RC20314 (ปก)

ตัดวงจรการกระทำผิดซ้ำด้วยแนวคิดยุติธรรมสมานฉันท์

การลงโทษจำคุกเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของปัญหาในระบบงานราชทัณฑ์ ทั้งปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก รวมถึงปัญหาการกระทำผิดซ้ำ จากกระบวนการบำบัดฟื้นฟูในเรือนจำที่ไม่มีประสิทธิผล แนวคิดกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศตนเอง ในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เน้นการลงโทษแบบเดิมยังคงต้องมีอยู่เพื่อใช้ในการควบคุมอาชญากรรมที่รุนแรง แต่กระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์จะช่วยลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ และที่สำคัญช่วยให้ผู้ต้องหาไม่ถูกตีตราบาป ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำและสามารถกลับคืนสู่สังคมได้

การใช้เรือนจำเป็นมาตรการหลักในการลงโทษผู้กระทำผิด ทำให้เกิดปัญหาลูกโซ่ในระบบงานราชทัณฑ์ของหลายประเทศ เนื่องจากการคุมขังผู้ต้องหาจำนวนมากทำให้เกิดปัญหาผู้ต้องหาล้นคุกจนนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารระบบเรือนจำ ทำให้กระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องหากลับสู่สังคมมีประสิทธิภาพลดลง เกิดปัญหาการกระทำผิดซ้ำในที่สุด

จากปัญหาเหล่านี้เอง ทำให้ในปัจจุบันแนวคิดการปฏิบัติงานราชทัณฑ์แบบดั้งเดิมหรือกลุ่มทฤษฎีที่เน้นการลงโทษ เป็นต้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงอาชญาวิทยา และทำให้เกิดแนวคิดการบริหารงานราชทัณฑ์รูปแบบใหม่ คือกลุ่มทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับการบำบัดฟื้นฟูและการให้โอกาสผู้ต้องขัง เช่น แนวคิดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาลูกโซ่เหล่านี้ในกระบวนการยุติธรรม

กลุ่มทฤษฎีที่เน้นการลงโทษ: การใช้ความกลัวเพื่อป้องกันอาชญากรรม

กลุ่มทฤษฎีที่เน้นการลงโทษ ได้วางหลักการพื้นฐานของการกำหนดกฎหมายและนำบทลงโทษที่เหมาะสมมาใช้ในการป้องกันการกระทำผิดทางอาญาในสังคม และเป็นกรอบในการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยแนวคิดหลักจะเน้นไปที่การยับยั้งป้องกันอาชญากรรมด้วยการสร้างความกลัวต่อการลงโทษ โดยลักษณะของการป้องกันแบบนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ การยับยั้งป้องกันเฉพาะ หรือการยับยั้งป้องกันที่ตัวบุคคลที่ถูกลงโทษ นั่นคือการลงโทษผู้กระทำผิดให้หลาบจำและหวาดกลัวจนไม่กระทำผิดอีก และการยับยั้งป้องกันทั่วไป หรือการยับยั้งป้องกันที่มีผลต่อประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ถูกลงโทษ นั่นคือ การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษนั้นเป็นการแสดงตัวอย่างให้คนอื่นดูและไม่กล้าเอาเยี่ยงอย่างหรือกระทำความผิดอย่างเดียวกับผู้ที่ถูกลงโทษ

ทั้งนี้ การลงโทษที่จะสามารถยับยั้งป้องกันพฤติกรรมอาชญากรรมของมนุษย์ได้จะต้องมีลักษณะ 3 ประการ คือ (1) มีความรุนแรงของการลงโทษที่เหมาะสมกับความผิด (2) มีความรวดเร็วสามารถนำตัวผู้ที่กระทำผิดมาลงโทษได้อย่างรวดเร็วที่สุด และ (3) มีความแน่นอน

หลักการของทฤษฎีที่เน้นการลงโทษ ถูกใช้เป็นรากฐานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำงานของตำรวจ ที่ต้องรับผิดชอบในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมให้ลดน้อยลงหรือไม่ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งในปัจจุบันหลักการเน้นการลงโทษยังคงมีความสำคัญอยู่ แม้ว่าจะมีหลักการและแนวคิดการป้องกันอาชญากรรมรูปแบบอื่น ๆ ที่เข้ามาร่วมแก้ปัญหาในกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน

กลุ่มทฤษฎีที่เน้นการบำบัดฟื้นฟูและการให้โอกาส: การใช้ความสมานฉันท์เพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ

กลุ่มทฤษฎีเชิงสมานฉันท์ เห็นว่าการลงโทษในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เป็นการสร้างตราบาปและเป็นการตีตราผู้กระทำผิดว่าเป็นคนนอกสังคม จนเป็นสาเหตุของการกระทำความผิดซ้ำ จากแนวคิดนี้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เน้นการลงโทษจึงเป็นสาเหตุของการเพิ่มจำนวนพฤติกรรมอาชญากรรมมากกว่าการลดพฤติกรรมอาชญากรรม กลุ่มทฤษฎีนี้เห็นว่า สิ่งที่เป็นสาเหตุของปัญหาอาชญากรรม คือ ความทุกข์ (Suffering) ซึ่งประกอบด้วย ความยากจน การเหยียดผิว การกดขี่ข่มเหง การแบ่งแยก หรือกระทั่งความทุกข์ในรูปแบบอื่น ๆ ดังนั้น การที่จะแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในสังคมให้มีประสิทธิภาพ ต้องจัดการกับความทุกข์เหล่านี้ให้หมดไปก่อน นักทฤษฎีเชิงสมานฉันท์ จึงเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาอาชญากรรม ด้วยการเปลี่ยนจากแนวทางที่เป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal justice) ไปสู่การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative justice)

หลักการสำคัญของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative justice) คือ กระบวนการยุติธรรมควรสามารถที่จะเยียวยาทั้งผู้ที่เป็นเหยื่ออาชญากรรมสังคม รวมทั้งผู้กระทำความผิด ขณะเดียวกันผู้ที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมควรมีโอกาสที่จะเข้าร่วมในการหาทางออกร่วมกัน และสามารถสร้างความสมัครสมานสามัคคีระหว่างกันได้ โดยรัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุนให้เกิดหรือรักษากระบวนการที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมอย่างสมานฉันท์

รูปแบบของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์สามารถดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ ได้แก่

  • การไกล่เกลี่ยเหยื่อและผู้กระทำผิด

ใช้กับคดีอาชญากรรมที่มีความร้ายแรงไม่มาก โดยให้ความสำคัญกับความต้องการของเหยื่อ และให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผ่านมา

  • การประชุมกลุ่มชุมชนและกลุ่มครอบครัว

จุดมุ่งหมายของการประชุมกลุ่มจะกว้างกว่าการเจรจาไกล่เกลี่ย เนื่องจากจะมีการนำญาติ เพื่อนของผู้เสียหาย และผู้กระทำผิด รวมทั้งสมาชิกบางคนในชุมชนมาร่วมในการประชุมกลุ่มเพื่อแสวงหาทางออกของปัญหาร่วมกัน รวมไปถึงผลกระทบที่เกิด และแนวทางในการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอีกครั้ง รูปแบบนี้ถูกนำมาใช้ในนิวซีแลนด์สำหรับกระบวนการยุติธรรมของเด็กและเยาวชน หลักการอยู่บนพื้นฐานของการลงโทษแบบดั้งเดิมของชนพื้นเมืองเผ่าเมารี รูปแบบนี้ยังถูกใช้แพร่หลายในหน่วยงานตำรวจ ในออสเตรเลียใต้ แอฟริกาใต้ ไอร์แลนด์ และในเมืองมินเนสโซตา เพนซิลวาเนีย และ มอนทานา สหรัฐอเมริกา

  • การพิจารณาโทษแบบล้อมวง

ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ผู้ต้องหายอมรับสารภาพเท่านั้น การพูดคุยกันเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคดี โดยคำนึงถึงการคุ้มครองชุมชน ความต้องการของเหยื่อ และการเยียวยาฟื้นฟูผู้ต้องหา รูปแบบนี้ทั่วไปจะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมหลัก หลักการในการดำเนินการ คือ การลงโทษมีความสำคัญน้อยกว่ากระบวนที่ใช้ในการได้มาซึ่งบทสรุปในการลงโทษ ดังนั้น รูปแบบนี้จึงเป็นตัวอย่างของการนำกระบวนการสมานฉันท์เข้ามาใช้ในกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ที่มีการกระจายอำนาจหน้าที่ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม รูปแบบนี้มักใช้ในชุมชนท้องถิ่นในแคนาดา โดยประกอบด้วยผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ตำรวจ เหยื่อ ผู้ต้องหา และญาติทั้งสองฝ่าย พร้อมทั้งสมาชิกในชุมชน มานั่งเผชิญหน้าพูดคุยกัน

  • คณะกรรมการชุมชน

ประกอบไปด้วยกลุ่มองค์กรในชุมชน กลุ่มที่มีผลประโยชน์ในชุมชน และหน่วยงานยุติธรรม จะทำหน้าที่ในการพิจารณาว่าคดีไหนเหมาะสมที่จะนำเข้ามาสู่วงล้อมพิจารณา เตรียมความพร้อมให้คู่กรณี แสวงหาข้อตกลงที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย และคอยตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงของผู้กระทำผิด โดยผลของ การพิจารณาโดยคณะกรรมการในวงล้อมนี้จะถูกส่งไปยังศาลยุติธรรม ซึ่งอาจจะนำไปใช้ในการพิจารณาลงโทษทั้งหมดหรือไม่ก็ได้แล้วแต่ดุลพินิจ

  • กระบวนการยุติธรรมตามแบบพื้นเมืองและประเพณี

เป็นรูปแบบกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่เป็นแบบไม่เป็นทางการ โดยยึดหลักขนบธรรมเนียม ประเพณีประจำท้องถิ่นเป็นหลักในการพิจารณาและดำเนินการ มักจะพบในแถบชนบทของออสเตรเลียและแคนาดา ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมในการพิจารณาจะประกอบด้วยคนในชนเผ่า ผู้อาวุโส คนในครอบครัว และญาติพี่น้อง กระนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่ได้มาจากความยินยอมของผู้ต้องหาเสมอไป

  • กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในโรงเรียน

เป็นรูปแบบกระบวนการยุติธรรมที่ตอบสนองต่อปัญหาอาชญากรรมหรือความขัดแย้งในโรงเรียน เช่น การทะเลาะวิวาท การประจาน การลักเล็กขโมยน้อย การทำลายทรัพย์สินของโรงเรียน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเชิงสมานฉันท์เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเดิมยังคงต้องมีอยู่เพื่อใช้ในการควบคุมอาชญากรรมที่รุนแรง ส่วนกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์สามารถนำมาใช้กับอาชญากรรมที่ความรุนแรงน้อย เช่น คดีเกี่ยวกับทรัพย์ ยาเสพติด ความผิดของเด็ก และคดีเล็กน้อยอื่น ๆ

คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Economic and Social Council) ได้รับหลักการพื้นฐานในการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในระบบงานยุติธรรมในเดือนสิงหาคมปี 2002 (Basic Principles on the Use of Restorative Justice Programmes in Criminal Matters) อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มีความยืดหยุ่นในการปรับใช้ในกระบวนการยุติธรรมภายใต้เงื่อนไขด้านกฎหมาย สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ และไม่มีผลกระทบต่ออำนาจหน้าที่ของรัฐในการฟ้องผู้ต้องหา กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์อาจถูกนำไปใช้ในทุกขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กับการลดจำนวนคดีเข้าสู่กระบวนการศาลในประเทศไทย

แนวคิดเรื่องกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เริ่มเข้ามาสู่วงการอาชญาวิทยาและงานยุติธรรมในประเทศไทย หลังจากการประชุม UN Crime Congress ครั้งที่ 9 เมื่อปี พ.ศ. 2538 อย่างไรก็ตาม กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ปรากฏอย่างเป็นทางการครั้งแรกในสังคมไทยในปี พ.ศ. 2545 ในการสัมมนาเรื่องกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: ทางเลือกใหม่สำหรับกระบวนการยุติธรรมไทย ต่อมาเมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม UN Crime Congress ครั้งที่ 11 ในปี พ.ศ. 2548 มีประเด็นอภิปรายกลุ่มเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำเสนอประสบการณ์การนำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไปใช้ในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น

กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีคดีที่เข้าข่ายใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ได้จำนวน 3,099 ราย จากจำนวนเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 30,033 ราย ในรอบปี พ.ศ. 2546 – 2547 คิดเป็นร้อยละ 10 ของปริมาณคดีทั้งหมด และได้จัดให้มีการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน จำนวน 1,972 ราย คิดเป็นร้อยละ 63.6 ของปริมาณคดีที่เข้าหลักเกณฑ์ พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาแก่เด็กและเยาวชนจำนวน 1,160 ราย คิดเป็นร้อยละ 97.4 และสั่งฟ้องเพียง 30 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.6 เท่านั้น จากสถิติดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนว่า โครงการกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ได้ช่วยทำให้คดีออกจากศาลเยาวชนและครอบครัวได้จำนวนไม่น้อย

ในปี พ.ศ. 2547 กรมคุมประพฤติได้นำกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในงานคุมประพฤติในรูปแบบเรียกว่า การประชุมฟื้นฟูสัมพันธภาพ (Victim-offender mediation) โดยได้จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในงานคุมประพฤติ และได้ทำการฝึกอบรมพนักงานคุมประพฤติที่จะทำหน้าที่นี้ในสำนักงานคุมประพฤติที่อยู่ในโครงการนำร่อง รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพคดีที่เข้ามาสู่งานคุมประพฤติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของงานสืบเสาะและพินิจมากที่สุด กล่าวคือ มีผู้เข้าร่วมประชุมกลุ่มอย่างน้อย 2 ฝ่าย คือ ผู้เสียหายและเครือข่าย และผู้กระทำผิดและเครือข่าย สำหรับชุมชนนั้นสามารถเข้าร่วมประชุมกลุ่มได้ในฐานะเหยื่อโดยอ้อม

ดังนั้น โดยหลักการของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์สามารถนำมาใช้ในงานของตำรวจได้ และน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากกว่าการนำมาใช้ในงานคุมประพฤติ เพราะหากมีการไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว ก็จะไม่มีการนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทำให้ผู้ที่กระทำผิดไม่มีประวัติต้องโทษทางอาญาติดตัวไป ช่วยลดโอกาสกระทำผิดซ้ำ ผู้เสียหายหรือเหยื่อได้รับการเยียวยาและความยุติธรรมตามที่พวกเขาต้องการ และชุมชนได้ความสงบสุขจากการที่ทุกฝ่ายสามารถที่จะกลับเข้าไปดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ทั้งยังช่วยให้จำนวนสถิติคดีอาญาลดลง และเป็นการลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัยการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบงานราชทัณฑ์ไทยเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซีย

หัวหน้าโครงการ : กฤษณพงค์ พูตระกูล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist