RC20245-1.1

สังเคราะห์งานวิจัยของ สกว. เพื่อเสนอแนะนโยบายพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทย

การพัฒนาประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนตลอดช่วงวัยเพื่อให้ประชากรไทยมีคุณภาพชีวิต (Quality of life) อาศัยอยู่ในชุมชนที่มีสมาชิกร่วมกันประเมินและวิเคราะห์ปัญหาของตนเอง โดยร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาชุมชนและร่วมกันพัฒนาจนชุมชนมีความเข้มแข็ง (Community Strength) และส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งความสงบสุข (Harmonious Society) ผ่านกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ตามอัธยาศัยหรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต จึงทำให้ในปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นผู้บริหารจัดการภายใต้กรอบการวิจัยในกลุ่มเรื่องการศึกษาและสร้างสรรค์การเรียนรู้ ในประเด็นการพัฒนาคนและสังคมไทย ซึ่งมีผู้ได้รับอนุมัติทุนวิจัยภายใต้กรอบดังกล่าวทั้งสิ้น 5 แผนงานและ 4 โครงการเดี่ยว โดยมีความแตกต่างกันทั้งในด้านเป้าหมาย วิธีดำเนินการ สภาพปัญหา รวมตลอดทั้งบริบทแวดล้อมในเชิงพื้นที่ที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละโครงการ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องทำการสังเคราะห์งานวิจัยที่ได้รับทุนเหล่านี้เพื่อให้สามารถได้ข้อมูลที่สะท้อนภาพโดยรวมของกรอบวิจัยดังกล่าวได้ชัดเจน โดยผลที่ได้จากการวิจัยจะได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างกว้างขวาง และเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตามทิศทาง และเป้าหมายของการพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทยต่อไปในอนาคต

ผลการวิจัยเป็นหลักคิดในการต่อยอดข้อเสนอแนะทางนโยบายในอนาคต

จากการวิเคราะห์ผลการวิจัยทั้ง 9 โครงการวิจัยที่ดำเนินงานใน 9 พื้นที่ของประเทศไทย พบว่าทุกโครงการวิจัยมีการพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทย ในรูปแบบที่ต่างกันและเป็นการพัฒนาที่ต่อเนื่องทั้งพัฒนาคน ชุมชน และสังคม โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก คือ เป้าหมาย และผลลัพธ์ของการพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทย ดังนี้

เป้าหมายของการพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทย กล่าวคือ ในด้านการพัฒนาคน ทุกโครงการมีเป้าหมายการพัฒนาคนที่สอดคล้องกัน 4 ลักษณะ ได้แก่ พัฒนาคนให้มีสิทธิและเสรีภาพ พัฒนาคนให้มีการสร้างสรรค์การเรียนรู้ พัฒนาคนให้เกิดความสมบูรณ์ และพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  ในด้านเป้าหมายของการพัฒนาชุมชน ทุกโครงการมีเจตนารมณ์มุ่งพัฒนาชุมชนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเพื่อให้เกิดการรับรองสิทธิและพิทักษ์สิทธิชุมชน เพื่อนำไปสู่การเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และในส่วนของเป้าหมายการพัฒนาสังคม คาดหวังว่าจะเสริมหนุนการพัฒนาสังคมไทย เพื่อให้เกิดสังคมที่เป็นสังคมสมานฉันท์ สังคมอุดมปัญญา สังคมมั่นคงโดยมีระบบเศรษฐกิจและสังคมที่มั่นคง มีสวัสดิการอย่างทั่วถึงเท่าเทียมและเสมอภาค โดยการวิจัย 8 โครงการใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) มีเพียง 1 โครงการที่ใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบผสมผสาน  (Mix-methodology) เท่านั้น โดยทุกโครงการใช้กระบวนการให้ผู้ร่วมวิจัยได้ร่วมกันสำรวจ ต้นทุนทางวัฒนธรรมในสังคม เสริมสร้างศักยภาพของผู้ร่วมวิจัยที่เป็นคนทุกกลุ่มช่วงวัยในชุมชน เกิดการเรียนรู้วัฒนธรรม ด้วยการกระตุ้นให้คิด แลกเปลี่ยนและสะท้อนความคิดตามมุมมองของตนเอง นอกจากนี้ยังได้เสริมสร้างศักยภาพของผู้ร่วมวิจัยโดยการให้สมาชิกชุมชน องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกิจกรรม มีการสร้างเวทีการเรียนรู้ร่วมกันโดยเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็นและออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามกระบวนการประชาธิปไตย

ผลลัพธ์ของผลวิจัยที่ดำเนินการเพื่อการพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทย แบ่งออกเป็น 4 ประเด็น กล่าวคือ 1) ลดการแบ่งกลุ่มชนชั้นเพื่อป้องกันคนชายขอบ ผลจากการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนทำให้ลดการแบ่งกลุ่มแบ่งชนชั้น ป้องกันการเบียดพื้นที่ทางสังคมจนเกิดผู้ด้อยโอกาสขาดพื้นที่ทางสังคมจนกลายเป็นคนกลุ่มน้อย และช่วยปรับทัศนคติและความเข้าใจธรรมชาติของเด็กแก่ผู้ปกครอง ชุมชน และโรงเรียน ซึ่งช่วยทำให้เด็กได้เติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 2) ลดความขัดแย้งที่มาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมผ่านการสร้างกระบวนการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม การเรียนดนตรีในโรงเรียน การผลิตสื่อจากปราชญ์ท้องถิ่น นำมาให้สมาชิกชุมชนเรียนรู้ ช่วยป้องกันเด็กที่ย้ายถิ่นมากับผู้ปกครองที่มาจากต่างภูมิภาค สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข 3) เกิดชุมชนเข้มแข็งมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ การเรียนรู้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางให้รู้จักประเมินสุขภาพตนเอง และการส่งเสริมผู้สูงอายุที่ไม่มีบุตรหลานอยู่ดูแลให้สามารถเรียนรู้ เป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ ความคิด ความเชื่อ แก่ผู้ที่สนใจ ตลอดจนการเรียนรู้ร่วมกันของศูนย์ 3 วัย เพื่อสลายช่องว่างระหว่างวัย โดยนำผู้สูงอายุ เยาวชน และวัยทำงานมาร่วมเรียนรู้ ช่วยเสริมสร้างพลังอำนาจชุมชนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุบนฐานสังคมและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม และ 4) เกิดสังคมอุดมปัญญา เป็นผลของการเรียนรู้ของสมาชิกของชุมชนย่อยขยายสู่การร่วมกันพัฒนาสังคมภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้เด็กวัยรุ่นรู้จักเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่นตามหลักประชาธิปไตย เยาวชนวัยอุดมศึกษาเกิดทักษะการคิดแบบอภิปัญญานับเป็นการคิดแบบเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่น กลุ่มคนในชุมชนรู้จักตนเอง รู้จักของดีของชุมชน เกิดความรักความหวงแหนชุมชน กลายเป็นชุมชนที่มีความสมานฉันท์ และร่วมกันพัฒนาชุมชนของตนเองให้เกิดความอบอุ่นและเข้มแข็ง

สังเคราะห์งานวิจัย นำสู่ข้อเสนอแนะทางนโยบายเพื่อพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทย

ผลลัพธ์แต่ละโครงการนำสู่ข้อเสนอแนะทางนโยบายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคน ชุมชน และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

นโยบายการพัฒนาคุณภาพคนไทยให้สมบูรณ์ ยืดหยุ่น และมีพลังสร้างสรรค์ ซึ่งต้องเริ่มจากบ้านประสานการทำงานกับองค์กรท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรของรัฐ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ เหมาะสมกับแต่ละคน แต่ละกลุ่ม มีการคัดกรองปัญหา สู่การสร้างแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคล ด้วยการพัฒนาคนไทยให้สมบูรณ์ผ่านการแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่ม อาทิ ปัญหาเด็กเลี้ยงยากในช่วงปฐมวัยเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน มีความยุ่งยากในการแก้ไข จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากสหสาขาวิชาชีพเข้ามาร่วมกันดูแล  การพัฒนาคนไทยให้มีความยืดหยุ่นตามความต่างของวัฒนธรรมและมีค่านิยมแบบประชาธิปไตย จึงควรอบรมครูและผู้นำชุมชนให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และการพัฒนาคนไทยให้มีพลังสร้างสรรค์ผ่านอภิปัญญา โดยส่งเสริมอภิปัญญาให้แก่พลเมืองไทย ผ่านการพัฒนาศักยภาพผู้สอนและการผลิตสื่อสร้างสรรค์เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างคนให้มีอภิปัญญาและนำไปสู่การปฏิบัติจริง

นโยบายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนมั่งคั่งและมั่นคงผ่านการสร้างสรรค์เวทีเรียนรู้ชุมชน โดย การส่งเสริมให้ประชากรใช้ทรัพยากรในชุมชนให้เกิดประโยชน์ในการดูแลสุขภาพและกลายเป็นผู้ผลิตที่มีคุณภาพ ได้แก่ เกษตรกรสวนยางพาราสามารถกำหนดโยบายในการดูแลป้องกันและส่งเสริมสุขภาพของเกษตรกรสวนยางพาราให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เอง  และการสร้างรายได้วัยแรงงานผ่านกิจกรรมเกื้อหนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการ ทั้งนี้ควรมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในรูปแบบที่หลากหลายทั้งในด้านการจัดบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคมอย่างบูรณาการ ของทุกภาคส่วนอย่างมีส่วนร่วมและต่อเนื่อง

นโยบายการสร้างสังคมสมานฉันท์และสังคมสงบสุข ภาครัฐควรให้งบประมาณในการสนับสนุนให้ประชาชนได้พัฒนาผู้รู้ในสังคมให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นมัคคุเทศก์ และให้งบประมาณในการสนับสนุนการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์มรดกทาง วัฒนธรรมควรเข้ามาสนับสนุน ดูแล และให้คำแนะนำแก่ชาวบ้านในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และออกกฎหมายบังคับผู้ที่บุกรุกทำลายพื้นที่มรดกทางสังคมอย่างชัดเจน ส่วนสถานศึกษาควรวางแผนการจัดการเรียนการสอน สร้างหลักสูตรท้องถิ่นประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในท้องถิ่นและบริบทของชุมชนผนวกเข้าไปในบทเรียน

ทั้งนี้ ทุกโครงการต้องการสนับสนุนให้เกิดศูนย์ต่างวัย ได้แก่ วัยเด็ก วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ เพื่อลด ช่องว่างระหว่างวัย ให้ผู้สูงอายุได้เข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้ แนวคิด ประสบการณ์ และของดีแก่ วัยเด็ก และวัยแรงงาน ให้วัยแรงงานเป็นผู้ขับเคลื่อน ควรมีการพัฒนาระบบการดูแลคนทุกกลุ่มในด้านการจัดบริการสุขภาพและสวัสดิการสังคมอย่างบูรณาการ ลดการเบียดพื้นที่ทางสังคมจนเกิดคนชายขอบ โดยการ มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ผลจากการวิจัยครั้งนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผน งบประมาณที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกวัยในการขับเคลื่อนชุมชนแบบบูรณาการทั้งด้านสุขภาพ อนุรักษ์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และด้านหลักประกันความมั่นคงเข้าด้วยกัน รวมทั้งพัฒนาชุมชนที่มีศักยภาพเป็นต้นแบบของการดูแลข้ามวัยและข้ามวัฒนธรรมเพื่อขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นต่อไป

อ้างอิงข้อมูลจาก

โครงการวิจัย “การสังเคราะห์งานวิจัย ภายใต้กรอบการวิจัยการพัฒนาคน ชุมชน และสังคมไทย”

หัวหน้าโครงการ : รองศาสตราจารย์ ดร. สมจิต แดนสีแก้ว

สนับสนุนโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เรียบเรียง กิตติชัย กงไกรสร
กราฟิก ณปภัช เสโนฤทธิ์
พิสูจน์อักษรและตรวจทาน จินตนา ธรรมวงษ์
00:00
00:00
Empty Playlist