RC20317 (ปก)

วัฒนธรรมเมืองกับพื้นที่ชายขอบกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรุงเทพมหานครเมืองศูนย์กลางแห่งเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ชั้นในของเมือง ตลอดระยะเวลากว่า 2 ศตวรรษ ได้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม จนทำให้มีการขยายตัวของพื้นที่จากกรุงเทพมหานครไปสู่พื้นที่ปริมณฑล ทั้งทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และประชากร โดยพื้นที่ที่ขยายออกไปเป็นบริเวณรอบนอกของกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลโดยจะเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า “ชายขอบ” การขยายตัวจึงมีผลให้เกิดการปะทะกันของวัฒนธรรมสังคมเมืองและสังคมเกษตรกรรม อีกทั้งยังทำให้เปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายขอบโดยมีการพัฒนาที่ดิน ระบบสาธารณูปโภค รถสาธารณะ รถไฟฟ้า เกิดการขยับขยายของโรงงาน ศูนย์การค้าตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ และการเกิดของหมู่บ้านจัดสรรที่มีราคาย่อมเยาลงเมื่อเทียบกับบ้านที่อยู่ในพื้นที่เมือง จนทำให้ปัจจุบันพื้นที่มีความต่อเนื่องเป็นเมืองเดียวกัน จนทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรในกรุงเทพมหานครมีแนวโน้มลดลงด้วยเช่นกัน เพราะผู้คนเริ่มย้ายไปบริเวณชายขอบมากขึ้น เนื่องจากความสะดวกสบาย การเดินทางเข้าที่ทำงานที่ไม่ต่างกันมากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมองว่ามีความคล้ายคลึงกันจนแยกไม่ออกระหว่างเมืองชั้นในและชายขอบ แต่ในความเป็นจริงนั้น การใช้ชีวิตยังคงมีความแตกต่างกันหลายจุด ยังสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรเกิดชนชั้นใหม่ของคน เงื่อนไขทางกายภาพ สังคม เศรษฐกิจที่มีทั้งความคล้ายคลึงและแตกต่างกัน จากการใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขของกระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์เช่นเดียวกัน ดังนั้น เราจึงมาทำความเข้าใจในวิถีวัฒนธรรมแบบเมืองที่เกิดขึ้นในพื้นที่รอยต่อของกรุงเทพมหานครในพื้นที่ชายขอบ ว่าจะมีลักษณะอย่างไร แนวโน้มการเติบโตเป็นอย่างไรต่อไป การผสมปนเปกันของรูปแบบความเป็นอยู่และชนชั้นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายขอบดังกล่าว ผ่านการใช้ แนวคิดกระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanization) รวมถึงแนวคิดของคำว่าคุณภาพชีวิตและองค์ประกอบของคุณภาพชีวิต

พื้นที่ชายขอบที่ใช้ในการศึกษาคือที่ไหน?

ในการศึกษาชิ้นนี้พื้นที่ชายขอบ คือพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลที่ใกล้เคียง โดยเลือกศึกษาใน 6 ย่านหลัก ได้แก่ ย่านเกษตร-นวมินทร์ ย่านแจ้งวัฒนะ ย่านงามวงศ์วาน ย่านรัตนาธิเบศร์ ย่านบางบัวทอง-ชัยพฤกษ์ และย่านบางใหญ่ อีกทั้งยังศึกษาผ่านศูนย์การค้า (Shopping Mall) ที่เป็นตัวแทนสำคัญเชิงเศรษฐกิจการตอบสนองต่อรสนิยมผู้บริโภคตามสถานภาพสังคม ชนชั้น ที่อยู่อาศัย และฐานะของคนในพื้นที่บริเวณดังกล่าว เน้นศูนย์การค้าที่ตั้งอยู่บนถนนเกษตร-นวมินทร์ และแถบชานเมืองทิศเหนือและทิศตะวันตก เส้นถนนวิภาวดีรังสิต ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนบางบัวทอง-ชัยพฤกษ์ ถนนพระราม 5 ถนนติวานนท์ และถนนกาญจนาภิเษก

ทำความเข้าใจอะไรคือ แนวคิดกระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanization)

กระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanization) เป็นผลสืบเนื่องมาจากการอพยพของประชากรจากเขตที่ไม่ใช่เมืองมายังเมือง หรือ การขยายตัวของเขตที่อยู่อาศัยที่ไม่ใช่เมืองมาก่อน

อะไรคือคุณภาพชีวิต?

คุณภาพชีวิต มีลักษณะเป็นนามธรรมและมีความหมายครอบคลุมหลายแง่มุมในการดำรงชีวิตที่ทำให้เกิดความพึงพอใจและความสุขในชีวิตของบุคคลนั้น ๆ ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับแนวคิด ทัศนะและวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคลและผลของความพึงพอใจ ความสุขจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบุคคล ซึ่งคุณภาพชีวิตมีองค์ประกอบหลายด้านด้วยกัน ดังนี้

  • ด้านร่างกาย (Physical Domain)

    คือ การรับรู้สภาพร่างกายของบุคคลซึ่งมีผลต่อชีวิตประจำวัน ขีดความสามารถในการทำหน้าที่ของร่างกาย เช่น สุขสบาย ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น พักผ่อนนอนหลับ เป็นต้น

  • ด้านจิตใจ (Psychological Domain)

    คือ การรับรู้สภาพทางจิตใจของบุคคล ควบคุมความวิตกกังวล ซึมเศร้า และรู้สึกเป็นสุขทางบวกต่อตนเอง

  • ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationships)

    คือ การรับรู้เรื่องความสัมพันธ์ของตนเองกับผู้อื่น รับรู้ได้ถึงการได้รับความช่วยเหลื่อจากบุคคลอื่น หรือให้ความช่วยเหลือผู้อื่นได้ สามารถที่จะดำรงอยู่ ในสังคมได้ ไม่มีพฤติกรรมแยกตัว ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัวและสังคม

  • ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)

    คือ การรับรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการดำเนินชีวิต สามารถอยู่ได้อย่างอิสระไม่โดนกักขัง มีความปลอดภัยและมั่นคงในชีวิต สิ่งแวดล้อมทางกายภาพดีไม่มีมลพิษ คมนาคมสะดวก มีสถานที่ตอบสนองต่อความต้องการและกิจกรรม

วัฒนธรรมพื้นที่ชายขอบ

  • การพัฒนาทางกายภาพในพื้นที่ชายขอบ

การพัฒนาทางกายภาพของพื้นที่ชายขอบมาจากการขยายตัวของกรุงเทพมหานครมาสู่พื้นที่ดังกล่าว ซึ่งการพัฒนาทางกายภาพนี้นำมาซึ่งการขยายตัวของเมืองในรูปแบบต่าง ๆ ภายในพื้นที่ ทำให้พื้นที่ชายขอบเกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างมาก จากการศึกษาจะพบว่า ย่านที่มีการพัฒนาทางกายภาพมากจนมีความเป็นเมืองมากที่สุดคือ ย่านวิภาวดีรังสิต ย่านงามวงศ์วาน และย่านแจ้งวัฒนะ ซึ่งมีผลให้ย่านดังกล่าว มีพื้นที่สีเขียวลดน้อยลงมากเช่นกัน แตกต่างจาก ย่านเกษตร-นวมินทร์ ย่านบางใหญ่ ย่านบางบัวทอง-ชัยพฤกษ์ ที่ยังคงมีพื้นที่สีเขียวมากกว่า โดยที่เส้นเกษตร-นวมินทร์ ค่อนข้างมีความเป็นเมืองสูงเพราะเป็นเส้นทางเชื่อมต่อเข้าถึงกรุงเทพชั้นใน ไปสู่ย่านลาดพราว เอกมัย ได้อย่างสะดวกสบาย ในขณะที่ย่านงามวงศ์วาน รัตนาธิเบศร์ เป็นย่านที่เน้นการขยายเส้นทางคมนาคม สร้างรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า ก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมในระดับกลางถึงล่าง เพื่อรองรับการขยายตัว ท้ายที่สุด คือ ย่านบางใหญ่ บางบัวทอง-ชัยพฤกษ์ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยทั้งชุมชนดั้งเดิม และชุมชนใหม่ มักมีการขยายตัวผ่านการสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ แต่ในขณะเดียวกันยังคงไว้ซึ่งพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งย่านดังกล่าว มีเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่ออกนอกเมืองไปยังต่างจังหวัด ติดกับสุพรรณบุรี และในขณะเดียวกันก็ยังสามารถเข้ามายังเมืองกรุงเทพในย่านตลิ่งชัน ปิ่นเกล้าได้ ซึ่งเป็นย่านที่มีความเป็นเมืองสูง มีหมู่บ้านจัดสรรในราคาสูง ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ต่างก็มาเปิดสาขาในย่านแห่งนี้

  • การพัฒนาทางสังคมวัฒนธรรม

ในส่วนแรกคือ การพัฒนาเกิดชนชั้นใหม่ เป็นชนชั้นกลางที่อาจจะมาจากการเป็นคนจนเมืองที่พัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ชายขอบ เนื่องจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายขอบที่ทำการศึกษานั้น ไม่สามารถหาคำจำกัดความหรือคำนิยามได้ตรงกับแบบแผนทางวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน เนื่องจากกลุ่มนี้ไม่ใช่คนไทยเชื้อสายจีนที่ร่ำรวยจากการก่อร่างสร้างตัวตามนิยาม ไม่ใช่กลุ่มเชื้อสายเจ้าหรือตระกูลขุนนางเก่าแก่ ไม่ใช่กลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ตื่นตัวทะเยอทะยานทางอาชีพสูง แต่เป็นกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างที่ขยับตัวทางเศรษฐกิจขึ้นมาให้มีอำนาจจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และมักจะเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ที่เริ่มสร้างครอบครัวให้มั่นคง ซึ่งเป็นได้ทั้งระดับหัวหน้าคนงาน คนขับแท็กซี่ พนักงานธนาคาร ห้างร้าน แม่บ้านทำความสะอาด เป็นต้น โดยเน้นอาศัยการกู้ยืมเงินมาอีกที จึงเรียนว่าเป็น ‘ชนชั้นกลางใหม่ที่มีฐานะและพื้นเพมาจากต่างจังหวัด’ นอกจากเกิดชนชั้นขึ้นใหม่แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องของคนไร้บ้านและชุมชนแออัดจำนวนมากในพื้นที่ชายขอบ เพราะมาจากกลุ่มคนจนเมืองที่ย้ายมาอยู่จำนวนมาก ดังนั้น การจะพัฒนาในพื้นที่ชายขอบจึงต้องพิจารณาความหลากหลายของผู้คนมากขึ้นและเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เท่าเทียม

ส่วนถัดมา คือ อัตลักษณ์ความเป็นชานเมือง เนื่องจากพื้นที่ชายขอบจะยังคงไว้ซึ่งพื้นที่สีเขียวที่เคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรม คงความเป็นชานเมือง คือ พื้นที่สีเขียวในแทบดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างเดียวเท่านั้น แต่รวมถึงพื้นที่ส่วนบุคคล ที่ว่างเปล่า พื้นที่ตามริมทางเดิน ริมถนน แต่พื้นที่เหล่านั้นมักจะถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า เนื่องจากถูกมองว่าพื้นที่เหล่านั้นสามารถรอวันขายออกในอนาคตได้แล้วจะเกิดมูลค่ามากกว่า

การพัฒนาพื้นที่ชายขอบให้มีความเป็นเมือง ดีจริงหรือไม่?

ในแง่มุมแรกอาจมองได้ว่าการพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นเมืองจะสามารถช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมสามารถกระจายโอกาสการเข้าถึงสินค้าและบริการได้ดีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าท้ายที่สุดยังคงมีความเป็นชนชั้นทางเศรษฐกิจกำกับอยู่ และอำนาจในการซื้อสินค้าก็ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะทางการเงินเท่านั้น ดังนั้น การจะปรับให้เข้ากับคนในพื้นที่แล้วทำให้สินค้าบริการยังสามารถดำรงอยู่ได้ จึงมีผลให้คุณภาพของสินค้าและบริการมีความแตกต่างกัน นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี จึงอาจบอกได้ว่า ความพยายามในการแก้ปัญหาคนจนและความเหลื่อมล้ำ จึงดูสวนทางกับความพยายามเข้าถึงการบริโภคและสะสมทรัพย์สินของคน ซึ่งทำให้เกิดสภาวะหนี้สินแก่ชนชั้นล่างเพิ่มขึ้นมากกว่า

นอกจากนั้นแล้ว การพัฒนาพื้นที่ยังทำให้เกิดวัฒนธรรมพื้นที่ชายขอบที่มีความซับซ้อนขึ้น เพราะผู้คนต่างต้องการบริโภคความนิยมตามกระแสหลักอย่างที่ ‘คนเมือง’ เป็น เพื่อให้รู้สึกว่าสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและสถานภาพได้แบบที่คนเมืองเป็น ซึ่งกระแสหลักดังกล่าวยังเป็นกระแสที่อยู่ภายใต้อุดมการณ์ทุนนิยม และอิทธิพลโลกาภิวัตน์ จึงทำให้เมืองชายขอบที่เน้นการพัฒนาโดยมีเมืองกรุงเทพชั้นในเป็นต้นแบบในความเป็นจริง อาจจะไม่เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ที่มีความหลากหลายมากนัก

การพัฒนาพื้นที่ชายขอบนำสู่ปัญหา

จากการเติบโตของเมืองแน่นอนว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ในบางแง่มุมที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ปัญหาด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้งปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ คนอาศัยมากขึ้น ทิ้งขยะไม่เป็นที่ เกิดการอุดตันท่อระบายน้ำ ไปจนถึงปัญหาการคมนาคมสัญจรลำบากขึ้น เนื่องจาก มีการก่อสร้างตลอด ซึ่งคนในพื้นที่ยอมรับความไม่สะดวกจากความหวังที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตให้ดีขึ้น เราจึงต้องเน้นสำนึกของชุมชนคนในพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม อีกปัญหาใหญ่คือ ปัญหาการจราจรและความแออัดของพื้นที่ เนื่องจากผู้คนโยกย้ายไปอาศัยมากขึ้นและเกิดการพัฒนาเพื่อรองรับกิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้น จึงต้องเกิดสำนึกร่วมกันของผู้ใช้งานไม่ให้กลายเป็นแหล่งแออัดมั่วสุมในอนาคตต่อไป และท้ายที่สุดคือ ปัญหาด้านสังคมวัฒนธรรม เนื่องจาก แทบพื้นที่ชานเมืองเป็นแหล่งที่แรงงานต่างด้าว ทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย สามารถเข้ามาหางานทำได้ง่ายกว่าพื้นที่ในเขตเมืองชั้นใน ดังนั้น จะต้องมีการป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาได้ เช่น ปัญหาอาชญากรรมและปัญหาการค้ามนุษย์ มิจฉาชีพ และคนไร้บ้าน เพราะยังมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ติดกับ ‘วัฒนธรรมความยากจน’

ทั้งหมดนี้ ทำให้เราเห็นภาพถึงวัฒนธรรมความเป็นเมืองของพื้นที่ชายขอบ ที่กำลังมีการเติบโตและพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนเมืองและการเกิดขึ้นของกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ ซึ่งยังคงมีความซับซ้อนในตัวเองอยู่มาก ดังนั้น การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจึงต้องมีความระมัดระวังอย่างสูงในเรื่องของการพัฒนาที่สวนทางจากความต้องการ ในตอนแรกจะลดปัญหาความเลื่อมล้ำและสร้างความสะดวกสบาย แต่กลายเป็นการนำมาสู่ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและเกิดปัญหาอื่น ๆ ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากความพยายามในการใส่ความเป็นเมืองแบบที่เมืองชั้นในเป็น จนเกิดเป็นวัฒนธรรมกระแสความนิยมให้คนในพื้นที่ชายขอบทำตาม ทั้งที่มีความแตกต่างเฉพาะพื้นที่ไม่เหมือนกัน สะท้อนได้ว่า วัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่แม้ว่าจะมีความคล้ายคลึงกันแค่ไหนแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงต้องมีความเฉพาะตัวของพื้นที่อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “วัฒนธรรมเมืองในพื้นที่ชายขอบของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล”

หัวหน้าวิจัย : โสวัตรี ณ ถลาง
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง & กราฟิก เพ็ญวดี ศิริบุรภัทร
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย

 

00:00
00:00
Empty Playlist