web_01

ถอดบทเรียนการต่อสู้กับการทุจริตแบบล่างขึ้นบนของประเทศญี่ปุ่น

การบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี ระบบการเมือง เศรษฐกิจ และการปกครองถูกทำลายนับเป็นผลกระทบที่สำคัญของการทุจริต ประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่นจะเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการป้องกันการทุจริตซึ่งมีลักษณะจากล่างขึ้นบน กล่าวคือ การดำเนินการหลายอย่างเกิดขึ้นจากภาคประชาสังคมที่ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อรัฐบาลในการยกระดับเพื่อป้องกันการทุจริตหลายประการ อาทิ มาตรฐานทางด้านจริยธรรม  มาตรฐานทางด้านธรรมาภิบาล ที่สำคัญความสามารถเอาผิดและลงโทษนักการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และนักธุรกิจ ล้วนเกิดจากแรงผลักดันของประชาชน ทำให้เห็นถึงความน่าสนใจว่าการกระตุ้นให้ประชาชนมีความซื่อสัตย์และระวังรักษาผลประโยชน์ของตนนั้น ภาคประชาสังคมของญี่ปุ่นใช้กลไกเช่นใดที่ให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไข ตลอดจนยกระดับความโปร่งใสของประเทศจนเข้าสู่มาตรฐานระดับโลก นับว่าเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศไทยที่ต้องต่อสู้กับการทุจริตในปัจจุบัน

สามเหลี่ยมความชั่วร้าย (rotten triangle) ลักษณะเฉพาะของการทุจริตในญี่ปุ่น

มูลเหตุของปัญหาการทุจริตในประเทศญี่ปุ่น เป็นการทุจริตที่ได้รับอิทธิพลจากนักธุรกิจที่มีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับนักการเมืองหรือผู้บริหารหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งมีลักษณะการตัดสินใจแบบรวมศูนย์ที่เข้มแข็งของญี่ปุ่น ผู้กำหนดนโยบาย นักการเมืองท้องถิ่นมักได้รับประโยชน์ตอบแทนจากผู้ให้การสนับสนุนที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ หรือเรียกว่าอิทธิพลจากตลาด (influence markets) รูปแบบของการทุจริตที่เกิดขึ้นมากในญี่ปุ่นคือ กรณีที่ข้าราชการระดับสูงที่ลาออกหรือเกษียณอายุได้กลายเป็นผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงในบริษัทเอกชน ซึ่งอาจถือเป็นการทุจริตอย่างหนึ่ง ถ้ามีการให้ประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างข้าราชการในขณะที่ดำรงตำแหน่งกับบริษัทเอกชนที่ทำสัญญากับภาครัฐ อดีตข้าราชการจะได้รับเงินเดือน สวัสดิการ และประโยชน์ตอบแทนต่างๆ เมื่อทำงานให้กับภาคธุรกิจที่เคยจัดซื้อจัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐที่ตนเองเคยมีตำแหน่งหน้าที่ จึงเรียกการดำเนินการในลักษณะนี้ว่า ‘amakudari’ (golden parachute) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะต้องการสนับสนุนจากนักการเมืองด้วย ทำให้มีผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่ายคือ นักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ จึงกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของการทุจริตในญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘สามเหลี่ยมความชั่วร้าย’ (rotten triangle) เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกลุ่มทั้งสามฝ่ายนี้

นำมาสู่การเกาะกลุ่มทางธุรกิจและเรียกว่า ไคเรทสึ (Keiretsu) ซึ่งก่อให้เกิดความช่วยเหลือกันในกระบวนการผลิตซึ่งหัวใจที่สำคัญนอกเหนือจากกระบวนการผลิตแล้ว กลุ่มไคเรทสึยังมีสถาบันการเงิน การธนาคารรวมอยู่ในกลุ่มด้วยและคอยทำหน้าที่หาเงินทุนสนับสนุนให้กลุ่มในการปล่อยให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำและพิจารณาการปล่อยกู้กันอย่างง่าย จึงทำให้การพัฒนาการผลิตสินค้าของญี่ปุ่นสามารถเปิดตลาดใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และขยายไปยังต่างประเทศได้ง่าย นอกจากการทำงานเหมือนการรวมกลุ่มแบบนี้จะนำมาสู่การพัฒนาประเทศญี่ปุ่นในเชิงเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ แต่การปล่อยกู้ที่เน้นให้กู้อย่างง่ายแก่กลุ่มของตนเพื่อให้เกิดการเก็งกำไรมากกว่านำเงินที่กู้ได้ไปลงทุนในการผลิตจริงและในที่สุดเกิดสภาวะฟองสบู่แตก ความเชื่อมั่นจึงถูกทำลาย และนำมาสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ญี่ปุ่นต้องหากลไกต่าง ๆ มาแก้ปัญหาการทุจริตที่มาพร้อมกับการพัฒนาประเทศ

กลไกการป้องกันการทุจริตแบบล่างขึ้นบน ที่เน้นวัฒนธรรมของชาติ เครือข่ายภาคประชาชน ประชาธิปไตยแบบเปิด กระบวนการยุติธรรมปกติ

ญี่ปุ่นมีองค์ประกอบหลักๆ ที่เป็นกลไกในการต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชนองค์การไม่แสวงหากำไร และที่สำคัญที่สุดคือภาคประชาชนหรือประชาคม ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่ได้จัดตั้งหน่วยงานเพื่อต่อต้านทุจรติคอร์รัปชั่นโดยตรงยิ่งไปกว่านั้นก็มิได้บัญญัติกฎหมายในลักษณะต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นแต่จะให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและประมวลกฎหมายอาญาเพื่อเอาผิดกับผู้เรียกรับสินบน ซึ่งการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่นในญี่ปุ่นจะถูกสอบสวนโดยตำรวจและทำการฟ้องร้องโดยอัยการ โดยนำหลักการของ Whistleblower มาบัญญัติเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูลการทุจริต โดยคุ้มครองใน 3 กลุ่มหลัก คือ เจ้าหน้าที่รัฐ ลูกจ้างเอกชน และบุคคลทั่วไป ถือว่าการคุ้มครองตามกฎหมายของญี่ปุ่นมีความครอบคลุมมาก ที่สำคัญญี่ปุ่นมีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง กล่าวคือ ญี่ปุ่นมีระบบที่เปิดกว้าง มีเสรีภาพสูง กลไกประชาธิปไตยเป็น “ ประชาธิปไตยระบบหนา” ( thick democracy ) หมายถึง ประชาธิปไตยที่ไม่ได้มีเฉพาะการเลือกตั้ง แต่รวมถึงต้องมีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งพอที่จะตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและมีธรรมาภิบาลในการบริหารราชการ ซึ่งสังคมญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับความซื่อสัตย์สุจริตประกอบกับการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศสามารถสร้างคนให้มีคุณภาพ เกิดจิตสำนึกสาธารณะกลายเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมการเอาชนะการทุจริตขึ้นมาได้

ดังนั้นกรอบแนวคิด “การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” จึงใช้ได้ผลจะเห็นได้จากการลาออกของรัฐมนตรีหรือ นายกรัฐมนตรี หากมีข่าวเสื่อมเสียแม้จะยังไม่ได้ถูกฟ้องหรือเกิดข้อพิพาท บุคคลดังกล่าวข้างต้นก็จะแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกทันทีเพราะถือว่าตนเองเป็นบุคคลสาธารณะที่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนทั่วประเทศ และการมีภาคประชาชนที่เข้มแข็ง สามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างมีอิสระไม่เกรง กลัวอำนาจรัฐ อาทิ กลุ่มผู้ตรวจการแผ่นดินภาคประชาชนที่เน้นการเข้าถึงข้อมูลและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ในเรื่องของเสรีภาพในประเทศญี่ปุ่นมีสูงมากและเป็นจุดเด่นที่ส่งผลต่อการควบคุมการทุจริตในสังคม สื่อมวลชนของญี่ปุ่นมีความเป็นอิสระอย่างสูง สามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลการทำงานของภาครัฐได้เป็นอย่างดีทำให้เกิดการเชื่อมโยงประชาชนตามที่ต่างๆ เพื่อเป็นหน่วยเฝ้าระวังซึ่งกระจายไปทั่วประเทศ ประชาชนสามารถผลักดันให้มีกฎหมายที่ส่งผลให้หน่วยงานราชการต้องเปิดเผยข้อมูล

เรียนรู้ 3 แนวทางที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริตของประเทศญี่ปุ่น

แนวทางการป้องกันการทุจริต 3 แนวทาง ได้แก่ 1. แนวทางด้านสังคมและวัฒนธรรม สังคมญี่ปุ่นถูกพัฒนาให้เป็นสังคมที่ปรับตัวและมีการพัฒนาอยู่เสมอ วัฒนธรรมของชาติเน้นหลักคำสอนทางศาสนาและความเชื่อที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน การหล่อหลอมและปลูกฝังจากการศึกษาของภาครัฐและเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ทำให้สังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกิดการเคารพพื้นที่สาธารณะ ดังนั้นความเป็นญี่ปุ่นจึงก่อให้เกิด จิตสำนึกทางสังคมอย่างสูง การคำนึงถึงผู้อื่นมากกว่าคำนึงถึงตัวเอง ซึ่งการอุทิศตนให้กับกลุ่มสังคมถือได้ว่าเป็นอุดมคติของคนญี่ปุ่น จึงทำให้คนญี่ปุ่นขยันขันแข็งที่จะเสียสละความสุขส่วนตนแก่ส่วนร่วม นำไปสู่ความละอายต่อการคอรัปชั่นและการไม่เป็นที่เคารพของคนในสังคมญี่ปุ่น  2. แนวทางด้านระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นถูกออกแบบให้เหมือนกับตะวันตก แต่ยังคงผสมผสานกับความเป็นญี่ปุ่น ส่งผลให้รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นก่อให้เกิดสำนึกพลเมืองทำให้คนญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีกรอบความคิดเรื่องพลเมืองซึ่งถือได้ว่าตนเองนั้นเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือเป็นเจ้าของประเทศนั้น จึงก่อให้เกิดกรอบคิดเรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดเจน และเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น โดยที่สำคัญหน่วยงานภาคประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้อย่างอิสระและไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจรัฐ โดยจัดตั้งเป็นหน่วยเฝ้าระวังที่กระจายไปทั่วประเทศและสามารถประสานงานเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากัน และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอีกด้วย3. แนวทางการธรรมาภิบาล ความร่วมมือ กฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านและปราบปรามการคอรัปชั่นของญี่ปุ่นนั้น มีความพิเศษตรงที่ไม่มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฉพาะในเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น หากแต่อาศัยกลไกทางด้านกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก การแบ่งกรณีของการทุจริตคอร์รัปชั่นของญี่ปุ่นเองก็สามารถช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น หากเป็นคดีเล็กๆ น้อยๆ เช่น ในระดับท้องถิ่น อัยการและตำรวจทำหน้าที่ร่วมกันในการดำเนินคดีผู้กระทำความผิด หากเป็นคดีคอร์รัปชั่นใหญ่ๆ แล้ว จะเป็นหน้าที่ของอัยการพิเศษซึ่งมีหน่วยงานเฉพาะและจะมีผู้เชี่ยวชาญในสาขาอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วย

จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแม่แบบที่จะนำมาสู่กระบวนการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ในการ ปราบปรามและต่อต้านทุจริตของไทยได้  โดยเฉพาะภาคประชาสังคมที่จะเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญและ เป็นกลไกหลักอีกด้านที่ประสานเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าไว้ด้วยกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “โครงการ การพัฒนาความร่วมมือและยกระดับการป้องกันการทุจริตในประเทศไทย: ศึกษาประสบการณ์ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้”

หัวหน้าโครงการ : สมชาย ธรรมสุทธิวัฒน์
สนับสนุนโดย : สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เรียบเรียง คณพศ ภูวบริรักษ์
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist