Picture7

วิจัยอย่างไร ให้ชาวนาได้ประโยชน์

ชาวนากับความยากจนยังเป็นสิ่งที่เรามักได้ยินจนถึงปัจจุบัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นทั้งที่เราเห็นว่าทั้งภาครัฐและภาคการศึกษาต่างช่วยกันทำทุกทางเพื่อให้ชีวิตของชาวนาดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอุดหนุนราคาข้าว  การทำวิจัยต่าง ๆ เพื่อให้ข้าวไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับชีวิตของชาวนาไทยให้ดีขึ้น

        อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ข้าวไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตามความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมือง และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บริบทของปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ในช่วงศตวรรษที่ 21 เช่น การค้าเสรีระหว่างประเทศ วิกฤตราคาอาหารโลกใน พ.ศ. 2550 – 2551 เป็นต้น ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและการตลาดของข้าวทั่วโลก ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้โครงสร้างการผลิตและการค้าข้าวมีการปรับตัวอยู่เสมอ ซึ่งส่งผลให้ชาวนาเองก็ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

     ความรู้เรื่องข้าว มีความเป็นพลวัตและมีกระบวนทัศน์ที่แตกต่างไปในแต่ละช่วงเวลา ภายใต้การมองผ่านมิติเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม เงื่อนไขสำคัญที่มากระทำต่อระบบการผลิตการตลาด และนโยบายข้าว นอกจากตัวชาวนาเองแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบใหญ่เชิงระบบของการผลิต การตลาดและนโยบายข้าว นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของระบบโลก ความไม่เสถียรของการเมือง การค้าโลก หรือการเปลี่ยนโครงสร้างทางอำนาจ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ใหม่ทางการตลาดในกรอบการค้าเสรี และการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งนี้การขับเคลื่อนและเป็นไปของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การสื่อสารและการติดต่อกันอย่างไร้พรมแดน

ที่ผ่านมามีงานวิจัยและความรู้ในเรื่องความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ข้าวไทยในเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านการผลิตและการตลาดข้าว มีการศึกษาเป็นระยะ แต่ยังขาดมิติที่เกี่ยวข้องกับความซับซ้อนทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองสังคมและวัฒนธรรมของชาวนารายย่อย โดยเฉพาะความเหมือนและแตกต่างกันของสถานการณ์ข้าวในระดับภูมิภาค อีกทั้ง ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนาอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ในบทความนี้จึงอยากจะชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางความรู้ที่เกิดขึ้น พร้อมจะนำเสนอข้อเสนอแนะในการทำวิจัยในอนาคตว่าควรเป็นลักษณะใดที่ชาวนาจะได้รับประโยชน์จากการวิจัยอย่างแท้จริง โดยจะอ้างอิงข้อมูลจากโครงการวิจัยเรื่อง “ทบทวนความรู้และพัฒนาโจทย์เพื่อการปรับตัวของชาวนาไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงการผลิตและการตลาดข้าว” ที่ได้ทบทวนงานวิจัยที่วิเคราะห์ทิศทางการผลิตและตลาดข้าวทั้งระบบในระยะ10 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ. 2549-2559)โดยการทบทวนผ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของชาวนาต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการตลาดข้าว การค้าข้าว นโยบายราคา และตลาดข้าวเพื่อค้นหาแนวทางการพัฒนาการผลิตและการค้าข้าว ที่ชาวนาได้รับประโยชน์ที่เป็นธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต

โดยจากการสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้เราอาจชี้ให้เห็นถึง “ช่องว่างทางความรู้” ซึ่งมีผลต่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงของงานวิจัยในหลายประการสำคัญ ประการแรก งานวิจัยส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะของ “งานวิชาการ” มากเกินไป ซึ่งทำให้เกิดระยะห่างระหว่าง “งานวิชาการ” กับ “สภาพปัญหาจริง” ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อันเป็นผลมาจากเกษตรกรชาวนาไม่ได้เข้ามามีบทบาทต่อการกำหนดโจทย์วิจัยในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเท่าที่ควร อีกทั้งการประสานงานระหว่างนักวิจัยกับเกษตรกรยังมีน้อย ขาดกลไกในการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้การศึกษาด้านนวัตกรรมและเทคนิคต่าง ๆ ที่มีจำนวนมากอาจเกิดปัญหาเมื่อนำไปใช้ในระดับพื้นที่

และพบว่า แม้ปัจจุบันจะมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมการผลิต นวัตกรรม และเทคนิคการจัดการเมล็ดพันธุ์และการผลิตข้าวจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถสะท้อนให้เห็นว่า ชาวนาสามารถนำผลการศึกษาดังกล่าวไปสู่ “การปรับตัว” ได้จริงซึ่งเป็นปัญหาช่องว่างการศึกษา ทั้งนี้แก้ได้โดยอาจต้องมีงานวิจัยที่บูรณาการจากนักวิจัยหลายสาขา ทั้งสายวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ มาร่วมอธิบายการปรับตัวของชาวนาอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดการทรัพยากรในชุมชน การสร้างตลาดชุมชน ความสัมพันธ์ในสังคมชาวนาที่เปลี่ยนแปลงไป และการเมืองของชาวนา เป็นต้น

ประการที่สอง งานวิจัยยังมีข้อจำกัดในการนิยาม “ชาวนา” ว่าคือใคร หรือเป็นคนกลุ่มใดกันแน่ที่ยังถือว่าเป็นชาวนา เกษตรกร หรือผู้ประกอบการ ความสับสนในนิยามนี้เกิดมาจากช่องว่างจากการศึกษาชาวนาที่ขาดความหลากหลาย และไม่ได้สนใจเรื่องนิเวศ วัฒนธรรม วิถีชีวิตชุมชนและเศรษฐกิจของชาวนาเท่าที่ควร

ประการที่สาม งานวิจัยในเรื่องเศรษฐศาสตร์สำหรับการหาทางออกในเรื่องราคาข้าวและการปรับตัวของชาวนา ยังมีข้อจำกัดอยู่ที่การอธิบาย “กลไกตลาด – การแทรกแซงจากรัฐ” เท่านั้น ส่วนงานวิจัยที่เป็น “ทางเลือกที่สาม” ก็มีจำนวนไม่มากนัก อาจเป็นเพราะแหล่งทุนวิจัยไม่นับว่าเป็นทางออกสำหรับข้าวในตลาดที่ต้องการสินค้าจำนวนมาก (Mass Market) หรือเห็นว่าข้อเสนอทางเลือกที่สามเป็นเพียงการศึกษาประเด็นเล็ก ๆ ในตลาดทางเลือก (Niche Market) เช่น งานศึกษาเกี่ยวกับการสร้างตลาดชุมชน ตลาดเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น การพัฒนาเครือข่ายปลูกข้าวอินทรีย์ ระบบการค้าเพื่อความเป็นธรรม เป็นต้น ช่องว่างทางความรู้นี้จึงทำให้เกิดข้อเสนอเชิงนโยบายของการปรับตัวของชาวนาไทยที่ถูกจำกัดอยู่แค่ “ตลาด – รัฐ” เท่านั้น จนมองไม่เห็นทางออกอื่น

ประการสุดท้าย งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับปัญหาของชาวนา หรือแนวทางแก้ไขปัญหาของชาวนา ยังมีช่องว่างในเรื่องการทำความเข้าใจ “การปรับตัวของชาวนา” เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่ มองว่าชาวนาเป็นกลุ่มที่เป็น “ภาระสังคม” จึงจำเป็นต้องช่วยเหลือ และมองชาวนาในฐานะกลุ่มที่ไม่ได้ไปด้วยกันกับสังคมสมัยใหม่ จนนำมาสู่แนวคิดที่ว่า “ลดขนาดภาคเกษตรลง ถึงจะทำให้ประเทศเติบโต”

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า งานวิจัยหลายชิ้นมีช่องว่างในการทำความเข้าใจการปรับตัวของชาวนา ที่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมสมัยใหม่ และเป็นรากฐานในการพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมชุมชนในอนาคตได้ภายใต้ “อธิปไตยทางปัญญา” ของชาวนาแต่ละกลุ่ม ที่มีการปรับตัวในสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เป็นเพียงกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องความช่วยเหลือเท่านั้น แต่เป็นกลุ่มคนที่ปรับตัวและสามารถพึ่งพาตนเองได้

อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นนี้ก็ได้นำเสนอแนะแนวทางในการทำวิจัย การตั้งโจทย์วิจัย และกระบวนการวิจัยไว้ เพื่อให้ในอนาคตงานวิจัยที่เกิดขึ้นสามารถที่จะตอบโจทย์การพัฒนาของชาวนาไทยได้จริงหรือกล่าวได้ว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เช่น ในเรื่องโจทย์วิจัยการปรับตัวของชาวนาที่ผลิตข้าวขายเป็นหลัก เพื่อเห็นช่องทางการแก้ไขปัญหาข้าวและชาวนา ควรมีการตั้งโจทย์วิจัยและเพิ่มแนวการศึกษาเกี่ยวกับนิเวศเกษตรกรรม (Agroecology) ระบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรยั่งยืน ฯลฯ โดยเน้นการทำวิจัยแบบระบบฟาร์ม เช่น ระบบการทำนาและพืชหลังนา ที่ครบตลอดทั้งปีการผลิต หรือระบบผสมผสาน เป็นต้น

ควรมีการศึกษาวิจัยแบบครบวงจร ทั้งจากกระบวนการผลิตและการตลาดตลอดห่วงโซ่ จากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค รวมทั้งงานวิจัยการเพิ่มมูลค่าข้าวด้วยการแปรรูปที่หลากหลาย และสร้างให้เกิดวิสาหกิจชุมชน หรือการรวมกลุ่มเป็นผู้ประกอบการทางสังคมของกลุ่มคนในชุมชน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น

ควรมีการศึกษาในเรื่องของพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดสอดคล้องกับระบบนิเวศ รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานพันธุ์ข้าว นอกจากนี้ศึกษาปัญหาสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เช่น น้ำแล้ง น้ำท่วม เป็นต้น ชาวนาจะปรับตัวต่อความไม่แน่นอนดังกล่าวอย่างไร ควรมีการศึกษาวิจัยทั้งจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสังคม และควรเป็นงานวิจัยในด้านการปรับตัวเชิงรุก เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับ “นวัตกรรม” ที่เหมาะสมกับชาวนา ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจและลักษณะประชากร เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีขนาดเล็กที่เหมาะสมกับระบบนิเวศที่แตกต่างกัน หรือระบบการเพาะปลูกที่สอดคล้องกับระบบนิเวศและเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรรายย่อย รวมถึงเทคโนโลยีสำหรับการแปรรูปข้าว

โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกส่วนที่เกี่ยวข้องมีความร่วมมือแบบเป็นเครือข่าย อาทิ ระหว่างนักวิชาการ/นักวิจัย และชาวนา เพื่อเชื่อมโยงให้ผลงานวิจัยสามารถนำมาใช้ได้จริงกับสภาพปัญหาจริงของชาวนา และเปิดช่องให้ชาวนาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตั้งประเด็นปัญหาเพื่อให้นักวิชาการ/นักวิจัยนำมาตั้งเป็นโจทย์ในการวิจัยต่อไป หรือควรทำการวิจัยอย่างมีส่วนร่วมระหว่างงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์และงานวิจัยเชิงสังคมที่สามารถนำมาใช้กับการผลิตของชาวนาได้ และมีพื้นที่ให้นักวิจัยสามารถเข้าไปศึกษาวิจัยพร้อมกับชาวนาโดยเป็นงานวิจัยที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ

ทั้งนี้ภาครัฐควรมีการสนับสนุนทรัพยากรสำหรับการสร้างนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และสังคมที่สอดรับกับปัญหาเรื่องข้าวและการปรับตัวของชาวนาไทย หากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง ก็จะทำให้นักวิจัยไทยสามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่ดีและสามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อชาวนาเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของการนำผลงานวิจัยมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการผลิตข้าว หรือในเรื่องพันธุ์ข้าว และในแง่ของการนำข้อเสนอแนะมาปรับใช้เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพ สามารถขายได้ ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้และความยั่งยืนของชีวิตชาวนาต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “ทบทวนความรู้และพัฒนาโจทย์เพื่อการปรับตัวของชาวนาไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงการผลิตและการตลาดข้าว”

หัวหน้าโครงการ : สุภา ใยเมือง
สนับสนุนโดย : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

เรียบเรียง ภัณฑิลา ธนบูรณ์นิพัทธ์
กราฟิก ตวงทอง จงเจริญ
ตรวจภาษาและความถูกต้อง ศศิธร อ่อนละมูล
00:00
00:00
Empty Playlist