขึ้น แม้ว่าโดยส่วนใหญ่เกษตรกรยังคงประสบปัญหาความผันผวนของราคาสินค้าปลายทาง แต่จะสามารถจัดการได้ดีขึ้นเนื่องจากสินค้าสามารถเก็บรักษาได้นานขึ้น และมีช่องทางในการขายสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแปรรูปจะต้องการการลงทุน องค์ความรู้ และแรงงานในการดำเนินการที่สูงกว่าการพัฒนาคุณภาพด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ การพัฒนารูปแบบธุรกิจต่าง ๆ จะต้องมีความเหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ ผลผลิต และความพร้อมทางสังคม การสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนารูปแบบธุรกิจจะต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม เพราะการพัฒนาแต่ละรูปแบบต้องการองค์ประกอบที่จำเป็นแตกต่างกันไป

แต่ละวิธีการหรือเครื่องมือจะมีบทบาทในการสร้างความยั่งยืนที่ต่างกันไป บางวิธีช่วยเพิ่มผลตอบแทนต่อไร่ให้สูงมากพอ แต่ไม่สามารถช่วยเรื่องการกระจายความเสี่ยงได้ บางวิธีอาจช่วยสร้างผลลัพธ์ความยั่งยืนด้านความเป็นอยู่ แต่อาจด้อยเรื่องการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม บางวิธีอาจพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน แต่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เพียงพอและสม่ำเสมอ หรือไม่สามารถช่วยการกระจายความเสี่ยงได้ ดังนั้น เพื่อให้หลุดจากกับดักรูปแบบการซื้อขายแบบดั้งเดิม และเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืน จึงจำเป็นต้องใช้หลายวิธีการประกอบกัน การออกแบบรูปแบบธุรกิจที่มีวิธีการเหล่านี้ผสมกันอยู่อย่างพอเหมาะ ซึ่งจะช่วยให้สร้างความยั่งยืนได้ในด้านความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “รูปแบบธุรกิจการเกษตรในพื้นที่สูงและการพัฒนาที่ยั่งยืน”

คณะผู้วิจัย: เขมรัฐ เถลิงศรี และคณะ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist