1200628

บทบาทของภาคบริการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมการผลิต (Servicification of Manufacturing)

ภาคบริการไทยเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีความสำคัญที่สุดต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด มูลค่าผลผลิตภาคบริการมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของภาคอุตสาหกรรม สัดส่วนภาคบริการใน GDP มีมูลค่าสูงสุดและมีแนวโน้มขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรกลับมีแนวโน้มลดลง รวมถึงการส่งออกบริการที่ขยายตัวอยู่ในระดับดี เช่น บริการส่วนของธุรกิจท่องเที่ยว บริการด้านวิชาชีพ และบริการธุรกิจขนส่ง ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างการส่งออกบริการของโลกและอาเซียน

 

เมื่อพิจารณามูลค่าส่งออกในรูปแบบมูลค่าเพิ่ม (Value-Added) จะพบว่าภาคบริการเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญที่สุด โดยสัดส่วนในมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 27.3 เป็นร้อยละ 42.3 เนื่องจากภาคบริการมีค่าความเชื่อมโยงไปข้างหน้า (forward linkage) สูง จึงเป็นปัจจัยการผลิตต้นน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรมการผลิตซึ่งมีสัดส่วนในการส่งออกรวมสูง ดังนั้น ภาคบริการจึงมีมูลค่าการส่งออกทางอ้อมสูง และทำให้มีสัดส่วนในมูลค่าการส่งออกแบบมูลค่าเพิ่มรวมสูงไปด้วย สาขาที่มีความเชื่อมโยงไปข้างหน้าสูง ได้แก่ บริการทางการเงิน บริการสาธารณูปโภค การกระจายสินค้า และการสื่อสาร

โครงการ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้า และบทบาทของภาคบริการ” จึงเกิดขึ้นเพื่อศึกษาการส่งออกบริการที่คำนึงถึงความเชื่อมโยงไปข้างหน้าและความเชื่อมโยงไปข้างหลังด้วยฐานข้อมูลของ OECD และ World Bank รวมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพของธุรกิจเกี่ยวกับภาคบริการไทยและผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่มีการใช้กิจกรรมบริการในฐานะปัจจัยการผลิตและปัจจัย

ความสำคัญของภาคบริการกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่น

วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลข่าวสารในยุคแห่งเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ทำให้ทุกกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวโยงกันมากขึ้น ทั้งนี้ ภาคบริการส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นปัจจัยการผลิตขั้นกลาง (Intermediate input) ให้แก่ภาคการผลิต อาทิ บริการขนส่ง บริการก่อสร้าง บริการทางการเงิน เป็นต้น ขณะเดียวกัน แรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็มีความเกี่ยวข้องกับด้านบริการมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะสูงที่ใช้ความรู้เฉพาะหรือเป็นแรงงานวิชาชีพ อาทิ นักกฎหมาย นักบัญชี นักคอมพิวเตอร์ วิศวกร และแพทย์ เป็นต้น ซึ่งร่วมอยู่ในกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นเดียวกัน

ภาคบริการจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การวิจัยและพัฒนา การออกแบบ การจัดหาวัตถุดิบ จนถึงปลายน้ำตลอดห่วงโซ่คุณค่า ได้แก่ การขนส่งและการกระจายสินค้า การสร้างแบรนด์ให้แก่สินค้า การบริการหลังการขาย ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนอกจากจะผลิตและซื้อบริการแล้ว ยังขายและส่งออกบริการเพิ่มมากขึ้น กระบวนการเพิ่มบทบาทของภาคบริการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตนี้ถูกนิยามว่า “Servicificaiton” หรือ “Servicify” โดยภาคบริการถูกใช้ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (services embodied in goods) และในฐานะกิจกรรมต่อเนื่องหลังการผลิต (embedded services) ทั้งนี้มูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นกว่าหนึ่งในสามมาจากมูลค่าเพิ่มของภาคบริการ

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องด้านบริการกับการประกอบการอุตสาหกรรม

ผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายด้านบริการที่เพิ่มขึ้นจะมีส่วนช่วยเพิ่มยอดขายและการส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยในประเทศที่พัฒนาแล้วที่พบว่า ปัจจัยด้านบริการที่รวมถึงเทคนิคการจัดการเชิงวิศวกรรมมีส่วนช่วยประหยัดเวลาในขั้นตอนการผลิตและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการในภาคผลิตมองเห็นช่องทางการขนส่งสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ โดยค่าใช้จ่ายด้านบริการส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกมากกว่าผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อขายเฉพาะในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านบริการที่เพิ่มสูงขึ้นกลายเป็นต้นทุนที่ผู้ส่งออกต้องแบกรับทั้งในรูปแบบของต้นทุนคงที่ (fixed) เช่น การทำบัญชี กฎหมาย ล่ามแปลภาษา และต้นทุน แปรผัน (variable cost) อาทิ ค่าขนส่งสินค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ ข้อมูลสำมะโนอุตสาหกรรมของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2555[1] พบว่าผู้ประกอบการที่มีขนาดใหญ่ผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนแรงงานฝีมือเข้มข้น (skilled-intensive firm) และผู้ประกอบการที่มีระยะเวลาในการดำเนินกิจการมายาวนาน มักเป็นผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบริการสูง และผู้ประกอบการที่เป็นผู้ส่งออกมีค่าใช้จ่ายด้านบริการที่สูงกว่าผู้ประกอบการที่ผลิตเพื่อขายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ  โดยผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาโดยเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือค่าใช้จ่ายด้านบริการขนส่ง ค่าซ่อมแซมบำรุงเครื่องจักร และค่าบริการโฆษณา

[1] เป็นรายงานสถานประกอบการ (firm-level) ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต คลอบคลุม 23 สาขาอุตสาหกรรมตามการจัดประเภท มาตรฐานอุตสาหกรรมสากล (ISIC Revision 3) เพื่อวิเคราะห์หาความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยด้านบริการ และผลการดำเนินงานของสถานประกอบการในมิติต่างๆ

บทบาทของภาคบริการในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรม

ระดับการแข่งขันในภาคบริการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลิตภาพการผลิตของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย หากตลาดบริการมีระดับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการและยกระดับคุณภาพของการให้บริการ ส่งผลให้ผู้ซื้อบริการได้รับประโยชน์จากบริการที่หลากหลาย มีคุณภาพ และมีต้นทุนที่ถูกส่งผลเชิงบวกต่อผลิตภาพการผลิต โดยเฉลี่ยของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ต้องใช้กิจกรรมบริการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ตลาดบริการที่มีการแข่งขันสูงจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศและเพิ่มโอกาสในการส่งออกของผู้ประกอบการไทย ซึ่งภาคบริการมีส่วนสำคัญในการสร้างให้เกิดความแตกต่างในตลาดโลกที่มีการแข่งขันสูง เพราะเพียงแค่การแข่งขันด้านราคาและคุณภาพในตลาดโลกไม่เพียงพออีกต่อไป

การยกระดับผลิตภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งเป็นภาคที่ผลิตสินค้าส่งออกเกือบร้อยละ 80 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐต้องพัฒนาประสิทธิภาพของสาขาบริการต้นน้ำ ส่งเสริมให้มีการเปิดเสรีภาคบริการ และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแข่งขันที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งไม่เฉพาะกับภาคบริการแต่รวมถึงภาคเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการขยายตัวที่ชะลอตัวลง

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสมต่อการปฏิรูปสาขาบริการ

ข้อมูลงบการเงิน จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับโครงสร้างธุรกิจบริการสนับสนุนของไทย พบว่าบุคคลในสาขาบริการสนับสนุนทางธุรกิจเกือบทั้งหมดเป็นวิสาหกิจขนาดเล็ก ธุรกิจบริการสนับสนุนบางสาขา อาทิ บริการทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม การทดสอบและวิเคราะห์ทางเทคนิค บริการทางการวิจัยและพัฒนาเชิงวิทยาศาสตร์ยังมีมูลค่าและจำนวนนิติบุคคลน้อย และมีผลประกอบการที่ไม่ดีนัก การส่งเสริมพัฒนาความสามารถในการแข่งขันธุรกิจประเภทนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างครบวงจรและต่อเนื่องจากภาครัฐ

นอกจากนี้ ภาคบริการต้นน้ำที่สำคัญยังมีการกระจุกตัวของรายได้ค่อนข้างสูง เช่น กิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร การขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้า และเมื่อพิจารณาในรายละกิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ  พบว่ากิจกรรมทางบัญชีเป็นกิจกรรมที่มีการกระจุกของรายได้สูงมาก เทียบได้กับการผูกขาดโดยสมบูรณ์ ดังนั้นสาขาบริการเหล่านี้จึงควรได้รับการปฏิรูปให้มีการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ยังคงมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการ “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้า และบทบาทของภาคบริการ”

หัวหน้าโครงการ : ดร.ดวงดาว มหากิจศิริ
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง คณพศ ภูวบริรักษ์
ตรวจภาษาและความถูกต้อง สุดารัตน์ จิตเพียรธรรม
00:00
00:00
Empty Playlist