messageImage_1627067375073

การสร้างเส้นทางสายไหมใหม่ของจีนในอินโดแปซิฟิก: ใครได้-ใครเสียประโยชน์อย่างไร?

โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน นอกจากจะเป็นโครงการสร้างเครือข่ายการคมนาคมทางตะวันตกและทางใต้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนแล้ว ยังเป็นโครงการที่สร้างความหวังใหม่แห่งการพัฒนาให้กับประเทศในกลุ่มอินโดแปซิฟิกซึ่งเป็นกลุ่มประเทศในความร่วมมือด้วย ทุกประเทศต่างมีความหวังว่ารถไฟมังกรขบวนนี้จะนำพาประเทศของตัวเองไปสู่โชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันกับประเทศอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงกลับดูเหมือนว่ามีหลายประเทศที่กำลังตกรถไฟขบวนนี้

โครงการเส้นทางสายไหมทางบกและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 หรือโครงการ “Belt and Road Initiative (BRI)” เป็นโครงการการพัฒนาระหว่างประเทศขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของจีนบนเวทีโลก โครงการดังกล่าวจะเสริมสร้างอิทธิพลของจีนทั้งในมิติการเมือง คือเป็นการใช้อำนาจอ่อน (Soft power) ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศในความร่วมมือและสร้างภาพลักษณ์อันดีเพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจอย่างสันติ และในมิติทางเศรษฐกิจ คือ เป็นการเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐานและฐานการผลิตของจีนเข้ากับประเทศต่างๆ ทำให้การไหลเวียนของทุน การค้า การลงทุน รวมถึงเทคโนโลยีคล่องตัวมากขึ้น และสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของจีนได้อย่างก้าวกระโดด

นอกจากจีนแล้ว กลุ่มประเทศในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ประกอบไปด้วยประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ (กัมพูชา บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลียเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เมียนร์มาร์ ติมอเลสเตร์ และไทย) และกลุ่มเอเชียใต้ 8 ประเทศ (บังคลาเทศ ภูฏาน อินเดีย มัลดีฟส์ เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา และอัฟกานิสถาน) จะเป็นอีกกลุ่มประเทศหนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากการค้า การลงทุนและความช่วยเหลือทางการค้าภายใต้โครงการ BRI ของจีนเนื่องจากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศในกลุ่มนี้ ที่เชื่อมต่อกับจีนและภูมิภาคอื่นๆของโลกและยังเป็นฐานการผลิต รวมถึงตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญของจีน

การค้าและการลงทุนจากโครงการ BRI ของจีนช่วยให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

ผลประโยชน์ที่ชัดเจนประการหนึ่งจากการค้าและการลงทุนภายใต้โครงการ BRI คือช่วยให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการส่งออกสินค้าจากประเทศอินโดแปซิฟิกไปจีนช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในอินโดแปซิฟิก ในขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดแปซิฟิกก็ผลักดันให้การส่งออกสินค้าไปยังจีนขยายตัวไปด้วย หรือเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพากันส่งเสริมกันนั่นเอง อย่างไรก็ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการส่งออกนั้นเป็นการเติบโตระยะสั้น ในช่วงเวลาประมาณ 4 ปีเท่านั้น และประเทศส่วนใหญ่ในอินโดแปซิฟิกมักมีการค้าที่ขาดดุลกับจีนหรือมีการนำเข้ามากกกว่าการส่งออก ซึ่งการนำเข้าสินค้าจากจีนนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอินโดแปซิฟิกแต่อย่างใด ทำให้ประโยชน์จากการค้ากับจีนของภูมิภาคอินโดแปซิฟิกยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก

แต่เมื่อพิจารณาในด้านการลงทุนจากจีนในอินโดแปซิฟิก จะพบว่าการไหลเข้าของเงินลงทุนจากจีนทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับประเทศอินโดแปซิฟิกในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น หรือในระยะเวลา 8-10 ปี แต่การลงทุนจะไม่มีปัจจัยเสริมเหมือนกับการส่งออก กล่าวคือการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคจะไม่ส่งผลให้การลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้นประสิทธิภาพการลงทุนจากจีนต่อการช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ จึงขึ้นอยู่กับนโยบายในการดึงดูดการลงทุนจากจีนและนโยบายการใช้ประโยชน์จากปัจจัยทุนของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ

ใครได้ประโยชน์จากจีนบ้าง? วิเคราะห์ได้จากความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน 4 กลุ่มความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของจีนกับประเทศในกลุ่มอินโดแปซิฟิก ทั้งด้านการค้าและการลงทุน สามารถจัดเป็นกลุ่มได้ 4 กลุ่ม ดังต่อไปนี้

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนการค้า การลงทุน และการได้รับความช่วยเหลือจากจีนต่อ GDP สูง หรือเป็นประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกับจีนสูง ได้แก่ ลาว จากการให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดต่อกับจีนและเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน โดยจีนได้เข้ามาลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานน้ำเป็นหลัก จากลักษณะภูมิศาสตร์ของลาวที่สามารถเชื่อมโยงจีนไปยังประเทศต่างๆ ในอาเซียน ทำให้ลาวมีบทบาทที่สำคัญต่อการเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทาง BRI  ประเทศในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนการค้าต่อ GDP สูง แต่การลงทุนต่อ GDP ต่ำ หรือเป็นกลุ่มประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกับจีนด้านการค้ามากกว่าการลงทุน ได้แก่ ประเทศกัมพูชา มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ตั้งอยู่บนเส้นทาง BRI และได้รับความช่วยเหลือจากจีนค่อนข้างสูง ประเทศในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว

กลุ่มที่สาม เป็นกลุ่มประเทศที่มีสัดส่วนการค้าต่อ GDP ต่ำ และการลงทุนต่อ GDP สูง หรือเป็นกลุ่มประเทศที่มีผลประโยชน์ร่วมกับจีนด้านการลงทุนมากกว่าด้านการค้า ได้แก่ ประเทศศรีลังกา และติมอร์ ทั้งนี้ แม้ว่าศรีลังกาจะไม่ได้อยู่ในเส้นทางหลักของ BRI แต่จีนได้เข้าไปลงทุนพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อโครงการเส้นทาง BRI เพื่อขนส่งสินค้าในเส้นทางระหว่างเอเชียและยุโรป ทำให้ประเทศในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น

และกลุ่มที่สี่ คือกลุ่มที่มีสัดส่วนการค้าและการลงทุนต่อ GDP ต่ำ หรือเป็นกลุ่มประเทศที่ไม่ได้รับ ผลประโยชน์ร่วมกับจีนทั้งด้านการลงทุนและด้านการค้า ได้แก่ ประเทศอัฟกานิสถาน บังคลาเทศ บรูไน อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ เนปาล ปากีสถาน ภูฏาน และสิงคโปร์ แม้ว่าประเทศบังคลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน และสิงคโปร์ จะเป็นประเทศที่อยู่ในเส้นทาง BRI ที่มีความสำคัญทางการขนส่งสินค้าทางน้ำและการเข้าถึงตลาดเอเชียใต้ผ่านปากีสถานและส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ นอกจากอินเดียและสิงคโปร์ จะได้รับความช่วยเหลือจากจีนค่อนข้างมากก็ตาม แต่พบว่าประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ BRI ของประเทศในกลุ่มนี้ยังไม่สูง

อินโดแปซิฟิกยังสามารถขยายการค้าและการลงทุนกับจีนได้ เพื่อให้ประเทศต่างๆได้ประโยชน์จากโครงการ BRI ร่วมกันมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าหลายประเทศในอินโดแปซิฟิกที่แม้จะอยู่บนเส้นทาง BRI หลัก แต่ยังมีสัดส่วนการค้าหรือการลงทุนต่อ GDP ที่ไม่สูง เช่น ประเทศในกลุ่มที่สอง ทั้ง กัมพูชา มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ที่มีสัดส่วนการลงทุนของจีนที่ต่ำ และประเทศในกลุ่มที่สี่ทั้ง อัฟกานิสถาน บังคลาเทศ บรูไน อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ เนปาล ปากีสถาน และสิงคโปร์ ที่มีสัดส่วนทั้งการค้าและการลงทุนของจีนที่ต่ำ เป็นต้น กล่าวคือในภาพรวมนั้นอินโดแปซิฟิกยังสามารถขยายประสิทธิภาพการค้าและการลงทุนให้ช่วยส่งเสริมการเติบโตเศรษฐกิจของแต่ละประเทศได้อีกมาก

ในด้านการค้าอินโดแปซิฟิกยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีก 21-26% ด้วยการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกันเองในภูมิภาคเพื่อให้เกิดความคุ้มค้าในการดำเนินธุรกรรมทางการค้าและยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับจีน เช่น ขยายการค้าแบบพหุภาคีกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน (Intra Indo-pacific trade) เร่งรัดการใช้ประโยชน์จากปัจจัยทางการค้าให้เกิดประสิทธิภาพการค้าสูงสุด และการสร้างคลัสเตอร์การค้าในภูมิภาคเดียวกันเพื่อทาให้เกิดการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การค้า (Value chain participation in trade)

และในด้านการลงทุนนั้น เนื่องจากประสิทธิภาพการลงทุนในภาพรวมยังต่ำอยู่มาก อันมีสาเหตุมาจากการใช้ทรัพยากรและปัจจัยการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกถึง 90% ด้วยการปรับรูปแบบของการลงทุน เช่น การสร้าง สนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนจากจีนที่เน้นการลงทุนเพื่อแสวงหาทรัพยากรการผลิต (Resource-based investment) การลงทุนเพื่อขยายฐานการค้า (Platform-based investment) และการลงทุนเพื่อแสวงหาความมีประสิทธิภาพการผลิต (Efficiency-based investment) การบูรณาการร่วมระหว่างการค้าและการลงทุนเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Trade-and-FDI led growth) การปรับปรุงสินค้าที่ใช้ทรัพยากรเข้มข้นเพื่อการส่งออก การยกระดับการผลิตสินค้าที่ใช้ทรัพยากรเข้มข้นเพื่อสร้างฐานการผลิตแบบคลัสเตอร์ในประเทศ การพัฒนาทักษะความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการนำเข้าสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้มข้นเพื่อการผลิตในประเทศ การลดต้นทุนการค้าและการลงทุนด้วยการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตกับจีนและประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตเดียวกัน การส่งเสริมประสิทธิภาพแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการแรงงานของจีน การแสวงหาเส้นทางการลงทุนใหม่ที่สามารถเชื่อมโยงกับจีน และการปรับตัวต่อการดำเนินธุรกรรมการลงทุนในบริบทจีน เช่น การลงทุนในรูปแบบรัฐวิสาหกิจจีน เป็นต้น

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการค้าและการลงทุนกับจีนให้ไม่ตกขบวนรถไฟมังกร ประเทศต่างๆในภูมิภาคในอินโดแปซิฟิกต้องมีการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม สำหรับรองรับโครงการดังกล่าว คำถามที่สำคัญคือประเทศไทยในฐานะประเทศในอินโดแปซิกฟิก มีนโยบายเกาะขบวนรถไฟนี้แล้วหรือยัง

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและบริบทใหม่ของประเทศจีนต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก”

หัวหน้าโครงการ : ณัฐพรพรรณ อุตมา
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ไท วัฒนา
กราฟฟิก อุกฤษณ์ กฤตยโสภณ และ ณภัทร ศรีประเสริฐ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist