RC20307 (ปก)

การปรับตัวของเกษตรกรสวนยางในการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ในปี พ.ศ. 2558 ภูมิภาคอาเซียนได้มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ ในนาม “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC)” ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกรวม 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และบรูไน โดยการรวมกลุ่มในรูปแบบดังกล่าวมีการเปิดตลาด และสามารถทำการเคลื่อนย้ายสินค้าโดยไม่มีกำแพงภาษี รวมถึงมีการเปิดเสรีด้านการบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมือ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากขนาดของตลาดและฐานการผลิตร่วมกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน

โดยผลจากการรวมกลุ่มคาดว่าจะทำให้อุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนลดลง รวมทั้งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรในตลาดโลกให้สูงขึ้น แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ “ความคล้ายคลึงกันของสินค้าเกษตร” เนื่องจากแต่ละประเทศที่มีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลให้มีสภาพภูมิอากาศที่คล้ายคลึงกัน พืชที่เพาะปลูกในพื้นที่จึงมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเช่น “ยางพารา” ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนสามารถผลิตได้

การเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของไทย ย่อมส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องเผชิญกับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบ ทั้งในทางตรงและทางอ้อมที่จะเกิดขึ้น อันเนื่องมาจากโอกาสและความท้าทายทั้งจากภายในและภายนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น เกษตรกรชาวสวนยางจึงจำเป็นต้องมีการรับรู้ผลกระทบดังกล่าว และมีการปรับตัวในด้านต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากร ทุนทางวัฒนธรรม โอกาสของการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมไปถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมที่เกษตรกรชาวสวนยางเผชิญอยู่ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมไปถึงอุตสาหกรรมยางพาราที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านต่าง ๆ ให้พร้อมต่อการแข่งขัน เพื่อความอยู่รอดภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

อุตสาหกรรมยางพาราในประเทศไทย

ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ถือเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก ในปี พ.ศ. 2558 ทั้งสามประเทศมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมกัน 46.72 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 59.91 ของพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมดของโลก และมีผลผลิตยางพารารวมทั้งสิ้น 8.21 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 67.10 ของผลผลิตยางพาราทั้งหมดในโลก โดยประเทศไทยมีผลผลิตยางพารามากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของโลก ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524 จนถึงปัจจุบัน

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก แต่ยางพาราส่วนใหญ่ ถูกส่งออกในรูปของวัตถุดิบ เช่น ยางแท่ง ยางคอมปาวด์ ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้น โดยในปี พ.ศ. 2526 ประเทศไทยส่งออกยางพาราในรูปวัตถุดิบสูงถึงร้อยละ 90 ของปริมาณการผลิตยางพารารวมทั้งประเทศ (1,297 พันตัน) จนกระทั่งปี พ.ศ. 2555 สัดส่วนดังกล่าวยังคงสูงเช่นเดิม (2,254 พันตัน) หรือ คิดเป็นร้อยละ 90 ของปริมาณการผลิตยางพารารวมทั้งประเทศ

สำหรับปัจจัยด้านราคา ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราเป็นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2545 ยางแผ่นรมควันชั้น 3 มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 180.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น รวมทั้งเกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ชาวนา ชาวสวนผลไม้ ชาวไร่ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกพืชชนิดเดิมมาเป็นยางพารากันมากขึ้น เนื่องจากมีราคายางพาราเป็นสิ่งจูงใจ ทั้ง ๆ ที่พื้นที่เหล่านั้นไม่เหมาะสมต่อการปลูกยางพาราก็ตาม

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ราคายางพาราที่เพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าว กลับคงอยู่ในระดับเดิมได้ไม่นาน ราคายางพารากลับปรับตัวลดลงเป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นข้อเรียกร้องจากเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาบรรเทาความเดือดร้อนในขั้นต้น และบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบอย่างจริงจัง

สำหรับโครงสร้างของโซ่อุปทานยางพาราของประเทศไทย มีความเชื่อมโยงตั้งแต่โซ่อุปทานต้นน้ำ คือ น้ำยางสด ยางแผ่นดิบ ยางก้อนถ้วย และเศษยาง ซึ่งผลผลิตยางพาราเหล่านี้จะถูกส่งไปยังโซ่อุปทานกลางน้ำ เพื่อทำการแปรรูปให้อยู่ในรูปวัตถุดิบสำหรับโซ่อุปทานปลายน้ำ ได้แก่ น้ำยางข้น ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง และยางอื่น ๆ เช่น ยางผสม หรือยางคอมปาว์ด ส่วนโซ่อุปทานปลายน้ำจะนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ยางพารา เช่น ถุงมือยาง ท่อยางไฮโดลิก ราวจับบันไดเลื่อน ยางล้อรถยนต์ ฯลฯ

แม้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกยางพารามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ยางพาราที่ส่งออกส่วนใหญ่อยู่ในรูปของวัตถุดิบ หรือสินค้าขั้นกลาง ประกอบกับเกษตรกรชาวสวนยางส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย อีกทั้งโซ่อุปทานยางพารายังขาดความสมดุล เนื่องจากโซ่อุปทานต้นน้ำและกลางน้ำมีจำนวนมากกว่า แต่กลับสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อยกว่าโซ่อุปทานปลายน้ำ

การรับรู้ผลกระทบของผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางจากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

จากผลการสำรวจของศูนย์วิจัยของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พบว่า เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังขาดการรับรู้ในเรื่องเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แม้ว่าหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐจะพยายามประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูล ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและประชาชนเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในระดับหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว เป็นเรื่องของหน่วยงานราชการหรือรัฐบาลเท่านั้น และยังไม่รู้สึกว่าตนเองได้รับผลกระทบโดยตรงจากความร่วมมือของอาเซียนเท่าใดนัก จึงไม่เห็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมของการเรียนรู้เพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการรับรู้ดังกล่าวอาจเป็นไปเพียงผิวเผิน เนื่องจากการเรียนรู้ไม่มีความต่อเนื่อง

อีกทั้งนโยบายของรัฐอาจไม่ได้คำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกร รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เกษตรกรดำรงอยู่มากนัก จึงปรากฏเป็นภาพที่เกษตรกรเป็นฝ่ายรับนโยบายเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของการพัฒนา

ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยางพารามีการรับรู้ผลกระทบจากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจำนวนน้อย เนื่องจากผู้ประกอบการเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูงในเรื่องอุตสาหกรรมยางพารา อันเป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจยางพาราในระดับโลกมาเป็นระยะเวลานาน โดยผู้ประกอบการเห็นว่าอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออกยางพารารายอื่น เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการได้มีการปรับตัวในด้านต่าง ๆ มาเป็นระยะเวลานานแล้ว

สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางมีการรับรู้ผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ จากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในระดับมาก โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจได้รับทั้งทางบวกและทางลบ เช่น ในเรื่องของรายได้จากการขายผลผลิตยางพาราและราคาผลผลิตยางพารา น่าจะได้รับผลกระทบทางบวก แต่ในเรื่องของแรงงานน่าจะได้รับผลกระทบทางลบ เช่น แรงงานในการทำสวนยางมีการเคลื่อนย้ายไปทำงานนอกพื้นที่ หรือเคลื่อนย้ายไปต่างประเทศมากขึ้น ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน และค่าจ้างแรงงานปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น

ในส่วนการปรับตัวของเกษตรกรชาวสวนยางจากการร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนพบว่า มีเกษตรกรชาวสวนยางบางส่วนที่มีการปรับตัวในด้านต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตยางพาราให้สูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นผลมาจากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยตรง และมีเกษตรกรชาวสวนยางเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการปรับตัวอันเนื่องมาจากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

โดยสรุปจากการวิจัย พบว่า ทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรนั้น ยังไม่ได้ให้ความสนใจและความสำคัญจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมากเท่าที่ควร ภาครัฐควรเป็นเสาหลักในการพัฒนาประสิทธิภาพและการแข่งขันของอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทย

ข้อเสนอมาตรการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราไทย

  • มาตรการที่ 1 มาตรการสร้างความสมดุลของโซ่อุปทานยางพารา

    โดยการเพิ่มผลผลิตของโซ่อุปทานปลายน้ำให้มากขึ้น เนื่องจากผลผลิตมีมูลค่าสูง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐเกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยียางพารา

  • มาตรการที่ 2 มาตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมขนส่งและท่าเรือ โดยการพัฒนาให้เกิดความเชื่อมโยงของระบบการขนส่งสินค้า ทั้งทางถนน ทางราง และทางเรือ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการ และยังเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

  • มาตรการที่ 3 มาตรการสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อแสวงหาโอกาสจากการเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา

    โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางมีการแปรรูป หรือเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพารา เช่น การสนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตยางแผ่นรมควันอัดก้อนมาตรฐาน GMP ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อส่งออก

  • มาตรการที่ 4 มาตรการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

    รวมถึงการจัดอบรมให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อที่สามารถเข้าใจง่าย

  • มาตรการที่ 5 มาตรการส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับราคายางพารา

    ทั้งการส่งเสริมการใช้ยางพาราและการควบคุมอุปทานยางพาราภายในประเทศ

  • มาตรการที่ 6 มาตรการส่งเสริมความหลากหลายของกิจกรรมการผลิตทางการเกษตรในระบบการผลิตยางพารา เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีภูมิคุ้มกันเมื่อประสบกับภาวะราคายางพาราตกต่ำ

    ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมระบบการปลูกพืชร่วมยาง (พืชที่สามารถปลูกควบคู่กับการปลูกยางได้) หรือการเลี้ยงสัตว์ในสวนยาง ดังนั้น ควรมีการศึกษาถึงรูปแบบที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และจัดอบรมเกี่ยวกับระบบการผลิตยางพาราที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันแก่เกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงการแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรการนี้

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การรับรู้ผลกระทบและการปรับตัวของเกษตรกรชาวสวนยางพาราและอุตสาหกรรมยางพาราจากการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กรณีศึกษาจังหวัดสงขลา”

หัวหน้าโครงการ : พลากร สัตย์ซื่อ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง  นพรดา คำชื่นวงศ์
กราฟิก  ชนกนันท์ สราภิรมย์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน กัณณพิชญ์ชา แก้ววิลัย
00:00
00:00
Empty Playlist