RC20313 (ปก)

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับการส่งออกของผู้ประกอบการไทย

การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในปัจจุบัน ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของกระบวนการซื้อและขายสินค้า การประกอบธุรกิจในปัจจุบันจึงต้องปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้การซื้อขายผ่านระบบ e-commerce หรือการซื้อขายสินค้าออนไลน์เป็นเรื่องทั่วไปที่ผู้คนเข้าถึงได้อย่างง่ายดายในปัจจุบัน

การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-commerce หมายถึง การนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ หากกล่าวโดยย่อก็คือ การประกอบธุรกิจที่สามารถจัดซื้อขายสินค้าและการให้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ซึ่งการเติบโตของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่ง ที่มีผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (Small-Medium Enterprises: SMEs) ที่ทำให้สามารถเข้ามามีบทบาทในการค้าระหว่างประเทศได้มากขึ้น

ฉะนั้น ในบทความนี้จะนำเสนอภาพรวมของการใช้ e-commerce จากโครงการวิจัย “บทบาทของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่อการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทย” โดยจะนำเสนอภาพรวมของการใช้ e-commerce เพื่อการส่งออกของผู้ประกอบการไทยว่ามีภาพรวมในการใช้ e-commerce อย่างไร มีปัญหาหรืออุปสรรครวมถึงโอกาสที่ได้จากการใช้  e-commerce เพื่อการส่งออกอย่างไรบ้าง

ภาพรวมของการใช้ e-commerce ของประเทศไทย

สำหรับภาพรวมของประเทศไทยในการใช้ e-commerce ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของการซื้อสินค้าออนไลน์ในระดับที่สูง โดยอัตราการเติบโตของยอดขาย e-commerce ของประเทศไทยอยู่ที่ 3.65% ต่อปี จนถึงปี 2015 และในปี 2016 มีอัตราการเติบโตถึงประมาณ 18% โดยหากคิดเป็นมูลค่ารวม มูลค่าการซื้อขายผ่าน e-commerce ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2015 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2021 อีกทั้งหากเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถือได้ว่าเป็นภูมิภาคที่เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตของการใช้ e-commerce เร็วที่สุดภูมิภาคหนึ่งของโลก โดยประเทศไทยมีมูลค่าการซื้อขายผ่าน e-commerce เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย โดยที่มีสัดส่วนการค้าผ่าน e-commerce ต่อการค้าปลีกทั้งหมดของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ในปี 2015 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6 ในปี 2025 การเติบโตดังกล่าวเป็นผลมาจากการเพิ่มการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภค รวมถึงการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ และ e-payment ของประเทศไทย

ในส่วนของรูปแบบการซื้อขายผ่าน e-commerce ของประเทศไทย จะมี 3 ลักษณะ อย่างแรกคือ B2B: Business to Business คือการซื้อขายสินค้าและบริการในลักษณะธุรกิจสู่ธุรกิจ เช่น การทำธุรกรรมระหว่างบริษัท อย่างที่สองคือ e-commerce ในลักษณะ B2C: Business to Consumer คือ การซื้อขายสินค้าและบริการในลักษณะธุรกิจสู่ผู้บริโภค เช่น ร้านค้าออนไลน์ทั่วไปต่าง ๆ และอย่างสุดท้ายของรูปแบบ e-commerce ในไทย คือ C2C: Consumer to Consumer ที่เป็นการซื้อขายสินค้าและบริการกันระหว่างผู้บริโภค เช่น การขายสินค้ามือสองออนไลน์ เป็นต้น

ทางด้านของการใช้ e-commerce เพื่อการค้าปลีก จะแบ่งเป็นลักษณะ B2C: Business to Consumer ร้อยละ 52 และ C2C: Consumer to Consumer ร้อยละ 48 โดยมีแพลทฟอร์มที่สำคัญในการค้าปลีกผ่าน e-commerce ในลักษณะ B2C คือ Lazada และ Shopee และมีแพลทฟอร์มที่สำคัญสำหรับการค้าปลีกผ่าน e-commerce ในลักษณะ C2C คือ Facebook กล่าวโดยสรุปคือ ในด้านการค้าปลีก หากเป็นการซื้อขายสินค้าจากร้านค้าออนไลน์สู่ผู้บริโภค คนไทยจะนิยมซื้อขายผ่าน Lazada และ Shopee เป็นหลัก แต่หากเป็นการซื้อขายกันเองระหว่างผู้บริโภค อาทิ การลงขายสินค้าจำพวกเสื้อผ้ามือสอง คนไทยจะนิยมซื้อขายผ่าน Facebook เป็นหลัก

นอกจากนี้ ในส่วนของการใช้ e-commerce ข้ามพรมแดนของประเทศไทยนั้น ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของ e-commerce ข้ามพรมแดนในช่วงปี 2015 – 2018 ประมาณร้อยละ 22 – 25 และคาดการณ์ว่าจะมีธุรกรรมทางด้าน e-commerce ข้ามพรมแดนแบบ B2C เพิ่มสูงขึ้นเป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 อีกทั้งยังพบว่าในมุมของผู้ประกอบการไทยมีการใช้ e-commerce เพื่อการส่งออก เป็นสัดส่วนร้อยละ 10.34 ของผู้ประกอบการที่ได้ใช้ e-commerce ทั้งหมด โดยสินค้าส่งออกหลักจะอยู่ในหมวด บ้านและสวน งานหัตถกรรม อุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์กลางแจ้ง สินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง อาหาร และหนังสือหรือไฟล์เสียง โดยตลาดส่งออกหลักจะประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน และช่องทางการส่งออกหลัก ได้แก่ trade platform ซึ่งประกอบไปด้วย eBay (51%) Amazon (44%) Etsy (20%) และ Alibaba (15%)

การส่งออกสินค้าผ่าน e-commerce ของไทย

จากแพลทฟอร์มที่เป็นช่องทางการส่งออกหลักผ่าน e-commerce ของไทยข้างต้น คือ eBay Amazon หรือ Alibaba ในแต่ละแพลทฟอร์มก็จะมีลักษณะเฉพาะ สินค้าสำคัญ หรือ กลุ่มเป้าหมายในการส่งออกที่ต่างกันออกไป อย่างเช่น eBay ที่อาจถือได้ว่าเป็น trade platform ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ค้า e-commerce ในการใช้ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ หากดูจากสัดส่วนการส่งออกผ่าน e-commerce ที่ eBay มีสัดส่วนมากที่สุด โดยประเทศที่ผู้ค้าไทยมีการส่งออกสินค้าไปมากที่สุด จากข้อมูลของ eBay ประกอบไปด้วย 1) สหรัฐอเมริกา 2) อังกฤษ 3) ออสเตรเลีย 4) แคนาดา 5) เนเธอร์แลนด์ 6) เยอรมัน และ 7) ฝรั่งเศส โดยมีหมวดสินค้าที่ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเติบโตที่สูง คือ สินค้าจำพวก เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และสุขภาพและความงาม

สำหรับ Amazon มีสินค้าสำคัญคือสินค้าจำพวก อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องกีฬา บ้านและสวน หนังสือ สุขภาพและความงาม สินค้าหัตถกรรม อัญมณีและเครื่องประดับ โดย Amazon มีลักษณะเฉพาะตัว คือ การค้าสินค้าที่เป็น digital format เช่น e-book ที่มีผู้ค้าส่วนหนึ่งผันตัวมาจากการส่งออกหนังสือ textbook เปลี่ยนมาเป็นการค้า e-book แทน

ส่วนการส่งออกผ่าน e-commerce ของไทยสู่ตลาดประเทศจีน ไทยมีการส่งออกที่ประสบความสำเร็จผ่าน Tmall Global โดยมีสินค้าขายดีคือ หมอนยางพารา เครื่องสำอาง ข้าว ทุเรียน มังคุดอบแห้ง มะม่วงอบแห้ง และรังนก โดยในกลุ่มประเทศ One belt One road ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าผ่าน Tmall global สูงสุดในปี 2016 ตามมาด้วย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอิสราเอล

ปัญหาและอุปสรรคจากการใช้ e-commerce เพื่อการส่งออกของไทย

ปัญหาและอุปสรรคจากการใช้ e-commerce เพื่อการส่งออกของไทย จำแนกได้ออกเป็น 4 ด้าน คือ ด้านตลาด ด้านการบริหารจัดการ ด้านระบบการชำระเงิน และด้านโลจิสติกส์ โดยมีรายละเอียดของปัญหาในแต่ละด้านดังต่อไปนี้

  • ด้านตลาด

มีปัญหาและอุปสรรคในเรื่องความรุนแรงจากการแข่งขัน ผู้ประกอบการ e-commerce ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูง ทั้งจากผู้ขายต่างประเทศและในประเทศในสินค้าประเภทเดียวกัน จึงทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงและการตัดราคา อีกทั้งธุรกิจการขายสินค้าผ่าน e-commerce มีความไม่แน่นอนในสินค้าผู้บริโภคค่อนข้างสูง เช่น 15 ปีที่แล้ว ผู้ประกอบการไทยจำนวนมาก ทำการส่งออกสินค้าประเภทหนังสือที่เป็น international edition ไปขายผ่าน Amazon หรือ half.com แต่ในปัจจุบันรูปแบบการบริโภคเปลี่ยนไปเป็นการบริโภคหนังสือที่เป็น digital format ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านอุปสงค์ที่เกิดขึ้น และบางครั้งอาจจะต้องหาสินค้าประเภทใหม่ไปขายทดแทนสินค้าเดิมที่หมดความต้องการไป

  • ด้านการบริหารจัดการ

มีปัญหาในเรื่องของการที่ผู้ประกอบการ ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องลิขสิทธิ์หรือกฎระเบียบของแพลทฟอร์ม รวมถึงปัญหาในเรื่องนิติบุคคล ที่ผู้ค้า e-commerce ของประเทศไทยมองว่า กระบวนการการจดทะเบียนนิติบุคคลของประเทศไทยมีความยุ่งยาก สร้างภาระต้นทุนที่สูงในเรื่องของระบบบัญชี การตรวจสอบบัญชี และการเข้าสู่ระบบ VAT

  • ด้านระบบการชำระเงินการขายผ่าน e-commerce

เพื่อการส่งออกของประเทศไทย มักจะใช้ระบบการชำระเงินแบบ online payment เช่น ผ่าน PayPal ซึ่งมีการคิดค่าธรรมเนียมของธุรกรรมที่สูง (ร้อยละ 3.9) สร้างต้นทุนที่สูงต่อผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ยังมีอุปสรรคในเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และค่าธรรมเนียมในการโอนเงินกลับที่สูง

  • ด้านโลจิสติกส์

การส่งสินค้าจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศโดยมากจะทำผ่านไปรษณีย์ไทย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และอาจมีความล่าช้า หรือผ่าน DHL ซึ่งมีต้นทุนในการขนส่งที่สูงมาก แม้จะได้รับสินค้ารวดเร็วก็ตาม ทำให้สินค้าหลายชนิดของประเทศไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดใหญ่หรือน้ำหนักเยอะ แม้จะเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูง

โอกาสที่ได้จากการใช้ e-commerce เพื่อการส่งออก

ถึงแม้จะดูมีปัญหาและอุปสรรคในหลายด้าน สำหรับการใช้ e-commerce เพื่อการส่งออกของไทย แต่ทั้งนี้ การใช้ e-commerce เพื่อการส่งออก สามารถที่จะเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการได้ เช่น เป็นการขยายตลาด โดยเฉพาะการขยายตลาดไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีกำลังซื้อสูง จึงช่วยให้จำหน่ายสินค้าได้โดยมีมูลค่าของสินค้าเพิ่มมากขึ้น หรือจะเป็นการช่วยให้ผู้ผลิตหรือผู้ขายในประเทศ สามารถเข้าถึงผู้บริโภคสุดท้ายในต่างประเทศได้โดยตรง เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อความต้องการของผู้บริโภคขั้นสุดท้าย ที่ทำให้สามารถออกแบบสินค้าได้ตรงความต้องการผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และสามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่ตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้นด้วยราคาที่ต่ำลง เพราะเป็นการตัดพ่อค้าคนกลางในต่างประเทศ

นอกจากนั้น การใช้ e-commerce ยังเป็นการเพิ่มความสะดวกในการเข้าสู่ตลาดผู้ประกอบการขนาดเล็ก เนื่องจากมีการให้ความช่วยเหลือจาก platform ต่าง ๆ เช่น การแปลภาษา ระบบการคำนวณภาษี การประมาณภาษีศุลกากร การจัดการขนส่งด้วยระบบ bonded warehouse หรือ fulfillment ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถดำเนินการส่งออกได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กในการจัดการกับออเดอร์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้โดยไม่ติดปัญหาจากข้อจำกัดด้านเงินทุน หรือกำลังการผลิตและการบริหารจัดการ

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “บทบาทของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่อการค้าระหว่างประเทศในประเทศไทย”

หัวหน้าโครงการ : โสตถิธร มัลลิกะมาส
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง & กราฟิก ธนภัทร ทองสอน
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย

 

 

00:00
00:00
Empty Playlist