Picture111

ความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันระหว่าง ไทย ลาว และ จีน

ในปัจจุบันกระแสโลกาภิวัตน์และการรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ประเทศต่าง ๆ เจรจาและทำข้อตกลงเพื่อเปิดเสรีการค้าและการลงทุน รวมทั้งขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับพหุภาคี โดยการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) ที่ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน โดยใช้มาตรการลดภาษีและข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การขยายตัวของการค้าและการลงทุน นอกจากนั้นการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ยังถือเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้เกิดการขยายตัวของการค้า และการกระจายฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการพัฒนาให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน

ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย มีพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยผลผลิตปาล์มน้ำมันของไทยอยู่ที่ประมาณ 11-13 ล้านตันต่อปี อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน รวมทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ นอกจากนั้นประเทศไทยยังสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มไปยังตลาดต่างประเทศได้ โดยปริมาณการส่งออกทั้งน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิต ราคาในประเทศ และต่างประเทศ หากปริมาณผลผลิตในประเทศมีมาก และราคาต่ำหรือราคาในบางประเทศสูงกว่า ก็จะจูงใจให้มีการส่งออกมาก ตลาดที่ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ได้แก่ มาเลเซีย และอินเดีย ส่วนตลาดส่งออกน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ได้แก่ พม่า ลาว และกัมพูชา เป็นต้น

สถานการณ์ปาล์มน้ำมันของไทยในปี 2561 มีการเปลี่ยนแปลง ราคาปาล์มในประเทศปรับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยด้านการผลิตและสต็อกน้ำมันปาล์มที่อยู่ในระดับสูงทั้งของไทยและมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก และปัจจัยด้านการตลาด คืออินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก ปรับขึ้นภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ (จากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 30 และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์จากร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 40) อีกทั้งการที่สหภาพยุโรปเตรียมออกมาตรการยกเลิกการใช้น้ำมันปาล์มผลิตเชื้อเพลิงไบโอดีเซลภายในปี 2564 เนื่องจากมีการพิจารณาประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการละเมิดสิทธิด้านแรงงาน

โดยปัจจัยดังกล่าวได้เพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางราคาปาล์มน้ำมันมากขึ้น ประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียจะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้โดยตรง สำหรับประเทศไทยได้รับผลกระทบทางตรงจากมาตรการดังกล่าวในระดับที่น้อยกว่าประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย เนื่องจากผลผลิตน้ำมันปาล์มของไทย ส่วนใหญ่ร้อยละ 81 จะถูกใช้ในประเทศ และมีส่งออกเพียงร้อยละ 12 ที่เหลือเก็บเป็นสต็อก อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงผลกระทบทางอ้อมได้ยาก เนื่องจากผลกระทบที่มีต่ออินโดนีเซียและมาเลเซีย มีผลกระทบต่อทิศทางราคาน้ำมันปาล์มทั่วโลก รวมทั้งในไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อันดับสามของโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มของโลกขยายตัวค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยประมาณร้อยละ 3.5 ต่อปี เนื่องจากความกังวลในผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้มีการรณรงค์ลดการบริโภคน้ำมันปาล์มในภาคอาหารในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากราคาน้ำมันปาล์มยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่องจะส่งผลเสียในระยะยาว ทั้งปริมาณการผลิตที่จะลดลง เกิดการแย่งตลาดจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่มีศักยภาพการแข่งขันที่สูงจากการผลิตขนาดใหญ่ ทำให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า รวมถึงเกษตรกรอาจเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ดังนั้นมาตรการเบื้องต้นที่จะต้องแก้ไข คือการปรับลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องจักร เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเพื่อให้ทัดเทียมกับคู่แข่ง เพื่อรับประกันความอยู่รอดและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงควรมีการพิจารณาถึงประเด็นความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนระหว่างประเทศไทย สปป.ลาว และจีน ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน

โอกาสและความเป็นไปได้ในการลงทุน

ประเทศไทย ประเทศสปป. ลาว และประเทศจีน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้าและการลงทุน อีกทั้งในปัจจุบันมีผู้ลงทุนขยายธุรกิจ ซึ่งเป็นการลงทุนโดยตรงและการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมไบโอดีเซล ฯลฯ

โดยอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ ซึ่งต้องการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูก ทั้งในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตาม ราคาผลปาล์มดิบมีความผันผวน ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำมัน โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้กำหนดราคา ปัจจุบันอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของประเทศไทย มีผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันและผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำมันปาล์มหลายชนิด โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปาล์มที่สำคัญ คือ น้ำมันพืชที่ใช้ในการปรุงอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตน้อยราย ทำให้การกำหนดราคารับซื้อน้ำมันดิบจากผู้ประกอบการโรงหีบมีอำนาจเหนือตลาด และมีอำนาจในการต่อรองมาก สามารถที่จะกำหนดราคารับซื้อเองและแตกต่างกันได้ นอกจากนั้นผู้ประกอบการหีบน้ำมันในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังประสบปัญหาต้นทุนการขนส่ง เพราะโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก เช่น จังหวัดชลบุรี รวมถึงกรุงเทพมหานคร รวมทั้งยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบด้วย

สำหรับการวิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของทั้ง 3 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศไทย ประเทศสปป.ลาว และประเทศจีน วิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาค ข้อมูลอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน การวิเคราะห์ผลตอบแทนโดยใช้เครื่องมือทางการเงิน และการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง และใช้แนวคิดทฤษฎีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง ความได้เปรียบด้านความเป็นเจ้าของ และความได้เปรียบด้านการทำให้เป็นภายในของ Dunning ผลการวิเคราะห์พบว่า ทั้ง 3 ประเทศมีความได้เปรียบในแต่ละด้านที่แตกต่างกัน

  • สำหรับประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในการเพาะปลูก ด้านเงินทุน ด้านเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงยังได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นปัจจัยส่งเสริมการลงทุนทั้งที่เป็นภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี อีกทั้งถ้าผู้ลงทุนต้องการร่วมลงทุนกับนักลงทุนต่างชาติจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีสูง ซึ่งจะต้องลงทุนในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับมาตรการศุลกากรที่สนับสนุนให้มีการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และตั้งโรงงานในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บน โดยจังหวัดหนองคายได้รับการส่งเสริมให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1 และสามารถตั้งโรงงานในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนได้ แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายศุลกากรไทยไม่อนุญาติให้นำเข้าหรือส่งออกผลปาล์มสด
  • สำหรับประเทศสปป.ลาว พบว่า ประเทศยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ มีความเหมาะสมในด้านพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ลาวใต้ รวมทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมการเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน โดยใช้การแบ่งพื้นที่เพาะปลูก แต่ประเทศสปป.ลาว ยังมีข้อจำกัดอยู่ คือ มีผู้ผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มที่เป็นผู้ผลิตครบวงจรและส่งออกเพียงรายเดียว และเจ้าของกิจการเป็นคนสัญชาติลาวที่ยังไม่ได้ดำเนินการเป็นกิจการร่วมลงทุน แต่มีความสามารถและกำลังการผลิตสูงมาก และมีความสนใจที่จะร่วมลงทุนกับผู้ลงทุนทั้งจากประเทศไทยและประเทศจีน โดยจะต้องศึกษากฎหมาย ระเบียบ ข้อกำหนด ข้อบังคับ รวมถึงการขอและได้รับใบอนุญาตร่วมลงทุนในสัดส่วนที่กฎหมายกำหนดต่อไป

โดยการไปลงทุนหรือร่วมลงทุนในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐบาลกำหนดจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษและได้รับสิทธิพิเศษในการลงทุน อีกทั้งปัจจุบันรัฐบาลประเทศ สปป.ลาว ได้ดำเนินการปรับปรุงกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและกฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ให้มีความทันสมัยและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งจากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศปี 2560 ประเทศ สปป.ลาว ยังเป็นประเทศผู้รับการลงทุนที่มีมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสูง โดยประเทศจีนเป็นประเทศเจ้าของทุนที่อยู่ในอันดับแรก ดังนั้น สปป.ลาว จึงเป็นประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคอินโดจีนที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนโดยตรงหรือร่วมลงทุน เพื่อกระจายฐานการผลิต และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการผลิตที่มีประสิทธิภาพในอนุภูมิภาค โดยประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความได้เปรียบกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ของ สปป.ลาว ทั้งด้านการคมนาคมขนส่ง ภาษาและวัฒนธรรมที่มีความใกล้เคียงกันอย่างมาก

  • สำหรับประเทศจีน เป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญกับเศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐกิจโลก เป็นประเทศผู้ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมากที่สุด และเป็นประเทศที่มีมูลค่าทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดด้วย รวมทั้งเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้เฉลี่ยสูงขึ้นและมีตลาดภายในขนาดใหญ่ ซึ่งขณะนี้มีความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มที่สกัดแล้วมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันสำหรับปรุงอาหาร โดยความต้องการบริโภคในประเทศสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากผู้ร่วมลงทุนขยายฐานการผลิตไปในประเทศ สปป.ลาว ร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการในประเทศ สปป. ลาว และส่งออกไปประเทศจีน จะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งได้มาก โดยรูปแบบธุรกิจและการลงทุนสามารถเป็นได้ทั้งการเพิ่มทุน การควบรวมกิจการ และการร่วมลงทุน ซึ่งการเพิ่มทุนและการร่วมลงทุนจะเป็นรูปแบบการลงทุนที่มีโอกาสและความเป็นไปได้มากที่สุด

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัย

จากการศึกษาได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมศุลกากร ผู้ประกอบการโรงหีบน้ำมัน ผู้ประกอบการโรงสกัดน้ำมัน เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ดังนี้

  • ควรมีการทบทวนและปรับปรุงกฎหมายด้านการลงทุน กฎหมายศุลกากรที่เกี่ยวข้องของทั้ง 3 ประเทศ ให้มีความสอดคล้องกัน อีกทั้งกรมศุลกากรควรมีการทบทวนและปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับการห้ามนำเข้าและส่งออกผลปาล์มสด เนื่องจากถ้าผู้ลงทุนมีการร่วมลงทุนกับนักลงทุนประเทศ สปป.ลาว ในการเพาะปลูก จะสามารถส่งออกผลปาล์มสดและน้ำมันดิบมาสกัดที่โรงงานในประเทศได้
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนของทั้ง 3 ประเทศ ควรมีการแลกเปลี่ยนและทบทวน เพื่อปรับปรุงแนวทาง มาตรการและสิทธิประโยชน์ สำหรับส่งเสริมการลงทุนทั้ง Inflow investment และ Outflow Investment
  • ควรมีการใช้นโยบายการกำหนดและแบ่งเขตพื้นที่การเพาะปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งมีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ นอกจากนั้นเกษตรกรผู้เพาะปลูกและผู้ประกอบการโรงหีบขนาดเล็ก โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างเครือข่าย และเผยแพร่ความรู้ที่ต้องได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
  • หน่วยงานที่ดูแลและดำเนินการกำหนดราคารับซื้อผลปาล์มสด ควรพัฒนาช่องทางการกระจายข้อมูล และพัฒนาวิธีการตรวจวัดระดับน้ำมันในผลปาล์มสดให้มีมาตรฐานและให้ผู้ประกอบการโรงหีบมีความเข้าใจ ไม่ใช้วิธีการประมาณปริมาณน้ำมันในผลปาล์มด้วยสายตาและการคาดคะเน

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การวิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศ สปป.ลาว และประเทศจีน : กรณีศึกษาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน”

หัวหน้าโครงการ : ธเนศ วัฒนกูล
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง นพรดา คำชื่นวงศ์
กราฟิก ชนกนันท์ สราภิรมย์
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ศศิธร อ่อนละมูล
00:00
00:00
Empty Playlist