RC20236-1.1

ยกระดับไทยจากบทเรียนญี่ปุ่น (EP.1) : ท้องถิ่นเข้มแข็งด้วยสถานีริมทาง

ประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศหนึ่งที่มีการขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ และสังคม อย่างสร้างสรรค์ โดยสิ่งที่เป็นข้อได้เปรียบคือ การดึงจุดแข็งที่มีเป็นทุนเดิมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ตลอดจนการยกระดับพัฒนาผ่านการเข้าถึง และเข้าใจ ในบริบทที่เป็นอยู่โดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ว่าหากเราเข้าใจเคล็ดลับความสำเร็จดังกล่าว แล้วหยิบมาพินิจพิจารณาสังคมไทย บทเรียนนี้จากญี่ปุ่นอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การการยกระดับประเทศไทยก็เป็นได้ โดยหนึ่งในบทเรียนที่น่าสนใจของประเทศญี่ปุ่น คือ เศรษฐกิจชุมชน และแน่นอนว่าหนึ่งในเศรษฐกิจชุมชนที่เป็นที่นิยมของญี่ปุ่นก็ มิได้แตกต่างจากเมืองไทยสักเท่าไรนัก หากแต่คือพืชผลตลอดจนสินค้าทางการเกษตรนั่นเอง แต่ข้อที่แตกต่างกันจนน่าทึ่งก็คือความเข้มแข็งของเกษตรชุมชนของประเทศญี่ปุ่น น่าทึ่งขนาดที่ว่าใครต่อใครก็กล่าวขานกันว่าเกษตรกรที่ญี่ปุ่นนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่รายได้ดีจนถึงระดับว่ารวยกันเลยทีเดียว ด้วยความน่าทึ่งนี้จึงเป็นจุดที่น่าสนใจที่จะมาร่วมกันไขความลับกันเสียว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจชุมชนหล่อเลี้ยงประชาชนในท้องที่นั้น ๆ ได้เพียงนี้ โดยหนึ่งในข้อสังเกตที่น่าสนใจคือหากเราพูดถึงเศรษฐกิจชุมชนย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทขององค์การการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นถือได้ว่าสำคัญมาก เป็นไปได้ไหมที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นคือฮีโร่สำคัญของท้องถิ่น หรือนอกจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วจะมีสถาบันทางสังคมและเศรษฐกิจใดบ้างที่อยู่เบื้องหลังความเข้มแข็งของท้องถิ่นนี้ คำตอบที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร คงได้เวลาไขความกระจ่างไปพร้อมกัน

งานวิจัยเรื่อง การใช้พื้นที่สาธารณะในการพัฒนาชุมชนของประเทศญี่ปุ่น กรณีศึกษาบทบาทของสถานีริมทาง หรือ Roadside Station เป็นต้นแบบของการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม ของ ผศ.เบญจางค์ ใจใส แดร์ อาร์สลานิออง คือกุญแจสำคัญที่จะพาทุกคนไปไขคำตอบอันน่าทึ่งของท้องถิ่นญี่ปุ่น ว่าทำไมถึงมีความเข้มแข็งทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจได้ถึงเพียงนี้ โดยคำตอบที่ว่านี้ถูกอธิบายด้วยการใช้พื้นที่สาธารณะมาเป็นหัวใจในการพัฒนาท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งจะยิ่งเห็นภาพของกลไกเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนเมื่อฉายภาพผ่านบทบาทของสถานีริมทาง (Roadside Station)

ประเทศญี่ปุ่นนั้นถือได้ว่าเป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับพื้นที่สาธารณะ ซึ่งพื้นที่สาธารณะที่ว่านี้คือพื้นที่ใด ๆ ที่ใครก็ได้สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ โดยหนึ่งในพื้นที่ซึ่งประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญคือพื้นที่ริมทาง กล่าวคือพื้นที่ริมทางที่ว่านี้คือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ผู้คนที่ขับรถนั้นสัญจรไปมา เมื่อมีการสัญจรไปมาแล้วนั้น หากเป็นการเดินทางระยะทางใกล้หน่อยก็อาจมีแวะพักบ้าง ยิ่งถ้าเป็นการเดินทางระยะไกลของผู้เดินทางข้ามจังหวัดต่าง ๆ ตลอดจนนักท่องเที่ยว ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหยุดพักอย่าง มิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะฉะนั้นด้วยความสำคัญของพื้นที่ริมทางนี้เอง ได้นำมาสู่ต้นแบบการพัฒนาที่สำคัญของท้องถิ่นญี่ปุ่น ซึ่ง มิใช่เพียงมีเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นเพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการกระจายการพัฒนาอีกด้วย และด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวไปนั้น ในช่วงปี ค.ศ. 1992 จึงได้มีนโยบายจัดตั้ง “สถานีริมทางของประเทศญี่ปุ่น” นับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีแนวคิดที่ว่าหากรถไฟยังมีสถานีได้ แล้วเหตุไฉนถนนจะมีสถานีมิได้ อุปมาเหมือนเวลาไปเที่ยวตำบล หรือหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างออกไปสักแห่ง พอไปถึงไม่รู้ว่าควรกินอะไร เข้าห้องน้ำที่ไหน หรือแม้กระทั่งจะซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับไปดี สถานีริมทางที่ว่านี้จึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดอย่าง มิต้องสงสัย

โดย “สถานีริมทาง” ที่ถูกพูดถึงนี้คือ อาคาร ซึ่งมีทั้งแบบหลังเดียว และหลายหลัง ตามแต่ความเหมาะสมของแต่ละสถานี ซึ่งมี 1,134 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่ของสถานีที่ว่านี้กว่า 60% อยู่ในชนบทตลอดจนหุบเขา ซึ่งสถานีริมทางที่ว่านี้กว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด หรือ 50% ถือได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสวยสดงดงามเลยทีเดียว ดังจะเห็นได้จากยอดขายรวมกันถึง 1,100 ล้านเยนต่อปี ซึ่งหากตีเป็นเงินไทยถือว่าสูงกว่า 290 ล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งสะท้อนได้ว่าสถานีริมทางที่ว่านี้เปรียบดั่งแหล่งพัฒนาอุตสาหกรรม ที่สำคัญของประเทศญี่ปุ่นในระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ กล่าวคือเป็นพื้นที่ค้าขายที่ประสบความสำเร็จอย่างดีอันนำมาสู่ยอดขายใด ๆ ซึ่งจะนำพาไปถึงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจท้องถิ่นในท้ายที่สุดนั่นเอง

เมื่อสถานีริมทางเปรียบเสมือนพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของท้องถิ่นดังที่กล่าวไปนั้น คำถามต่อมาคือการตั้งสถานีริมทางที่ว่านี้มีที่มาที่ไป ตลอดจนกระบวนการ อย่างไรบ้าง คำตอบคือโดยทั่วไปแล้ว สถานีริมทางแต่ละสถานีนั้นล้วนแล้วมีจุดเริ่มต้นจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลเมือง, เทศบาลตำบล และ หมู่บ้าน ซึ่งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ จะหาพื้นที่ที่จะสร้างผ่านการจัดประชุมตัวแทนในชุมชนเพื่อทำการกำหนดพื้นที่ หลังจากนั้นจะทำการขอทุนไปที่รัฐบาลกลาง โดยรัฐบาลกลางจะเป็นผู้สร้างในสิ่งจำเป็นพื้นฐานของสถานีอันได้แก่ อาคารกลาง, ที่จอดรถ และห้องน้ำ ในส่วนที่เหลือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้จัดการ เช่น อาคารกิจกรรม ตลอดจนร้านค้าย่อย ๆ เป็นต้น การที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นผู้จัดการในเรื่องเหล่านี้ รูปแบบของการบริหารจัดการที่ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งแก่การพิจารณาประกอบด้วย กล่าวคือรูปแบบของการบริหารจัดการที่ว่านี้ มิได้หมายถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นลงไปทำด้วยตนเองโดยตรง หากแต่ทำโดยหน่วยงานที่รัฐจ้างมาเรียกว่า Daisan Sector หรือหากเรียกตามภาษาที่ทุกคนเข้าใจกันก็คือ Third Sector นั่นเอง โดย Daisan Sector ที่ว่านี้เข้ามาในฐานะลูกจ้างขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวคือบริหารในแบบเอกชนให้ได้กำไร ผ่านการคิดพัฒนาสินค้าโดยมีเป้าหมายอิงกับนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ว่า “ผลิตในท้องถิ่น บริโภคในท้องถิ่น” ซึ่งเป็นการมุ่งเน้นให้เกิดการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นในการผลิตสินค้าซึ่งเป็นดั่งจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมญี่ปุ่น อันมีปลายทางคือเป็นประโยชน์สูงสุดของทั้งตัวเกษตรกรเอง ตลอดจนการพัฒนาของท้องถิ่นนั้น ๆ นั่นเอง กล่าวคือเมื่อเกษตรกรในท้องถิ่นสามารถเอาผักผลไม้เกรดตั้งแต่สูงสุดถึงต่ำสุด คือ A, B, C และ D มาแปรรูปได้ทำให้พืชผักเหล่านั้นกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าอันนำมาสู่รายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรายย่อย ซึ่งโดยปกติโรงงาน หรือพ่อค้าคนกลางโดยทั่วไปจะคัดแต่เพียงผักผลไม้เกรด A ไปเพียงเท่านั้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ากลไกตรงนี้ช่วยทำให้เกษตรกรทุกคนเข้าถึงกระบวนการเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบที่ตนเองมี อันนำไปสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างถ้วนหน้าในหมู่เกษตรกรทั้งปวง และสุดท้ายผลลัพธ์อันสวยสดงดงามนี้ก็ย้อนกลับมาหาภาครัฐ ตลอดจนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในรูปของภาษีที่เก็บได้มากขึ้น จากรายได้ที่สูงขึ้นของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ นั่นเอง ซึ่งหนึ่งในสถานีริมทางหนึ่งที่สะท้อนผลลัพธ์นี้ได้ดีที่สุด คือ สถานีโทมิอุระ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องพืชผลทางการเกษตรอย่าง “บิวะ” โดย สถานีริมทางที่ว่านี้ก็มีหน้าที่สำคัญในการรับเอาผลบิวะมาแปรรูปพื้นฐานเสร็จแล้วก็ให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กในชุมชนนำไปผลิตต่อเพื่อขายในสถานีริมทาง จากผลบิวะธรรมดา ๆ ที่ มิได้มีมูลค่าที่สูงมากมายนัก เมื่อแปรรูปเป็นไอศกรีม, ท็อปฟี่ หรือแม้กระทั่ง เยลลี่ มูลค่าก็พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และเมื่อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปขายในสถานีริมทาง รายได้มากมายก็ถึงมือเกษตรกรโดยตรง โดย มิ ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางคนใด ๆ อย่าง มิ ต้องกังวลและสงสัยเลยทีเดียว

นี่คือภาพความสำเร็จอันสวยสดงดงามของญี่ปุ่น หากตัดภาพมาที่ไทยเวลาพูดถึงนโยบายที่ยกระดับท้องถิ่นอาจนึกถึง OTOP หรือแม้กระทั่งหลาย ๆ คน หากมองนโยบายที่มีลักษณะเพื่อยกระดับท้องถิ่นเฉกเช่นสถานีริมทางอาจรู้สึกว่ามีความคล้ายกับร้านค้าประชารัฐสุขใจ หากแต่ในข้อเท็จจริงนั้น ทั้ง OTOP หรือแม้กระทั่ง ร้านค้าประชารัฐสุขใจ มีความแตกต่างกับสถานีริมทางของประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ประการแรก หากเปรียบ OTOP กับสถานีริมทางนั้นจะพบว่า OTOP ของไทยเรานั้นภาพที่ปรากฏคือการออกผลิตภัณฑ์โดยผู้ประกอบการรายย่อย เสมือนภาพที่ใครใคร่ค้า ใครใคร่ขาย ใครใคร่ผลิต ก็สามารถทำได้ ในขณะที่กรณีของญี่ปุ่นจะเน้นภาพของการไปด้วยกัน กล่าวคือมีผู้จัดการสถานี ซึ่งเรียกว่านายสถานี ในขั้นหนึ่ง และมีภาครัฐเป็นคนจัดการข้างบนอีกทีหนึ่ง โดยผู้ประกอบการรายย่อยที่จะเข้าร่วมนั้นก็จะต้องมีการลงทะเบียนอย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นจะไม่ใช่รายย่อยที่ต่างคนต่างแปรรูปผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งจนล้นตลาดและนำไปสู่การขาดทุนในที่สุด นี่คือความแตกต่างประการแรกที่เห็นได้ชัด ในขณะที่ประการที่สอง เมื่อไปดูที่ร้านค้าประชารัฐสุขใจ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับกับสถานีริมทาง สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดถึงความแตกต่างคือกระบวนการจัดการ หากญี่ปุ่นมีการจัดการที่ยึดโยงกับท้องถิ่น โดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มี Daisan Sector ทำหน้าที่บริหารจัดการ ในขณะฝั่งไทยกระบวนการเกิดขึ้นโดยภาครัฐ ผ่านพัฒนากรในพื้นที่ ซึ่งบริหารงานโดยจ้างผู้จัดการประจำร้านมาทำหน้าที่โดยมีรายได้เดือนละราว ๆ หนึ่งหมื่นบาท คำถามคือการจะทำให้การบริหารจัดการนั้นยั่งยืน และมีแรงจูงใจเพียงพอที่จะผลิตสินค้าให้มีความสร้างสรรค์ขึ้นนั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นข้อนี้เป็นความแตกต่างที่ชัดมาก และน่าถามต่อไปว่าประเทศไทยจะถอดบทเรียนจากความสำเร็จของญี่ปุ่นอย่างไรเพื่อให้ท้องถิ่นไทยได้มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปากและเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ดังนั้น บทเรียนจากสถานีริมทางของประเทศญี่ปุ่นชี้ชัดว่าการพัฒนาใด ๆ นั้นควรเอาจุดแข็งของท้องที่นั้นให้เป็นประโยชน์ และพื้นที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ มิอาจหลงลืมไปได้ หากใช้พื้นที่สาธารณะให้สอดคล้องกับจุดแข็งที่ว่าผลประโยชน์ก็จะเกิดแก่มวลรวมในท้องถิ่นนั้น ๆ ในท้ายที่สุด และทั้งหมดทั้งมวลนี้จะเกิดไม่ได้หากละเลยกลไกของท้องถิ่น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นคีย์แมนนึงที่สำคัญ แต่เพียงลำพังอาจจะไม่สามารถสำเร็จได้หากปราศจากโรงงาน, ผู้ประกอบการ, ตลอดจนชุมชนในท้องถิ่นที่ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ว่านี้ไปอย่างพร้อมเพรียงกัน สุดท้ายนี้ หากประเทศไทยสามารถถอดบทเรียน และนำไปสู่การนำร่องโครงการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นไทยอย่างยั่งยืนได้นั้น หากญี่ปุ่นทำแล้วสำเร็จขนาดที่ว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถสร้างความมั่นคงในฐานะของคนในท้องถิ่นได้ แล้วประเทศไทยที่มักมีคำกล่าวที่ว่าเป็น ประเทศอู่ข้าวอู่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ ของโลกนี้จะประสบความสำเร็จขนาดไหน ก็คงถือได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าคิด แต่จะเกิดได้จริงไหมนั้น คำตอบคงอยู่ที่เพียงการลงมือทำเท่านั้นจึงจะสามารถพิสูจน์ได้

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การใช้พื้นที่สาธารณะในการพัฒนาชุมชนของประเทศญี่ปุ่น กรณีศึกษาบทบาทของสถานีริมทาง หรือ Roadside Station เป็นต้นแบบของการสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม”

หัวหน้าโครงการ : เบญจางค์ ใจใส แดร์ อาร์สลานิออง

สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ณฐนภ ศรัทธาธรรม
กราฟิก ปาณิสรา อ่อนโพธิ์ทอง
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist