messageImage_1626987461610

ทิศทางในการบริหารจัดการร้านค้าข้างทาง

การค้าข้างทาง (Street vending) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า หาบเร่แผงลอย เป็นการประกอบอาชีพอิสระในเศรษฐกิจนอกระบบ ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งมีผู้ประกอบอาชีพนี้จำนวนมาก การค้าข้างทางจึงเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ โดยการค้าข้างทางสามารถพบเห็นได้ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา แต่วัฒนธรรม พฤติกรรมการบริโภค ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทำให้แต่ละประเทศมีระเบียบ กฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อจำนวนผู้ขายสินค้าข้างทางด้วย

ตัวอย่างเช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกามีประวัติการไล่รื้อการค้าข้างทางในเมืองนิวยอร์ค ระหว่างปี พ.ศ. 2483 – 2486 โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยและความไม่เป็นธรรมด้านการแข่งขัน เนื่องจากผู้ค้าตามห้างร้านต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประกอบการสูงกว่า จึงสนับสนุนให้รัฐกำหนดระเบียบต่าง ๆ เพื่อสกัดกั้นการค้าข้างทาง รวมทั้งสนับสนุนการออกแบบในการใช้พื้นที่ของเมืองอำนวยความสะดวกให้การค้าสมัยใหม่ แต่อย่างไรก็ตามในสหรัฐอเมริกาก็มีกระแสการสนับสนุนการค้าข้างทาง ในปี พ.ศ. 2542 มีผู้เสนอให้รัฐบาลท้องถิ่นขยายพื้นที่การประกอบอาชีพให้ผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ผู้คนเหล่านี้มีโอกาสประกอบอาชีพสุจริต ไม่เป็นภาระด้านสวัสดิการสังคมและลดปัญหาสังคม

ในประเทศกำลังพัฒนาไม่ว่าจะเป็น ประเทศไทย สาธารณรัฐอินเดีย ประเทศในอเมริกาใต้ หรือแอฟริกา มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันคือ มีจำนวนผู้ค้าข้างทางเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ค้าก็เผชิญกับการจำกัดโดยรัฐมากขึ้น และมีทั้งผู้ที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนให้มีการค้าข้างทาง โดยฝ่ายที่สนับสนุนให้ความสำคัญกับการให้โอกาสที่เท่าเทียมแก่ประชาชน โดยเฉพาะคนที่ยากจนและด้อยโอกาสในการมีชีวิตในเมือง การค้าข้างทางสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนจำนวนมาก ทำให้คนเหล่านั้นสามารถพึ่งตนเอง ไม่เป็นภาระต่อสวัสดิการ ลดปัญหาสังคม อีกทั้งการค้าในลักษณะนี้ยังทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ผู้บริโภคสามารถหาซื้อสินค้าในราคาย่อมเยา ในส่วนผู้ที่ไม่สนับสนุนมองว่า การประกอบอาชีพอิสระบนพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า ถนน ซอย หรือพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งประชาชนทั่วไปมีสิทธิในการใช้พื้นที่เช่นกัน ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย กีดขวางทางสัญจร ผู้ค้าข้างทางไม่ต้องเสียภาษีจึงไม่เป็นธรรมต่อผู้ค้าในระบบที่ต้องเสียภาษีและท้องถิ่นก็ขาดรายได้ นอกจากนั้นพบปัญหาคุณภาพของสินค้า ในกรณีที่ขายอาหาร มีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับสุขอนามัย เช่น ความสะอาด สุขลักษณะในกระบวนการผลิตและการขาย ทั้งนี้ยังรวมถึงมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพของอาหารที่ขายด้วย

ความเป็นมาของการค้าข้างทางในกรุงเทพมหานคร

สำหรับประเทศไทย ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับการค้าข้างทางไม่ต่างจากประเทศอื่น ๆ ความพยายามในการจำกัดการค้าข้างทางมีมาตลอด นับตั้งแต่การสถาปนากรุงเทพมหานคร แต่ก็มีลักษณะผ่อนปรนมาตลอดเช่นกัน การค้าข้างทางในกรุงเทพมหานครมีมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ ผู้ค้ารุ่นแรก ๆ เป็นชาวจีนที่อพยพย้ายถิ่นมาแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในประเทศไทย ส่วนชาวไทยเข้ามาประกอบอาชีพนี้มากขึ้นภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และในช่วงต้นและกลางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีผู้ขายสินค้าข้างทางมากขึ้น โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากปัญหารายได้ภาคเกษตรตกต่ำและการย้ายถิ่นเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

พัฒนาการที่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ การประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มีการผ่อนผันให้จำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะได้ จากพระราชบัญญัตินี้กรุงเทพมหานครได้กำหนดจุดผ่อนผันทำการค้าได้ 499 จุด และกำหนดพื้นที่ห้ามประกอบอาชีพ ต่อมาหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 การค้าข้างทางมีบทบาทสำคัญในการสร้างอาชีพทั้งแรงงานและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนของปรากฏการณ์ที่ประชาชนที่มีการศึกษาสูงและมีสถานภาพทางเศรษฐกิจดีเข้ามาประกอบอาชีพการค้าข้างทางมากขึ้น ซึ่งต่างจากลักษณะเดิมของผู้ค้าที่มักเป็นผู้มีทางเลือกจำกัดหรือเข้าสู่อาชีพด้วยความจำเป็น

ในด้านผู้ค้า การศึกษาเกี่ยวกับการค้าหาบเร่แผงลอยในกรุงเทพมหานครระยะหลังพบว่าผู้ค้าที่เป็นชนชั้นกลางมีจำนวนมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ค้าที่เป็นแรงงานต่างสัญชาติก็เข้ามาประกอบอาชีพการค้าข้างทางด้วย ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นระหว่างผู้ค้าที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกัน และระหว่างผู้ค้าชาวไทยและผู้ค้าต่างสัญชาติในพื้นที่การประกอบอาชีพที่มีความจำกัด

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา กรุงเทพมหานครได้ใช้มาตรการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย เพื่อคืนทางเท้าให้กับประชาชน มีการจัดระเบียบ ยกเลิกจุดผ่อนผันจำนวนมาก และกำหนดช่วงเวลาให้ประกอบการค้า รวมทั้งห้ามผู้ค้าทำการค้าตลอด 24 ชั่วโมงในหลายพื้นที่ เช่น บริเวณถนนสีลม คลองถม สยามสแควร์ ท่าพระจันทร์ โดยเหตุผลที่สำคัญในการจัดระเบียบ คือ ทางเท้าควรเป็นพื้นที่สำหรับสัญจรเท่านั้น ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการประกอบอาชีพ และผู้ประกอบอาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นผู้มีฐานะยากจน ปฏิบัติการครั้งนี้แม้กรุงเทพมหานครจะจัดพื้นที่สำรองให้ผู้ค้าในพื้นที่เอกชนและพื้นที่สาธารณะที่ไม่ใช่พื้นที่ข้างทาง ผู้ค้าจำนวนมากให้ข้อมูลว่าระยะเวลาการแจ้งให้ผู้ค้าทราบไม่เพียงพอต่อการเตรียมการในการย้ายร้านค้า

ผลกระทบจากนโยบายของรัฐทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น

สำหรับนโยบายของรัฐ พบว่าในระดับชาติมีนโยบายที่ให้ความสำคัญต่อการประกอบอาชีพขนาดเล็กในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาความยากจน สนับสนุนการประกอบอาชีพอิสระเพื่อลดความยากจนและสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง เห็นได้จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520 – 2524) และการจัดตั้งโครงการธนาคารประชาชนเพื่อสนับสนุนทุนประกอบอาชีพ

ส่วนในระดับท้องถิ่นให้ความสำคัญต่อการจัดการในเชิงพื้นที่ พบปัญหาการบริหารจัดการ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจ สังคม การขาดความรับผิดชอบของผู้ค้า ส่งผลให้ผู้ค้ามีจำนวนมากขึ้นจนกระทบต่อการสัญจรของประชาชน นำไปสู่ปฏิบัติการ “คืนทางเท้าให้ประชาชน” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยจะเห็นได้ว่านโยบายการบริหารจัดการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในระดับประเทศ อย่างไรก็ตามจากผลการศึกษาและการสัมภาษณ์ผู้ค้า ผู้ซื้อสินค้า และประชาชนทั่วไป ชี้ให้เห็นว่าการค้าข้างทางมีความจำเป็นสำหรับกรุงเทพมหานคร ทั้งประเด็นการสร้างงาน สร้างรายได้ และการเข้าถึงสินค้าในราคาที่สอดคล้องกับรายได้ของผู้ซื้อ แต่ควรบริหารจัดการบนพื้นฐานการกำกับดูแลที่ต่อเนื่อง โปร่งใส และเหมาะสมต่อไป

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัย

  • ในระยะสั้น ควรทบทวนมาตรการยกเลิกจุดผ่อนผันแบบปูพรม โดยการสำรวจพื้นที่ที่สามารถอนุญาตให้ผู้ค้าประกอบอาชีพได้ ควรกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาจุดผ่อนผัน นอกจากนั้น ควรจัดพื้นที่ทดลองให้ประกอบการค้าโดยกำหนดเกณฑ์จากประเภทสินค้าที่ขาย ความจำเป็นของผู้ค้าและผู้ซื้อ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ค้าเดิมที่มีรายได้น้อยเข้ามาประกอบอาชีพ โดยต้องมีการประเมินผล และขยายผลเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ที่สามารถอนุญาตให้ประกอบการค้าได้ โดยต้องกำกับดูแลอย่างจริงจังและโปร่งใส ให้ความสำคัญต่อความเป็นระเบียบ ความสะอาด คุณภาพของสินค้า และไม่กีดขวางการสัญจร

ในอีกด้านหนึ่ง ควรติดตามประสิทธิผลของมาตรการคืนทางเท้าให้ประชาชน โดยสำรวจเงื่อนไขการประกอบอาชีพในพื้นที่ใหม่ เช่น ค่าใช้จ่าย สาธารณูปโภค ความหนาแน่นของผู้ซื้อ สำรวจการประกอบอาชีพของผู้ค้า ตลอดจนความสำเร็จและไม่สำเร็จของผู้ค้าที่ถูกไล่รื้อในเขตต่าง ๆ ซึ่งอาจทำโดยการสุ่มสำรวจ รวมถึงศึกษาปัญหาอุปสรรคของผู้ค้า หาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ค้าที่ยังประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ เช่น การเชื่อมโยงแหล่งทุน การสนับสนุนด้านความรู้ ฯลฯ

  • ในระยะยาว ควรกำหนดยุทธศาสตร์การค้าข้างทางเพื่อความชัดเจนในสถานะของการค้าข้างทาง ทั้งในด้านการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และจัดตั้งหรือมอบหมายหน่วยงานทำหน้าที่ดูแลการค้าข้างทางอย่างจริงจัง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างเมืองอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ศึกษาสถานภาพทางเศรษฐกิจของผู้ค้า ผู้ค้าที่มีโอกาสน้อยควรได้รับการสนับสนุนมากกว่า นอกจากนั้นควรพิจารณาถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่ท้องถิ่นพึงได้รับจากการอนุญาตให้มีการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ ควรสนับสนุนให้ผู้ค้ารวมกลุ่ม และมีผู้แทนที่ชัดเจน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ค้าในการบริหารจัดการพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม และกำกับดูแลเรื่องสุขาภิบาลอาหารอย่างจริงจังและทั่วถึง

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “การบริหารจัดการการค้าข้างทาง (Street Vending) ในประเทศไทย : สถานการณ์และทิศทางนโยบายที่ควรจะเป็น”

หัวหน้าโครงการ : นฤมล นิราทร
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง นพรดา คำชื่นวงศ์
กราฟิค ชนกนันท์ สราภิรมย์
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist