RC20311 (ปก)

การคุ้มครองเหยื่อค้ามนุษย์

การค้ามนุษย์ถือได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายเนื่องจากเป็นการกดขี่ข่มเหงและทารุณกรรม ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายประเทศกำลังเผชิญและบั่นทอนความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ โดยการค้ามนุษย์มักจะโยงใยสู่รูปแบบอาชญากรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ปัญหายาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง การค้าประเวณี เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันรูปแบบของการค้ามนุษย์ก็ได้มีการพัฒนาไปจากเดิมและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นตามความก้าวหน้าทางเส้นทางคมนาคมและเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร

ประเทศไทยเองได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ขึ้นในปี พ.ศ. 2551 โดยถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยได้พยายามป้องกันและแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงพบว่ามีความท้าทายจากการปฏิบัติงานอยู่หลายประการ เริ่มตั้งแต่การรับแจ้งเหตุที่พบปัญหาเจ้าหน้าที่ขาดทักษะในการคัดแยกผู้เสียหาย ปัญหาด้านการคุ้มครองความปลอดภัยแก่ผู้เสียหายและการคุ้มครองพยาน และข้อจำกัดในเรื่องภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร เป็นต้น ซึ่งจากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า รูปแบบการค้ามนุษย์ส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางด้านเพศ โดยในปี พ.ศ. 2556 พบว่า จากจำนวนคดีการค้ามนุษย์ทั้งหมด 674 คดี คิดเป็นรูปแบบทางเพศ 520 คดี และในปี พ.ศ. 2557 จำนวนคดีทั้งหมด 280 คดี คิดเป็นรูปแบบทางเพศถึง 222 คดี

ซึ่งพื้นที่ในภาคเหนือตอนบนของไทยโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดแพร่ พบว่า สถานการณ์การค้ามนุษย์ในรูปแบบการแสวงหาประโยชน์ทางเพศนั้นตกอยู่ทั้ง 3 สถานะ คือเป็นทั้งต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางของเส้นทางการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้น และเป็นพื้นที่ที่มีบุคลากรผู้ปฏิบัติงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งมีประสบการณ์การทำงานทั้งในด้านการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี

สถานการณ์การค้ามนุษย์ในเขตภาคเหนือตอนบน

  • จังหวัดเชียงใหม่

รูปแบบการค้ามนุษย์ที่พบมากที่สุดคือ การค้าประเวณี ซึ่งเป็นจากสภาพภูมิศาสตร์ที่มีพื้นที่ชนบทจำนวนมาก สภาพสังคมที่มีสถานที่บริการและสถานประกอบการจำนวนมาก ทำให้เชียงใหม่เป็นทั้งต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางสำหรับการค้าประเวณี ซึ่งพบทั้งรูปแบบสมัครใจและบังคับให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ขายบริการ โดยหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายประกอบไปด้วย หน่วยงานภาครัฐทั้งระดับจังหวัด ภูมิภาค และองค์กรพัฒนาเอกชนหลายองค์กร

  • จังหวัดเชียงราย

นอกจากเชียงรายจะมีพื้นที่อยู่ติดกับประเทศพม่าและลาวแล้ว ยังมีจุดผ่านที่ทำให้ประชากรเคลื่อนย้ายเดินทางกันไปมา ทำให้มีสถานการณ์การค้ามนุษย์ในหลายมิติ คือมีกลุ่มเสี่ยงต่อการตกเป็นผู้เสียหาย เช่น กลุ่มแรงงาน เด็กเร่ร่อน เด็กจรจัด และขอทาน หรือกรณีที่ครอบครัวเป็นผู้ส่งเด็กเอง ส่วนเครือข่ายที่คุ้มครองผู้เสียหายได้มีทีมสหวิชาชีพในจังหวัดเชียงรายที่ทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน รวมถึงทำงานร่วมกับศูนย์ไร้ที่พึ่งเพื่อลดจำนวนขอทานในเมือง และทำงานเชิงป้องกันในชุมชนกับเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยง เช่น การทำกิจกรรมกับกลุ่มเด็กเร่ร่อน การเสริมสร้างความรู้การป้องกันเกี่ยวกับการค้ามนุษย์

  • จังหวัดแพร่

คดีการค้ามนุษย์เกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องการค้าประเวณีเด็ก โดยเด็กที่เป็นผู้เสียหายนั้นมาจากครอบครัวยากจน มีปัญหาครอบครัว ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือพ่อแม่แยกทางกัน ทำให้เด็กต้องออกมาอยู่ตามลำพังหรืออยู่กับเพื่อน จึงถูกเพื่อนซึ่งค้าประเวณีอยู่แล้วชักชวนให้มาทำด้วย โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งตัวพวกเขามองว่าการค้าประเวณีทำให้ตนเองได้เงินมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายจึงไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้เสียหาย ทำให้ไม่เกิดความร่วมมือในกระบวนการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครอง อย่างไรก็ตามมีความช่วยเหลือจากทีมสหวิชาชีพในจังหวัดแพร่ที่ทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน คือ “ศูนย์การสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” และเนื่องจากผู้เสียหายส่วนใหญ่นี้เป็นเด็กที่มีปัญหาครอบครัวหรือไม่ได้อาศัยอยู่กับครอบครัว ทีมสหวิชาชีพจึงมีการปรับรูปแบบการทำงานโดยให้โรงเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับผู้เสียหายเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครอง

ในภาพรวมสถานการณ์ปัญหาการค้ามนุษย์ในภาคเหนือตอนบนนี้ พบว่า สถานการณ์ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นไปในรูปแบบการแสวงประโยชน์ทางเพศ โดยเฉพาะการค้าประเวณีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงราย และจังหวัดแพร่ ส่วนมากพบว่าผู้เสียหายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เข้าสู่ธุรกิจทางเพศด้วยความสมัครใจ (เป็นส่วนใหญ่) และถูกบังคับ ความท้าทายในช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่า รูปแบบการค้ามนุษย์ มีการติดต่อและเป็นธุระจัดหาผ่านทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทั้งหญิงและชายคือเป้าหมายของการแสวงหาผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อบริการผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) ซึ่งผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะในการสืบสวนและการดำเนินคดีจำเป็นต้องเข้าถึงและติดตามให้เท่าทัน เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานรวมถึงการเข้าถึงผู้เสียหายหรือกลุ่มเสี่ยงเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป

ปัญหาในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนในการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์นี้ก็ยังมีปัญหาและอุปสรรคในแต่ละส่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข ขั้นตอนเหล่านั้นประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังนี้

  • การรับแจ้งเหตุ

มีกลไกในการรับแจ้งเหตุที่ดี เป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่ แต่การจัดทีมลงพื้นที่หลังรับแจ้งเหตุยังไม่รวดเร็วทันที เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องบุคคลากรที่มีจำนวนน้อย ดังนั้น ควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ในการเพิ่มบุคลากรให้สามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม

  • การสืบค้นข้อเท็จจริง     

ผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมและกฎหมายขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและไม่ได้รับการฝึกอบรม ทำให้เป็นอุปสรรคในการได้มาซึ่งข้อเท็จจริง รวมถึงอุปสรรคในเรื่องล่าม เนื่องจากการลงพื้นที่ในภาคเหนือตอนบนที่นอกจากจะใช้ล่ามพม่าแล้ว ยังต้องการภาษาของกลุ่มชาติพันธ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ไทใหญ่ ม้ง ลีซู เป็นต้น จึงควรจัดฝึกอบรบเชิงปฏิบัติการเรื่องเทคนิคการสืบค้นข้อเท็จจริงให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจัดกิจกรรมการประชุมเพื่อพบปะล่ามในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เพื่อสร้างองค์ความรู้เพิ่มเติม

  • การช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหาย

สำหรับการช่วยเหลือคุ้มครองผู้เสียหายนั้นมีปัญหาในด้านการคัดกรองผู้เสียหาย และการทำงานเชิงบูรณาการของวิชาชีพต่าง ๆ เนื่องจากการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์นั้นมีความซับซ้อน ดังนั้น การประชุมอย่างสม่ำเสมอร่วมกัน จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน รวมถึงยังทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งอีกหนึ่งกลไกในการปฏิบัติงานที่รัฐควรสนับสนุนและรักษาเครือข่ายให้เข้มแข็งคือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในพื้นที่ เนื่องจากมีความคล่องตัวสูงสามารถเข้าถึงและได้รับความเชื่อถือจากกลุ่มเป้าได้หมายมากกว่า

  • การดำเนินคดี

โดยภาพรวมมีการทำงานเชิงบูรณาการที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อท้าทายในกระบวนการสอบสวนที่หากผู้เสียหายเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จะต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งต้องเชิญทีมสหวิชาชีพมาร่วมสอบปากคำด้วย ทำให้เกิดความยุ่งยากในการสอบสวน และทำให้หลายกรณีถูกตัดตอนในกระบวนการชั้นพนักงานสอบสวนออกไป แนวทางแก้ไขคือ ควรประสานความเข้าใจในการทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับนักสังคมสงเคราะห์ สร้างเครือข่าย ความสัมพันธ์ และขยายความร่วมมือในการทำงาน การใช้ซีดีในการช่วยบันทึกช่วงสอบปากคำ

  • การฟื้นฟูเยียวยา

กลไกการฟื้นเยียวยานั้นมี 2 ทาง ทางแรกคือ การเยียวยาทางแพ่ง โดยกระบวนการดำเนินคดีฟ้องร้องให้กับเหยื่อนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงและใช้เวลานาน รวมถึงผู้เสียหายเองมีความกลัวว่าจะถูกแก้แค้นและความไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเหยื่ออย่างมากในการเข้าถึงกระบวนการทางกฎหมาย ทางที่สองคือ การเยียวยาทางกาย จิตใจ สังคม เป็นการฟื้นฟูผู้เสียหายที่อยู่ในความดูแล ไม่ว่าจะเป็นการจัดสถานที่ให้ปลอดภัยและเหมาะสม ให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร รวมถึงจิตใจ แต่อาจจะต้องมีการทบทวนและหาแนวทางใหม่ ๆ ที่จะทำงานร่วมกับผู้เสียหายรวมทั้งครอบครัว และชุมชน โดยอาจมีเวทีในการแลกเปลี่ยนพูดคุยเรื่องการขอรับทุนสนับสนุนการทำงานเพื่อผู้เสียหาย

  • การคืนสู่สังคม

กระบวนการนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อการฟื้นฟูเยียวยาประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ผู้เสียหายจะต้องไว้ใจและทำงานอย่างมีส่วนร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อความชัดเจนในการวางแผนชีวิต อย่างไรก็ดี พบว่า ยังขาดระบบการติดตามและประเมินผลการทำงานหลังจากส่งผู้เสียหายคืนสู่สังคม โดยผู้เสียหายมักถูกทอดทิ้งในการติดตามผลฟื้นฟู ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าการช่วยเหลือนั้นมีผลอย่างไร ดังนั้น หน่วยงานที่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลผู้เสียหายในเบื้องต้นคือ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนั้น ๆ

  • การป้องกัน

แม้ว่าหน่วยงานรัฐจะมีการจัดกิจกรรมการป้องกันหรือเฝ้าระวังปัญหาการค้ามนุษย์ในระดับชุมชนหลายรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมทุกพื้นที่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังคนและทรัพยากร ดังนั้น จึงควรมุ่งเน้นการทำงานในการสร้างเครือข่ายในระดับพื้นที่ให้มากขึ้น โดยบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ครอบครัว โรงเรียน และภาคประชาชน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การพัฒนากลไกการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในรูปแบบการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

หัวหน้าโครงการ : ชไมพร รุ่งฤกษ์ฤทธิ์
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง & กราฟิก ณภัชนิศา วัฒนาเขมาภิรัต
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist